ตลอดเวลา 3 วัน 3 คืน...
ลานกว้างหน้าหอคอยเตาหลอม์ไม่เคยหลับใหลแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว ราษฎรเมืองซีเหลียงกว่า 1000 ชีวิตยังคงปักหลักเฝ้าอยู่โดยรอบ
บางคนนำเสื่อมาปูนอน บางคนก่อกองไฟคลายหนาว บางกลุ่มผลัดเวรกันเดินตรวจตรารอบหอคอย ไม่มีผู้ใดกล้าจากไป ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงอึกทึกประหนึ่งเกรงจักรบกวนงานบวงสรวง์ด้านใน
เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งเงยหน้ามองหอคอยด้วยดวงตาแดงก่ำ "ท่านแม่..." เขากระตุกชายเสื้อสตรีข้างกายเบาๆ "ท่านมหาปราชญ์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ขอรับ..."
มารดาของเด็กนิ่งงันไปครู่หนึ่ง นางไม่อาจตอบได้ เพราะตลอด 3 วันล่วงเลยมา... ไร้ร่องรอยเงาของชายหนุ่ม ไร้สุ้มเสียง ไร้แรงฝีเท้า มีเพียงความเงียบงันอันยาวนาน ราวกับภายในหอคอยนั้นกำลังดำเนินงานลึกลับบางอย่างอันเกินกว่ามนุษย์สามัญจะจินตนาการได้
เ้าเมืองซีเหลียงยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าชราซูบตอบกว่าเดิมหลายส่วน เขาไม่ได้หลับเต็มตาเลยแม้แต่คืนเดียว กุนซือชราก็เฉกเช่นเดียวกัน ชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูหอคอยมาตลอด 72 ชั่วยาม แม้อดีตเศรษฐีหวังรวมถึงเหล่าทูตทั้ง 5 เมืองก็ยังไม่ยอมละสายตา
ทุกคนกำลังรอคอย... รอคอยปาฏิหาริย์ หรือไม่ก็... ข่าวอันเลวร้ายแสนสลด
ฉับพลันนั้นเอง!
ครืนนนน...
เสียงบดเสียดของก้อนศิลาหนักอึ้งพลันดังก้องออกมาจากภายในหอคอย ร่างของผู้คนทั้งลานสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน! ดวงตากว่า 1000 คู่หันไปมองประตูหินเป็จุดเดียว ไร้คนกล้าผ่อนลมหายใจ ไร้ผู้ใดกล้ากะพริบตา
ครืนนนนนน...
ประตูหินแกรนิตหนาหลายคืบค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างเชื่องช้า ไออุ่นสีขาวนวลลอยออกมาจากช่องประตู พร้อมกลิ่นหอมฟุ้งของเมล็ดข้าวสาลีอบแห้งลอยโชยเตะจมูกทุกคน
จากนั้น... เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากกลุ่มควัน
เป็ชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวสะอาด ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แววตาสดใส ใบหน้าผ่อนคลายอย่างยิ่ง ราวกับเพิ่งผ่านการพักผ่อนอันสุขล้นล้ำลึกยิ่ง
ลู่ชิงเหยียดแขนสุดตัว บิดี้เีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ "อ่าาาา..." ชายหนุ่มระบายลมหายใจอย่างสบายอารมณ์ "นอนเต็มอิ่มสมใจอยาก..."
ทั้งลานกว้างเงียบงัน น้ำตาเริ่มเอ่อคลอในดวงตาของชาวเมือง
ท่านมหาปราชญ์... ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!
เ้าเมืองทรุดตัวลงคุกเข่า "ท่านมหาปราชญ์!"
ชาวเมืองทั้ง 1000 ชีวิตพร้อมใจกันหมอบกราบ "ท่านมหาปราชญ์!!"
ลู่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย "หือ?"
เขากวาดตามองรอบตัว ก่อนจะชะงัก ูเาข้าวสาลีเปียกชื้นขนาดมหึมาอันเคยส่งกลิ่นเหม็นอับ บัดนี้กลายเป็กองเมล็ดสีทองอร่าม แห้งสนิท ร่วนซุย ส่งกลิ่นหอมกรุ่นกระจายทั่วบริเวณ
"อ้าว?" ลู่ชิงกะพริบตาปริบๆ "แห้งหมดแล้วเรอะ..."
เ้าเมืองน้ำตาไหลพราก โขกศีรษะลงพื้นดังปัง "ท่านมหาปราชญ์ใช้เวลา 3 วัน 3 คืน ต่อสู้กับเพลิง์ กอบกู้เสบียง 100000 ชั่ง! พระคุณล้นฟ้าดินโอบอุ้มปวงประชาขอรับ!"
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงโขกศีรษะดังก้องไปทั่วลาน
ลู่ชิงมองภาพนั้นด้วยสีหน้าปวดหัว ต่อสู้อันใดของพวกเ้า... ข้าแค่นอนหลับผิงไฟ... แล้วข้าวก็โดนลมร้อนพัดเป่าจนแห้งไปเองตามหลักธรรมชาติ...
เขาอ้าปากเตรียมอธิบาย ทว่าในบัดดลนั้นเอง...
โครกครากกกกกกกกกกก!!!
เสียงทุ้มต่ำลึกลับดังสนั่นะเืแผ่นดิน พลันะเิออกมาจากร่างของชายหนุ่ม! พื้นดินรอบตัวคล้ายจะสั่นะเืเบาๆ ผู้คนหลาย 100 คนสะดุ้งเฮือก เด็กบางคนตระหนกร้องไห้จ้า
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยลักษณะหอคอยศิลาปิดทึบรวมถึงท่อดินเผาระบายความร้อนใต้พื้นกระดานหินขดเคี้ยว มันทำบทบาทขยายเสียงส่งสะท้อนประหนึ่งโทรโข่งดินเผาธรรมชาติ! เสียงกรีดร้องจากกระเพาะว่างเปล่าจึงมุดย้อนลงรูดินเผา ก่อนพุ่งทะยานออกปล่องยอดหอคอยดังกึกก้องฟากฟ้าประหนึ่งสัญญาณรบพญาัเพลิง!
โครกกกกกกกกกก!!!
เสียงดังซ้ำระลอกดุดันเหี้ยมเกรียมสะท้อนลมบน ท้องฟ้าแปรปรวนคล้ายคล้อยตามพลังหยาง ฝูงชนก้มราบสวดวิงวอนขอเทพเซียนเมตตาคุ้มครองปราชญ์เทวะ
กุนซือชราผู้นั่งขัดสมาธิพลันเบิกตาถลนกว้าง รูม่านตาขยายราวบรรลุสัจธรรมบางอย่าง "์!! พลังัเพลิงปั่นป่วนจากการสะสมธาตุไฟเดือดพล่าน!"
เศรษฐีหวังตัวสั่นเทา เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กเต็มหน้าผาก "ปราณ์กำลังไหลย้อนกลับ! ท่านมหาปราชญ์ใช้พลังหยางมากเกินไปจนธาตุไฟโหมกระหน่ำอยู่ภายใน!"
ส่วนต้นกำเนิดปราณัเพลิงพิโรธ... กำลังยืนกุมท้องสั่นระริก
ลู่ชิงหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระรัว ตาเริ่มพร่าเลือน หลับรวดเดียว 72 ชั่วยาม โดยปราศจากอาหารและน้ำตกถึงท้อง สมองของเขาเหลือระบบประมวลผลเพียงเื่เดียว
"ข้าหิว..." ลู่ชิงโอดครวญแ่เบา
ฝูงชนผงะตระหนก กุนซือชราหูสั่นสะท้านหันะโลั่น "ได้ยินหรือไม่... ท่านมหาปราชญ์สละปราณ์จนพังย่อยยับ... ครานี้ท่านกำลังหิวโหย! หิวพลังบุญกุศลบำรุงชีพ! ร้องหาโอสถศักดิ์สิทธิ์สยบธาตุไฟประคองปราณหยาง!"
ทั้งลานตกอยู่ในความแตกตื่นโกลาหล!
"เร็วเข้า! นำโสมป่า 1000 ปีจากคลังหลวงเมืองซีเหลียงมาด่วน!"
"รีดเืกวางเขาทองพญาป่ารสเข้มข้นมาเสริมธาตุไฟประคองร่าง!"
"ไข่นกอินทรีเหล็กวิเศษอยู่หนใด! นำมาระงับพลังอัคคีแปรธาตุเร็วยิ่ง!"
ฝูงชนวิ่งวุ่นสับสนพยายามคว้าสมุนไพรร้อนแรงเลิศล้ำในเมืองมายัดใส่ปากชายหนุ่ม
ลู่ชิงยืนเบิกตาค้าง เส้นเืปูดโปนขมับขวา ความโกรธเกรี้ยวสัญชาตญาณสัตว์หิวโซผสานภูมิปัญญาชีววิทยาะเิพุ่งยอดขีด ชายหนุ่มพุ่งมือคว้าคอเสื้อเ้าเมืองซีเหลียงลอยขึ้นมาฉับพลัน!
"โอสถะเิพสุธาอันใดของพวกเ้า!!" ลู่ชิงตวาดเสียงหลงดุดัน "ข้าอดอาหารมายาวนาน 3 วันเต็ม กระเพาะข้าหดเหลือเท่ากำปั้นเด็ก! ขืนยัดโสมพญาป่า 1000 ปี หรือโลหิตกวางบ้าบอนั่นลงไป ปริมาณแร่ธาตุฟอสเฟตกับสารอาหารพลังงานสูงเกินควรจักเร่งหลั่งสารอินซูลิน ดึงสารอาหารสู่กระแสเซลล์รวดเดียว ก่อเกิดภาวะระบบหัวใจและอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน ร่างกายช็อกวายชีวาวอดวายกันพอดี!!"
"ร่างกายข้าครานี้้าเพียงสารอาหารซึมซับง่ายย่อยง่ายอันละมุนโว้ย!!" ลู่ชิงคำรามสุดเสียง "ข้า้าข้าวต้ม! ข้าวต้มนิ่มๆ! ข้าวต้มธรรมดาไร้รสปรุงแต่ง! ข้าวสารคนยากแสนนอบน้อมอันไร้ความจำเป็ต้องเคี้ยว! นำมาประเคนให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้!!"
เสียงคำรามโหยหาข้าวต้มแสนเรียบง่ายดังก้องทั่วเมืองซีเหลียงสะท้อนหน้าผาศิลา
เงียบกริบ... ลานกว้างตกอยู่ในความเงียบงันปานสุสานร้างอีกครา
หยาดน้ำตาแห่งความศรัทธาซาบซึ้งพลันหลั่งไหลอาบสองแก้มกุนซือชรา ขุนนางชราทรุดกราบลงแผ่นดิน ร้องไห้สะอื้นฮักอย่างสุดระงับ
"มหาเมตตาบารมีโอบอุ้มปฐี! ปราชญ์ผู้เปี่ยมศีลธรรมสูงสุดโดยแท้!" กุนซือชราละล่ำละลักบอกปวงชนเสียงสั่นเครือ "แม้ในยามธาตุไฟแตกซ่านปั่นป่วน ร่างกายร้องหาโอสถ์บำรุงรักษาชีพ... ทว่าท่านกลับสละโลภะ ปฏิเสธโสมป่า 1000 ปี ปฏิเสธเืกวางแสนแพง... ร้องขอเพียง 'ข้าวคนยาก' ร้องขอเพียงอาหารอันต่ำต้อยด้อยมูลค่า เพื่อมิให้กลายเป็ภาระความลำบากเสาะแสวงหาของปวงราษฎร!!"
อดีตเศรษฐีหวังและเ้าเมืองโขกหน้าผากลงผืนดินสะอื้นร่ำไห้หนักหน่วง "ท่านมหาปราชญ์ช่างสมถะรักราษฎรปานบิดาผู้บังเกิดเกล้า! พวกข้าจักรีบไปเคี่ยวต้มข้าวต้มละลายน้ำเหลวบริสุทธิ์นุ่มคอประเคนถวายในบัดดลขอรับ!!"
ลู่ชิงยืนมองร่างฝูงราษฎรรวมถึงลูกน้องวิ่งกรูกันมุ่งสู่โรงครัวด้วยความกระตือรือร้นเลื่อมใสล้นพ้น...
ชายหนุ่มยกสองมือกุมขมับ ระบายลมหายใจยาวด้วยความเหี่ยวเฉาสิ้นหวัง ปล่อยให้เสียงท้องร้องพญาเพลิงพิโรธกรีดร้องโครกครากต่อไปเงียบๆ...
ข้าแค่กลัวท้องอืดตายเพราะระบบอาหารหลับใหล... ไฉนพวกเ้าโยงใยไปเื่มหาบารมีสมถะรักราษฎรได้อีกฟะเนี่ย...
เวลาล่วงเลยผ่านไปราว 1 เค่อ...
โครกกกกกกก...
เสียงคำรามจากกระเพาะของลู่ชิงดังะเืศาลาว่าการเมืองซีเหลียง ขุนนางหลายคนสะดุ้งโหยง ทหารยาม 2 นายหน้าซีดเผือด แม้เ้าเมืองซีเหลียงยังเผลอกุมหน้าอกด้วยความหวาดผวา
"มะ... มันมาอีกแล้ว!"
"ปราณเพลิงในร่างท่านมหาปราชญ์กำลังปั่นป่วน!"
"รีบไปเชิญหมอหลวง! เชิญนักพรต! เชิญหมอผีด้วย!"
"ข้าหิวโว้ย!!"
ลู่ชิงคำรามสวนกลับดุดัน เสียงทั้งหมดเงียบกริบ ชายหนุ่มหน้าดำทะมึนยืนกอดท้อง ตัวสั่นเพราะความหิว
หลังอดอาหารมาเกือบ 3 วันเต็ม บัดนี้เขามองสิ่งใดก็คล้ายอาหารไปหมด เสาศาลาว่าการดูเหมือนไม้เสียบเนื้อย่าง แจกันดอกไม้คล้ายหม้อซุป แม้แมวอ้วนกำลังนอนอาบแดดอยู่หน้าประตู... ลู่ชิงยังจ้องมันอยู่ 3 ลมหายใจเต็ม จนแมวสะดุ้งขนลุกชัน รีบวิ่งหนีหายไปไร้ร่องรอย
"นายท่าน..." อาฝูถอยหลัง 1 ก้าว "สายตาของท่านน่ากลัวมากขอรับ..."
"หากข้ายังไม่ได้กินอะไรอีกครึ่งเค่อ..." ลู่ชิงกำหมัดแน่น "ข้าจะเริ่มพิจารณาอาฝูเป็วัตถุดิบสำรองแล้ว"
อาฝูหน้าซีดเผือดลงบัดดล
สุดท้ายลู่ชิงทนรอคนงมงายพวกนี้มิไหว เขาเดินโซเซออกจากห้องรับรอง ตรงดิ่งสู่โรงครัวใหญ่ของจวนเ้าเมือง
แต่ภาพเบื้องหน้ากลับทำเอาเืขึ้นหน้า พ่อครัวกว่า 50 คนกำลังวิ่งกันอลหม่าน บางคนเชือดเป็ด บางคนตุ๋นโสม บางคนกำลังแกะสลักแตงกวาเป็ับิน หม้อซุปขนาดั์เดือดพล่านส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
หัวหน้าพ่อครัวรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่า "ท่านมหาปราชญ์! อดใจรอสักประเดี๋ยวขอรับ! ข้าน้อยกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยง 100 สำรับ! มีรังนกตุ๋นโสม! เป็ด 8 สมบัติ! หูฉลามตุ๋นเห็ดหิมะ!"
"รังนกอีกแล้วหรือ..." ลู่ชิงกัดฟัน "แล้วมันจะเสร็จเมื่อใด?"
หัวหน้าพ่อครัวยืดอกอย่างภาคภูมิ "2 ชั่วยามขอรับ!"
ปัง!
ลู่ชิงตบโต๊ะจนไม้แตก "ข้าจะอดตายอยู่แล้ว! หลีกทาง!"
มุมหนึ่งของโรงครัว กุนซือชราและอดีตเศรษฐีหวังกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด
"แม้ข้าวสาลีจะแห้งสนิทร่วนซุย..." กุนซือชราถอนหายใจ "แต่การขนส่งเสบียงไปชายแดนแคว้นยังคงเป็ปัญหาใหญ่"
"ถูกต้อง" เศรษฐีหวังพยักหน้า "หมั่นโถวแข็งตัวในฤดูหนาว ข้าวสารต้องใช้เวลาหุง ต้องก่อไฟ ควันไฟจะดึงดูดความสนใจของข้าศึก เสบียงกองทัพเป็ปัญหาเรื้อรังมาหลาย 100 ปี..."
มหาปราชญ์มารไม่ได้สนใจฟังแม้แต่คำเดียว สมองของเขามีเพียงคำว่า กิน กิน กิน!
ลู่ชิงผลักหัวหน้าพ่อครัวกระเด็นออกไป เขาคว้ากะละมังแป้งสาลีนวดเสร็จแล้วขึ้นมา นวด ดึง ยืด พับ
ฟึ่บ! ฟั่บ! ฟึ่บ!
เส้นแป้งเรียวยาวถูกเหวี่ยงดึงยืดออกมาอย่างรวดเร็ว พ่อครัวทั้งโรงครัวตกตะลึง ความเร็วระดับนี้ต่อให้เปิดร้านบะหมี่ก็รวยเป็เศรษฐีได้สบาย!
"เร่งไฟ! ตั้งกระทะ! ใส่น้ำมันให้ท่วม!"
ทุกคนรีบปฏิบัติตามอัตโนมัติ ไม่นานน้ำมันก็เดือดพล่าน ลู่ชิงคว้าก้อนเส้นแป้งสด โยนลงไปในน้ำมันร้อนจัดฉับพลัน
ฉ่าาาาาา!!
เสียงทอดดังสนั่น ความร้อนจากน้ำมันเดือดจัดทะลวงเข้าสู่แกนกลางเส้นแป้ง ขับไล่โมเลกุลน้ำออกรวดเร็ว ก่อเกิดโพรงอากาศขนาดจิ๋วนับล้าน ฟองน้ำมันแตกกระจาย กลิ่นหอมของแป้งทอดลอยฟุ้ง แต่ยิ่งทอดนานเท่าใด สีหน้าของเหล่าพ่อครัวยิ่งซีดเซียวเท่านั้น
"ท่านมหาปราชญ์! พอแล้วขอรับ!" หัวหน้าพ่อครัวแทบร้องไห้ "แป้งแห้งหมดแล้ว! กรอบแข็งกระด้างหมดแล้ว! เสียของแล้วขอรับ!"
ในสายตาของพ่อครัว เส้นสาลีชั้นเลิศถูกทอดจนกรอบแข็งราวกับกิ่งไม้ตาย ไม่มีใครเข้าใจว่าเขากำลังทำลายวัตถุดิบไปเพื่ออะไร
ลู่ชิงไม่สนใจ เขาตักก้อนเส้นสีทองแห้งสนิทเต็มไปด้วยรูพรุนเล็กๆ ขึ้นมาสะเด็ดน้ำมัน หย่อนลงในชามเปล่า โรยเกลือ โรยต้นหอมสับ จากนั้นหยิบกาน้ำร้อนจัด เทราดลงไปรวดเร็ว
ซู่ววววว...
ไอน้ำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาปิดฝาชาม แล้วนั่งกอดอกรอ
ทุกคนมองหน้ากัน เงียบงัน
1 ลมหายใจ... 2 ลมหายใจ... 3 ลมหายใจ...
เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ลู่ชิงเปิดฝาออก
ฟุ่บ!
ไอน้ำหอมกรุ่นกลิ่นน้ำมันต้นหอมพวยพุ่งออกมา เส้นแป้งเคยแข็งกระด้างดุจกิ่งไม้เมื่อครู่ กลับดูดซับน้ำร้อนเข้าไปตามรูพรุน พองตัวนุ่มฟูสุกกำลังดี ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
ทั้งโรงครัวตกตะลึงตาค้าง หัวหน้าพ่อครัวเบิกตากว้างจนแทบถลน ทรุดเข่าลงกับพื้น "ฟื้นคืนชีพ... เส้นตายไปแล้ว มันฟื้นคืนชีพแล้ว! รสชาติเรียบง่ายปานยาจก ทว่าแฝงปรัชญาธรรมชาติล้ำลึก! นี่คือวิชาแปรธาตุอาหารระดับเซียน! ข้ามันโง่เขลาหลงระเริงกับหูฉลามราคาแพง!"
ลู่ชิงคว้าตะเกียบ
ซู้ดดดดดดด!!
เสียงสูดเส้นดังลั่นโรงครัว คำแรกเข้าปาก ดวงตาของชายหนุ่มแทบมีน้ำตาไหล
"อา... อาหาร... ในที่สุด..."
หลังจากอดอาหารมา 3 วัน รสชาติความเหนียวนุ่มของเส้นเคลือบน้ำซุปเกลือผสมน้ำมันต้นหอม แม้เป็เพียงเมนูมักง่ายทำเสร็จใน 1 เค่อ มันก็อร่อยยิ่งกว่าอาหารฮ่องเต้ 100 สำรับรวมกัน
ลู่ชิงก้มหน้าซดน้ำซุปพร้อมเคี้ยวเส้นอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนโลกภายนอกอีกแล้ว
ทว่ามุมห้อง...
กุนซือชราและเศรษฐีหวังกลับยืนนิ่งราวถูกสายฟ้าฟาด สายตาของ 2 ยอดคนจับจ้องก้อนเส้นแห้งกรอบบนตะแกรงเขม็ง ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง
"์..." เศรษฐีหวังกลืนน้ำลาย เหงื่อเย็นแตกพลั่ก "โพรงอากาศจิ๋วเ่าั้คืออักขระเวทกักเก็บน้ำ! ท่านมหาปราชญ์มิได้ทอดแป้ง ทว่าเขากำลังสลักค่ายกลลงบนเส้นบะหมี่! เมื่อไร้ความชื้น ก็ย่อมไม่บูดเน่า สามารถเก็บรักษาได้นานแรมปี..."
กุนซือชราพึมพำ ริมฝีปากสั่นระริก "เส้นถูกทอดไล่ความชื้นออกจนหมด น้ำหนักย่อมเบาหวิวราวกับขนนก! ปกติใช้คนแบก 1000 คน ครานี้ใช้ม้าเพียง 100 ตัวก็ขนส่งได้ครบถ้วน! ประหยัดแรงงาน! ลดอัตราสูญเสียระหว่างทาง!"
ทั้ง 2 หันมามองหน้ากัน ดวงตาเบิกกว้างทะลัก หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก
"ไม่ต้องก่อกองไฟหุงข้าว! ไม่ต้องมีควันไฟให้ข้าศึกเห็น! พกพาง่าย น้ำหนักเบา เพียงมีน้ำร้อน ทหารทั้งกองทัพก็อิ่มท้องได้ในครึ่งก้านธูป!!"
กุนซือชราเข่าอ่อน ทรุดลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลพราก "นี่มิใช่อาหาร... แต่นี่คือ 'มหาเสบียงเทวะ' พลิกโฉมหน้าตำราพิชัยาการเดินทัพ 1000 ปี!!"
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของกุนซือชรา พ่อครัวทั้ง 50 คนพลันดวงตาลุกวาวประดุจคนบ้าคลั่ง! อุดมการณ์ทำอาหารหรูหราพังทลายสิ้นซาก พวกเขาโยนหูฉลามทิ้ง คว่ำหม้อรังนกกระจายเกลื่อน!
"สุดยอดปรัชญาอาหารคือความเรียบง่าย!! เพื่อมหาเสบียงเทวะ!! สับแป้ง!! ตั้งกระทะน้ำมันเดี๋ยวนี้!!"
ปัง! ปัง! ปัง! ฉ่าาาาาา!!
เสียงสับโต๊ะไม้ผสานเสียงน้ำมันเดือดะเิกึกก้องปานสมรภูมิเดือด โรงครัวแปรสภาพกลายเป็โรงงานอุตสาหกรรมบะหมี่ทอดขนาดั์ภายในชั่วลมหายใจ!
ลู่ชิงผู้กำลังคีบเส้นเข้าปากพลันชะงักค้าง เสียงโวยวายอึกทึกทะลวงโสตประสาทจนหูอื้ออึง ชายหนุ่มก้มมองชามบะหมี่ของตนสลับกับภาพความวินาศสันตะโรเบื้องหน้า... น้ำตาแห่งความรันทดพลันหยดแหมะลงในน้ำซุป
'ข้าแค่หิว! ข้าแค่อยากซดน้ำซุปเงียบๆ! ไฉนพวกเ้าต้องเปลี่ยนของว่างแก้หิวของข้า... ให้กลายเป็โรงงานอุตสาหกรรมกองทัพด้วยวะโว้ยยย!'
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตเกินกว่ามนุษย์ผู้ใดจักควบคุม...
ภายหลังคำประกาศของกุนซือชรา ข่าวลือเื่มหาเสบียงเทวะแพร่สะพัดรวดเร็วปานไฟลามทุ่ง! ลานกว้างหน้าหอคอยเตาหลอม์แปรสภาพเป็โรงงานผลิตเสบียงขนาดมหึมาภายในเวลาเพียง 6 ชั่วยาม
เ้าเมืองซีเหลียงออกคำสั่งระดมพลเต็มกำลัง ราษฎรกว่า 1000 ชีวิตเคลื่อนไหวประดุจมดงาน บางคนบดข้าวสาลี บางคนนวดแป้ง บางคนดึงเส้น
ชาวเมืองสังเกตเห็นมหาปราชญ์โรยเกลือผสานต้นหอมลงบะหมี่ชามแรก พวกเขาจึงริเริ่มนำเนื้อแห้งบดละเอียดผสมเกลือบรรจุซองกระดาษจิ๋วแนบไปกับก้อนบะหมี่ ขนานนามว่า 'ผงปราณ์'
เส้นแป้งถูกนำลงแม่พิมพ์ไม้สี่เหลี่ยมก่อนลงกระทะทอด อ้างอิงสัจธรรมฮวงจุ้ยประการสำคัญ สี่เหลี่ยมหมายถึงแผ่นดินมั่นคง!
ปัง! ปัง! ปัง! เสียงสับเขียงดังสนั่น
ฉ่าาา! ฉ่าาา! ฉ่าาา! เสียงน้ำมันเดือดพล่านคำราม
กลุ่มสตรีชาวเมืองช่วยกันห่อบรรจุเส้นทอดทรงสี่เหลี่ยมใส่ถุงผ้า กลุ่มชายฉกรรจ์ช่วยกันขนเสบียงขึ้นเกวียน เด็กเล็กวิ่งส่งเชือกส่งถุงกันวุ่นวาย ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยพลังงานอันบ้าคลั่ง
"เพื่อท่านมหาปราชญ์!"
"ผลิตมหาเสบียงเทวะ!"
"กอบกู้ชายแดน!"
เสียงะโปลุกใจดังก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเมืองทั้งเมืองกำลังทำา
ตัดสลับมายังค่ายทหารชายแดนประจิม
ลมหนาวพัดกระหน่ำรุนแรง หิมะสีขาวปกคลุมกระโจมทหารจนขาวโพลน กลางค่าย... ทหารนายหนึ่งกำลังนั่งกัดหมั่นโถวแข็งสีเทาหม่น
กร๊อบ!
"โอ๊ยยย!" เขารีบกุมปากด้วยความเ็ป ฟันหน้าหักไป 1 ซีก
ทหารข้างกายหัวเราะอย่างขมขื่น "ข้าบอกแล้ว หมั่นโถวก้อนนั้นแข็งเกินไป"
ชายอีกคนนำหมั่นโถวตอกหมุดกระโจมลงพื้นหิมะ
ตอก! ตอก!
หมุดจมลงดินอย่างสวยงาม ทว่าหมั่นโถวไม่แตกแม้แต่น้อย
"อืม... ใช้เป็ค้อนดีกว่าใช้เป็อาหาร..."
เหล่าทหารหัวเราะกันอย่างสิ้นหวัง แม่ทัพใหญ่ผู้เกราะเหล็กหนาเตอะนั่งมองพลางถอนหายใจยาว "นี่มันเสบียงหรืออาวุธากันแน่..."
ทุกคนก้มหน้าเงียบงัน ฤดูหนาวปีนี้หนักหนาเกินควร หมั่นโถวแข็งดุจหิน ข้าวสารต้องก่อไฟหุง การก่อไฟมากเกินไปย่อมเปิดเผยตำแหน่งค่ายแก่ข้าศึก ทุกอย่างล้วนเป็ปัญหาบั่นทอนกำลังใจ
ขณะบรรยากาศกำลังอึมครึม ทหารม้าส่งสารพลันควบม้าเข้าค่ายด้วยความเร็วสูง
"เรียนท่านแม่ทัพ!! เสบียงลอตใหม่จากซีเหลียงมาถึงแล้วขอรับ!"
แม่ทัพใหญ่ขมวดคิ้ว "เอาเข้ามา"
ไม่นาน หีบไม้จำนวนมากถูกยกลงจากเกวียน เมื่อเปิดฝาหีบออก ทุกคนกลับตกตะลึง
ภายในมิใช่หมั่นโถว มิใช่ข้าวสาร ทว่ามันคือ 'ก้อนแป้งทอดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส' อัดแน่นเรียงซ้อนกันประดุจกำแพงศิลา! ซ้ำ้ายังวางซองกระดาษจิ๋วบรรจุผงเนื้อบดเอาไว้ 1 ซองต่อ 1 ก้อน!
แม่ทัพใหญ่หน้าดำทะมึน "นี่มันอันใดกัน ซีเหลียงส่งก้อนอิฐสีเหลืองมาให้พวกเราแทะรึ!"
ทหารส่งสารรีบคุกเข่าอธิบาย "เรียนท่านแม่ทัพ! เ้าเมืองซีเหลียงแจ้งมา... นี่คือมหาเสบียงเทวะ ทรงสี่เหลี่ยมเพื่อประหยัดปริมาตรขนส่ง! ผงปรุงรสบดจากเนื้อสัตว์เพื่อเติมพลังงานหยาง! เพียงราดน้ำร้อนเดือดพล่านแล้วรอ 1 เค่อขอรับ!"
ทั่วทั้งค่ายเงียบกริบ ทุกคนมองหน้ากัน ราดน้ำร้อนใส่เส้นแห้งกระด้างพวกนี้? ฟังดูเหลวไหลสิ้นดี แต่เมื่อได้ยินคำว่ามหาปราชญ์ แม่ทัพใหญ่จึงยอมทดลอง
กระทะน้ำร้อนถูกยกมาตั้ง น้ำเดือดพล่านถูกเทราดลงบนก้อนแป้งสี่เหลี่ยมผสานผงปราณ์ จากนั้นใช้ฝาไม้ปิดครอบไว้
1 เค่อผ่านพ้นไป...
แม่ทัพใหญ่ค่อยๆ เปิดฝาออก
ฟุ่บ...
ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า กลิ่นหอมอบอวลกระจายไปทั่วกระโจม เหล่าทหารต่างสูดลมหายใจพร้อมกัน เสียงกลืนน้ำลายดังระงม ก้อนแป้งเคยแข็งกระด้างเมื่อครู่ บัดนี้กลับอวบอิ่มนุ่มฟู ลอยอยู่ในน้ำซุปร้อนจัด
แม่ทัพใหญ่คีบเส้นขึ้นมาอย่างลังเล จากนั้นส่งเข้าปาก
ซู้ดดดดด!
ร่างกำยำพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้างทะลัก น้ำตาไหลพรากออกมา ความร้อนจากน้ำซุปไหลลงสู่กระเพาะ ขับไล่ความหนาวเย็นสะสมมาหลายเดือน! เส้นแป้งเหนียวนุ่ม ซดน้ำซุปรสเลิศ รับประทานง่าย ไม่ต้องกัดจนฟันหัก ไม่ต้องต้มข้าวเป็ชั่วยาม!
ทว่า... สิ่งสร้างความสั่นสะท้านแก่แม่ทัพใหญ่ มิใช่เพียงรสชาติอันเลิศล้ำ แต่เป็วิสัยทัศน์ทางการทหารอันแหลมคมทะลุผ่านน้ำซุปชามนี้!
มือถือตะเกียบของแม่ทัพใหญ่สั่นระริก ทรุดเข่าลงกับพื้นหิมะ "์! เสบียงน้ำหนักเบา พกพาง่าย ไม่ต้องก่อไฟหลุมหุงหาอาหาร! ป้องกันสภาวะเนื้อตายจากความหนาวเย็น! กองทัพของพวกเราสามารถเดินทัพรุกฆาตกลางดึกโดยปราศจากควันไฟ!"
ขุนพลรอบข้างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้
"ความเร็วการเคลื่อนพลจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า!!" แม่ทัพใหญ่เงยหน้ามองท้องฟ้า น้ำตาแห่งความศรัทธาอาบสองแก้ม "ท่านมหาปราชญ์มิได้ประทานแค่อาหาร แต่ท่านมอบปีกวิเศษให้กองทัพทหารราบ! มหาเสบียงเทวะทรงสี่เหลี่ยมนี้จักสถาปนายุทธศาสตร์การรบสายฟ้าแลบ พลิกโฉมหน้าตำราพิชัยา 1000 ปี! สติปัญญาของท่านมหาปราชญ์ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!!"
ทหารนายหนึ่งผู้เฝ้ายามกลางหิมะมาตลอดคืนถึงกับร้องไห้ออกมา สองมือกอดชามไม้แน่น "ข้า... จำไม่ได้แล้ว... อาหารร้อนๆ โดยปราศจากความหวาดกลัวควันไฟข้าศึก คือเมื่อใด..."
บรรยากาศในค่ายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความสิ้นหวังมลายหายไป เหลือเพียงความฮึกเหิมเหี้ยมหาญ แม่ทัพใหญ่ลุกขึ้นยืน ชูชามบะหมี่ขึ้นเหนือศีรษะ
"มหาเสบียงเทวะนี้จักช่วยให้พวกเราเหยียบย่ำศัตรู! มหาปราชญ์จงเจริญ!!"
"มหาปราชญ์จงเจริญ!! มหาเสบียงเทวะจงเจริญ!!"
เสียงโห่ร้องของทหารนับ 10000 ดังกึกก้องะเืหุบเขาชายแดน ตำนานของมหาปราชญ์ก้าวล่วงเข้าสู่ตำราพิชัยาอย่างสมบูรณ์แบบ
ตัดสลับกลับมายังเมืองซีเหลียง
ภายในราชรถล้อฟันเฟือง ชายผู้เป็ต้นเหตุแห่งยุทธศาสตร์สายฟ้าแลบ กำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มขนจิ้งจอก 3 ชั้น สองมืออุดหูแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานขั้นสุด
ด้านนอก... ราษฎรเทิดทูนลานหอคอยประดุจดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จึงตั้งกระทะน้ำมันเดือดนับ 100 ใบรายล้อมราชรถของลู่ชิงประดุจไข่แดงกลางวงล้อมอุตสาหกรรม!
เสียงสับแป้งยังดังต่อเนื่อง ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทอดเส้นยังไม่หยุด ฉ่าาา! ฉ่าาา!
แถมยังมีเสียงร้องเพลงปลุกใจดังสนั่นทะลุเข้ามาในรถ
"ทอดเส้นเพื่อแผ่นดิน! สร้างเสบียงเทวะ! สนองเจตนารมณ์ท่านมหาปราชญ์!"
เมืองซีเหลียงอันเงียบสงบ บัดนี้กลายเป็นิคมอุตสาหกรรมบะหมี่สำเร็จรูปแห่งแรกของโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ลู่ชิงน้ำตาคลอเบ้า เส้นเืบนขมับเต้นตุบๆ ดึงผ้าห่มคลุมหัวจนมิด ส่งเสียงคร่ำครวญอยู่ในใจด้วยความรันทด
มลภาวะทางเสียงระดับนี้มันเกินมาตรฐานมนุษย์จะรับได้แล้ว! อาณาจักรโบราณมักผลักดันโรงงานช่างฝีมือออกห่างแหล่งพำนักอาศัย ผังเมืองบ้าบออันใด เอาโรงงานสับแป้งมาตั้งล้อมรอบเก้าอี้นอนของข้า! กฎหมายแบ่งเขตพักอาศัยมันหายสูญไปไหนหมดวะโว้ย!
ชายหนุ่มซุกหน้าลงกับหมอน ร้องะโออกมาอย่างสิ้นหวัง
"ข้าแค่หิว... ข้าแค่อยากกินบะหมี่เงียบๆ... เหตุใดพวกเ้าต้องสร้างโรงงานอุตสาหกรรมทั้งเมืองมาล้อมรอบตัวข้าด้วยวะโว้ยยยยยยยย!!"
เสียงร้องของคนี้เีถูกกลบหายไปท่ามกลางเสียงเครื่องจักรมนุษย์นับ 1000 ชีวิต วังวนแห่งความซวย... ยังคงหมุนวนต่อไปโดยไร้หนทางสิ้นสุด!
[จบตอน 24]