“กระหม่อมรู้มาก่อนแล้วว่าหญิงคนใดคือแม่นางเหม่ยหลินเป็เพราะก่อนหน้านี้กระหม่อมได้กระทำการล่วงเกินนาง... ด้วยนางเป็หญิงที่มีกลิ่นดอกกุ้ยฮวาเป็กลิ่นหอมประจำกายมีตำหนิปานรูปดอกไม้ที่แขนขวาและยังมีตำหนิภายใต้อาภรณ์อื่นอีกที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้...กระหม่อมมิอาจนิ่งเฉยที่ทำให้นางต้องมัวหมอง จึงขอรับนางเป็ฮูหยินของกระหม่อมขอฝ่าาโปรดทรงเห็นใจ”
“เสด็จพ่อเชื่อว่าแม่นางเหม่ยหลินมีสัมพันธ์กับแม่ทัพหวางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ!”เสียงเอะอะขององค์ชายรองดังขึ้นหลังจากที่ได้อ่านข้อความ รู้สึกเจ็บใจจนขยำกระดาษนั้นขว้างทิ้งลงพื้นเพียงแค่พิสูจน์ได้ว่านางมีตำหนิภายใต้อาภรณ์ ก็ถือเป็ชัยชนะแล้วเช่นนั้นหรือ?
“ในเมื่อนางมีตำหนิดังที่กล่าวจริงแสดงว่าแม่ทัพหวางมีสัมพันธ์กับนางแล้ว เ้าอย่าได้ไปสนใจนางอีกเลย” คำพูดของท่านอ๋องแสดงให้เห็นว่าทรงเชื่อโดยสนิทใจ
“โธ่..เสด็จพ่อ...ตำหนักเฟิ่งหวงมีกฎระเบียบเคร่งครัดไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออกตามอำเภอใจ ไม่มีทางที่จะลอบพบกับแม่ทัพหวางได้แล้วจะไปมีความสัมพันธ์กันตอนไหน” องค์ชายรองพยายามพูดให้ท่านอ๋องเชื่อว่าหวางชุนเทียนสร้างเื่เท็จ
“เฮ้อ...” ท่านอ๋องได้แต่ถอนหายใจในความเอาแต่ใจของบุตรชายรองผู้นี้
“เ้าไม่คิดบ้างหรือทั้งคู่อาจจะพบกันั้แ่ตอนอยู่หมู่บ้านหนิงอันก็ได้”
“เื่นี้ยิ่งเป็ไปไม่ได้ ลูกไม่เชื่อ!” ที่ไม่เชื่อก็เพราะก่อนหน้านี้องค์ชายรองได้ส่งคนไปสอบถามชาวบ้านที่หมู่บ้านหนิงอันมาแล้วได้ความว่าแม่นางเหม่ยหลินเพิ่งมาปรากฏตัวและพำนักอยู่ที่บ้านหมอหลิวหลังจากที่แม่ทัพหวางออกจากหมู่บ้านไปแล้วต่างหาก
“ถึงกระนั้น หากแม่ทัพหวางยืนยันว่าจะรับนางเป็ฮูหยินแล้วเ้าก็ไม่สมควรดึงดันที่จะรับนางเป็สนมให้เป็ที่ครหา”
องค์ชายรองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านอ๋องตรัสเลยสักนิดเดียวถึงแม้อยากจะขอให้ทรงตัดสินใจเสียใหม่ แต่รู้ดีว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ไม่ว่าเื่ใดก็ทรงเข้าข้างแม่ทัพผู้นี้อยู่เสมอ
‘แสดงว่าครั้งนี้แม่ทัพหวางให้ความสำคัญกับหญิงผู้นี้มากถึงกล้าทูลต่อท่านอ๋องว่าจะรับนางเป็ฮูหยินให้ได้เช่นนี้...เหอะ...คิดหรือว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ’
มาถึงขนาดนี้แล้ว องค์ชายรองยังไม่หยุดคิดหาทางเอาชนะ!
หญิงที่ท่านอ๋องและองค์ชายรองกล่าวถึง ตอนนี้กำลังเดินตามหลังบุรุษผู้องอาจออกจากบริเวณลานพิธีได้สักระยะแล้วทั้งสองมุ่งหน้าไปที่นอกประตูใหญ่ที่มีรถม้าประจำจวนสกุลหวางจอดรออยู่
เมื่อสารถีชายมองเห็นเ้านายของตนเองเดินมาถึง ก็รีบกุลีกุจอเตรียมบันไดไม้วางที่พื้นเพื่อให้เ้านายก้าวเดินขึ้นรถม้าได้สะดวก
ในขณะที่แม่ทัพก้าวขึ้นบันไดไม้เสียงของหญิงสาวดังขึ้นจากทางด้านหลัง “ท่านเขียนสิ่งใดลงในกระดาษ?” เหม่ยหลินไม่รอช้าเปิดฉากถามขึ้นก่อน เพราะเธอยังงงกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่อยากรู้จริงๆว่าเหตุใดนางกำนัลผู้นั้นต้องเปิดแขนเสื้อของนางเพียงเพราะ้าจะเห็นปานรูปดอกไม้ด้วยเล่ามันหมายความว่าอย่างไรหนอ
หวางชุนเทียนหันหลังกลับมามองผู้ที่ตั้งคำถาม “เ้าไม่ต้องรู้หรอก” เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง แต่ไม่ลืมที่จะยื่นมือให้หญิงสาว “ขึ้นมาสิ”
เหม่ยหลินเหลือบตามองร่างสูงที่ไม่ยอมตอบคำถามของเธอหญิงสาวทำหน้ามุ่ยและถอนหายใจน้อยๆ
“ไม่เป็ไร ข้าเดินขึ้นเองได้” ครั้งนี้พยายามที่จะไม่ััมือของชายหนุ่ม จึงพยายามพยุงตัวก้าวขึ้นรถม้าให้ได้ด้วยตัวเองแต่จนแล้วจนรอดก็ก้าวพลาด...“ว้าย!!” เสียงอุทานด้วยความใหลังจากที่ร่างบางเสียหลักเซไปข้างหน้าจนถลาเข้าหาแม่ทัพหวางที่อ้าแขนรับโดยฉับพลัน
ในขณะที่มือยังประคองร่างหญิงสาวอยู่น้ำเสียงเรียบทุ้มก็ดังขึ้นเบาๆใกล้ใบหู “เ้าคงยังไม่ชินกับการขึ้นรถม้าสินะ”
“ชะ...ใช่ ต่อไปข้าจะระวังเ้าค่ะ” เธอตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก
ความรู้สึกทั้งเขินทั้งอายที่ทำเป็เก่งต่อหน้าเขาเช่นนี้ทำให้ไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าเ้าของวงแขนกำยำได้แต่โทษตัวเองที่ช่างซุ่มซ่าม ‘โธ่...ไม่น่าอวดดีเลยเรา’
หวางชุนเทียนค่อยๆคลายวงแขนลงเปลี่ยนเป็ฉวยจับมือของเธอ
“เอ๊ะ!...”
“ถ้าไม่ระวังจะล้มหัวฟาดพื้นได้” คนที่พูดเหมือนหวังดีไม่สนใจหน้าตาเหลอหลาของเหม่ยหลิน เขาจูงมือหญิงสาวพาเดินเข้าไปภายในตัวรถอย่างระมัดระวัง
หญิงสาวพยายามดึงมือออกแต่ก็ไม่หลุด ทำได้แค่เดินตามแรงจูงของชายหนุ่ม
‘คนอะไรมือแข็งแรงราวกับคีมเหล็ก!นี่เขาจะรู้บ้างไหมว่าผู้หญิงไทยอย่างฉันถูกสอนให้รักนวลสงวนตัวขนาดไหน!’
นั่นเป็เพราะสาวน้อยเอมมาลินหรือเหม่ยหลินผู้นี้เติบโตในครอบครัวที่มีแต่แม่และยายั้แ่เล็กจนโตทำให้เธอไม่คุ้นชินกับการััเพศตรงข้าม ถึงแม้ว่าการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างชายหญิงในยุคสมัยของเธอจะไม่ใช่เื่แปลกก็ตาม...
แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ กลับถูกแม่ทัพหวางชุนเทียนผู้นี้ถือวิสาสะกุมมือเธอทุกครั้งที่เจอกันอยู่ร่ำไปหรือว่าสาวจีนยุคนี้เขาไม่ค่อยรักนวลสงวนตัวกันเลยหรือไงนะ หนุ่มๆที่นี่ถึงได้ใจขนาดนี้
“กลับจวน”หวางชุนเทียนส่งเสียงสั่งการบอกสารถีหลังจากเข้าประจำที่นั่งและยอมปล่อยมือหญิงสาวในที่สุด…
“คุณหนูลู่หลิ่งเ้าคะท่านแม่ทัพกลับมาแล้วค่ะ” เสียงใสของหญิงรับใช้ประจำตัวดังขึ้นหลังจากที่พรวดพราดรีบเปิดประตูเข้ามาเพื่อบอกให้รู้ว่าคนที่คุณหนูรอคอยกลับมาถึงจวนแล้ว
“งั้นรึ! รีบหยิบเสื้อคลุมมาให้ข้าเร็ว”จัดแจงดูความเรียบร้อยบนใบหน้าและเสื้อผ้าเสร็จแล้ว หญิงสาวเดินกึ่งวิ่งออกไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดีใจนางจะรอคอยเวลาที่แม่ทัพหวางกลับมาถึงจวนและออกไปต้อนรับทุกครั้ง
ลู่หลิ่งเดินมาถึงบริเวณหน้าประตูจวน เห็นการสนทนาคล้ายเป็การสั่งงานระหว่างแม่ทัพหวางและพ่อบ้านเฉินที่มารอต้อนรับอยู่ก่อนหน้านี้นางรีบเข้าไปแสดงตัวและพูดแทรกการสนทนานั้นทันที
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วหรือเ้าคะ” ลู่หลิ่งก้มหน้าย่อตัวคำนับอย่างนอบน้อมใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่เสมอหวังให้แม่ทัพหวางผู้เป็เ้าของจวนมองเห็นความงามที่นางบรรจงสรรค์สร้างให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลา
ชายหนุ่มหยุดการสนทนา หันมาพยักหน้าน้อยๆเป็การตอบรับ
ลู่หลิ่งเหลือบไปเห็นร่างอรชรของหญิงสาวหนึ่งนางที่ยืนอยู่ด้านหลังของแม่ทัพหนุ่มจึงเอ่ยปากถามขึ้น“แขกของท่านแม่ทัพหรือเ้าคะ”
“นางชื่อเหม่ยหลินนางจะมาอยู่ที่นี่ั้แ่วันนี้” คำตอบของแม่ทัพหวางทำให้รอยยิ้มหวานเมื่อครู่เจื่อนลงและยิ่งเมื่อได้เห็นหญิงนามว่าเหม่ยหลินก้าวออกมายืนเคียงข้างชายหนุ่มทำให้ลู่หลิ่งยืนนิ่งชะงักงันไปชั่วครู่มองจากการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีสวยงามขนาดนี้เป็คุณหนูจากตระกูลไหนกันนะ
แต่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นหญิงรูปร่างหน้าตาลักษณะเยี่ยงนี้ที่ไหนสักแห่ง...
“ข้าชื่อลู่หลิ่ง” นางบอกชื่อตัวเองบ้าง
“แม่นางลู่หลิ่งข้าฝากเนื้อฝากตัวด้วย”เหม่ยหลินโค้งให้เล็กน้อยในใจอดคิดไม่ได้ว่าแม่นางลู่หลิ่งผู้นี้น่าจะมีอายุไม่ห่างจากเธอสักเท่าไรถ้าไม่ใช่น้องสาวก็คงเป็ภรรยาของแม่ทัพหวางเ้าของจวนแห่งนี้เป็แน่อย่างไงก็ฝากเนื้อฝากตัวไว้ก่อนเป็ดี
ส่วนลู่หลิ่งก็เข้าใจว่าหญิงนางนี้คือแขกผู้มาพักระยะสั้นจึงรับอาสาที่จะพานางไปเรือนรับรองด้านหลัง
“เรือนรับรองอยู่ใกล้กับเรือนของข้าให้ข้าพาแม่นางเหม่ยหลินไปที่ห้องพักเถิดเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไร พ่อบ้านเฉินจะเป็ผู้จัดการเื่ห้องพักของเหม่ยหลินเอง” แม่ทัพเ้าของจวนกลับพูดตัดบท หันไปพยักหน้ากับพ่อบ้านคนเฉินก่อนที่จะบ่ายหน้าเดินไปยังห้องตำราปล่อยให้หน้าที่หลังจากนี้เป็ของพ่อบ้านเฉิน
“แม่นางเหม่ยหลินเชิญทางนี้”พ่อบ้านเฉินผายมือนำทางให้เข้าสู่ด้านใน
ลู่หลิ่งทำหน้าฉงนหันมองตามร่างของหญิงสาวที่ยิ้มให้อย่างรักษามารยาทแล้วเดินผ่านไปหากแต่สายตาของนางสะดุดกึก เมื่อได้เห็นทิศทางที่พ่อบ้านเฉินนำพาไปนั้น...
‘ทางไปเรือนใหญ่! เหตุใดนางผู้นั้นจึงได้พักที่เรือนใหญ่!’ ลู่หลิ่งเบิกตากว้าง
นางไม่อยากเชื่อว่าท่านแม่ทัพหวางจะยอมให้ผู้ใดได้เข้าพักที่เรือนใหญ่เพราะในจวนนี้ก็มีเรือนรับรองที่ถูกจัดไว้เป็สัดส่วนพร้อมสำหรับแขกผู้มาเยือนอยู่แล้ว
ขนาดลู่หลิ่งเองเข้ามาอยู่ที่จวนนี้ได้ไม่กี่เดือนยังรับรู้ได้ถึงนิสัยการใช้ชีวิตของแม่ทัพหนุ่มที่ออกจะถือตัวอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เรือนใหญ่จะเงียบสงบในยามค่ำคืนเพราะแม่ทัพหนุ่มไม่ชอบให้ผู้ใดเดินไปมาให้รำคาญสายตา
แต่หญิงแปลกหน้าผู้นี้สำคัญอย่างไรถึงได้อยู่ร่วมเรือนเดียวกับท่านแม่ทัพ!
เหม่ยหลินเดินตามพ่อบ้านเฉินไปถึงโถงทางเดิน สายตาหันไปมองเห็นบริเวณที่คาดว่าเป็สวนใหญ่ประจำจวนสกุลหวางอันน่ารื่นรมย์คงเป็ฝีมือพ่อบ้านเฉินสินะ
“สวนสวยมากเลยพ่อบ้านเฉินเป็ผู้จัดสวนสวยนี้ใช่หรือไม่”
“นั่นก็เป็ส่วนหนึ่งขอรับ เกือบทั้งหมดคือฝีมือของท่านแม่ทัพหวางที่มักใช้เวลาปลูกในยามว่างส่วนข้ามีหน้าที่ดูแลให้ต้นไม้ดอกไม้เหล่านี้เบ่งบานอยู่เสมอเท่านั้น”
อ่อ...ไอเดียสวนสวยเป็ของท่านแม่ทัพงั้นหรือ มีโมเม้นต์ของคนรักการปลูกต้นไม้เหมือนกันนี่นะนึกว่าชอบจับแต่ดาบต่อสู้เพียงอย่างเดียวเสียอีก
“โดยเฉพาะต้นกุ้ยสองสามต้นนั้นขอรับอยู่ๆก็นึกอยากเอามาปลูกให้ได้ กว่าจะโตจนออกดอกก็คงร่วมปีกระมัง”
“แม่นางชอบต้นกุ้ยหรือ” เห็นว่าหญิงสาวยิ้มนิดๆเมื่อพูดถึงต้นกุ้ย พ่อบ้านชราจึงเอ่ยถาม
“ใช่ ที่บ้านเกิดของข้าก็ปลูกไว้ในสวนเช่นกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็เป็เื่ดีที่เดียวต้นกุ้ยปลูกไว้ติดกับห้องของแม่นางพอดี เชิญทางนี้ขอรับ”
“ห้องของข้าอยู่ติดกับสวนงั้นหรือ” หญิงสาวยิ้มระรื่น อย่างนี้ก็ดีน่ะสิ…เราสามารถเปิดหน้าต่างออกมาชมสวนสวยสูดอากาศได้เต็มปอดในทุกๆเช้าจวนนี่ช่างน่าอยู่จริงๆ
“เดิมห้องนี้เป็ห้องของท่านแม่ทัพแต่ตอนนี้ย้ายไปอยู่ห้องด้านในแล้ว แม่นางอยู่ห้องนี้ได้ตามสบาย” พ่อบ้านเฉินพูดไปยิ้มไปรู้สึกถึงความสดใสจากอากัปกิริยาของแม่นางเหม่ยหลินเรือนใหญ่นี้ไม่มีบุคคลภายนอกเข้ามาย่างกรายนานแล้ว แม้แต่นางกำนัลก็จะเข้าไปปรนนิบัติดูแลตามกำหนดเวลาเท่านั้น
พ่อบ้านเฉินอดคิดไม่ได้ว่าแม่นางผู้นี้น่าจะมีความสำคัญต่อท่านแม่ทัพไม่มากก็น้อย การที่ท่านแม่ทัพสั่งให้เขาเสาะหาต้นกุ้ยมาปลูกในสวนไม่น่าใช่เื่บังเอิญ...