เล่มที่ 1 บทที่ 10มรรคมีสามสมบัติ
สตรีเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาศิษย์ห้าคนของนิกายแสวงมรรคก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้านางสวมชุดสีน้ำเงิน รูปโฉมงดงามอ่อนหวาน ถือขลุ่ยหยกไว้ในมือดูประหนึ่งเทพธิดาก็ไม่ปาน นางส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ผู้คนทั้งหมดพร้อมกล่าว“มรรคมีสามสมบัติ หัวใจ กาย ิญญา!”
“ด่านแรกสิ่งที่จะทดสอบก็คือหัวใจมรรค ผู้มีใจใฝ่มรรคจึงจะสามารถย่างก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคได้เดี๋ยวข้าจักบรรเลงเพลงขลุ่ยหนึ่งบท พวกเ้าไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพียงตั้งใจฟังให้ดีเป็พอผู้ที่ทนฟังเสียงขลุ่ยข้าได้นานเกินสิบห้าลมหายใจถือว่าผ่านด่าน”
“หากไม่สามารถทนได้อย่าฝืน จงรีบนั่งขัดสมาธิลงทันทีเช่นนั้นจะสามารถหลุดออกจากระยะของเสียงขลุ่ยข้าได้ แน่นอน หากมีความสามารถละก็พยายามทนให้ได้นานที่สุดจะดีกว่า ยิ่งทนได้นานเท่าใด หมายความว่าหัวใจมรรคของพวกเ้ายิ่งแน่วแน่มั่นคงเท่านั้น”
เทียบกับเซียวอี้ซูแล้วศิษย์น้องเซี่ยงเสวียนผู้นี้ดูจะมีท่าทีเป็มิตรกว่ามากอย่างน้อยก็อธิบายค่อนข้างละเอียด ทำให้ทุกคนล้วนเข้าใจ
ทว่าผู้คนส่วนใหญ่รวมทั้งเจียงอวิ๋นด้วยต่างก็ยังรู้สึกฉงนสงสัยการฟังเสียงขลุ่ยกับการมีหัวใจมรรคแน่วแน่หรือไม่ มีอันใดเกี่ยวข้อง?
นอกจากนี้การฟังเสียงขลุ่ยเป็เื่ยากลำบากมากเพียงนั้นเลยหรือ?
ความสงสัยนี้ได้รับคำตอบทันทีที่เพลงขลุ่ยเริ่มส่งเสียงดังขึ้น
“พรูด!”
พริบตาที่เสียงขลุ่ยดังขึ้นมีคนหนึ่งพลันพ่นเืสดๆ ออกจากปากขึ้นฟ้าสูงทันทีทั้งยังเซถอยหลังลงไปก่อนจะทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น!
ซึ่งคนผู้นี้ก็คือเจียงอวิ๋น!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้ทำให้ผู้คนทั้งหมดต่างเบิกตาโตอ้าปากค้างกระทั่งเซี่ยงเสวียนเองก็ชะงักไปเล็กน้อย เสียงขลุ่ยที่ดังอยู่จึงหยุดชะงักไปทันที
แม้ว่าเจียงอวิ๋นและคนบางส่วนจะไม่รู้ว่าเสียงขลุ่ยกับความแน่วแน่ของหัวใจมรรคเกี่ยวข้องกันอย่างไรทว่าเซี่ยงเสวียนกลับรู้ดีที่สุด เสียงขลุ่ยของนางสามารถทำให้ผู้คนทั้งหมดที่ระดับต่ำกว่าธรณีมงคลมองเห็นภาพลวงตาต่างๆได้
บ้างก็มองเห็นโฉมสะคราญยั่วยวนบ้างก็มองเห็นทรัพย์สมบัติล่อลวง บ้างก็มองเห็นเป็สัตว์ร้ายจู่โจม และอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่ว่าจะเห็นอะไร ขอเพียงหัวใจมรรคแน่วแน่มั่นคงมากพอภาพลวงตาเหล่านี้ก็ไม่อาจทำอะไรได้ จึงสามารถทนฟังเสียงขลุ่ยต่อไปได้
ยิ่งหัวใจมรรคแน่วแน่ระยะเวลาที่สามารถทนต่อภาพมายาได้ก็จะยิ่งนาน
ทว่าสถานการณ์ของเจียงอวิ๋นกลับแปลกประหลาดมากเกินไปจริงๆเพราะปฏิกิริยาของเขา ไม่อาจกล่าวว่าเป็เพราะหัวใจมรรคไม่แน่วแน่ได้แต่เหมือนกับไร้หัวใจมรรคมากกว่า!
ทว่า มรรคก่อกำเนิดสรรพสิ่งทุกสรรพสิ่งล้วนมีมรรค!
บอกตามตรงนับแต่นิกายแสวงมรรคก่อตั้งเป็ต้นมาหรือั้แ่ที่มีการทดสอบหัวใจมรรคเช่นนี้เกิดขึ้นมายังไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย
“ข้าบอกแล้วว่ามันเป็คนป่าบำเพ็ญมรรคแห่งคนป่า ไม่เหมือนพวกเราที่ไล่ตามมหามรรคย่อมไร้ซึ่งหัวใจมรรคเช่นพวกเรา!”
เวลานี้เองเสียงพูดที่แฝงความเย้ยหยันไว้เสี้ยวหนึ่งของฮั่วหย่วนได้ดังขึ้นอีกครั้งทว่าครั้งนี้ กระทั่งถังอี้ก็ไม่ได้เอ่ยปากช่วยอธิบายให้เจียงอวิ๋นอย่างไรเสียสิ่งที่เกิดกับเจียงอวิ๋นตอนนี้ก็ประหลาดเกินไปจริงๆ
กระนั้นฝูงชนตอนนี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจเื่นี้กันต่อแล้วเพราะเสียงขลุ่ยที่หยุดชะงักไปครู่หนึ่งได้ดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนล้วนต้องเผชิญหน้ากับภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าตนเองอีกหน
บัดนี้ภายในลานกว้างขนาดใหญ่จึงหลงเหลือแต่เพียงเสียงขลุ่ยดังกังวาน
ในยอดเขาทั้งห้าของนิกายแสวงมรรคหลังผ่าน่เงียบงันครู่หนึ่งไปแล้วก็ได้มีเสียงพูดที่คนนอกไม่ได้ยินดังขึ้นหลายเสียงอย่างต่อเนื่อง
“พวกเ้าเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนหรือไม่?”
“ไม่เคย! ข้าบำเพ็ญมรรคมาจนบัดนี้ก็ห้าร้อยกว่าปีแล้วอย่าว่าแต่พบเจอเลย ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ!”
“หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็เผ่าอสูร?”
“เป็ไปไม่ได้! ต่อให้เผ่าอสูรปิดบังพวกเราได้ก็ไม่มีทางปิดบังมหาค่ายกลพิทักษ์ขุนเขากับมรรคาปานภูตสี่ตัวนั้นได้อยู่ดีนอกจากนี้ เผ่าอสูรเองก็มีหัวใจมรรค!”
“บางทีอาจเป็เพียงอุบัติเหตุก็เป็ได้!”
สิ่งที่เกิดกับเจียงอวิ๋นไม่มีผู้ใดให้คำอธิบายที่เหมาะสมได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจียงอวิ๋นผู้ไม่รู้เื่เกี่ยวกับการบำเพ็ญแม้แต่น้อย
เขารู้เพียงว่าพริบตาที่เสียงขลุ่ยดังขึ้น ตรงหน้าเขาก็มีขุนเขาขนาดมหึมาลูกหนึ่งปรากฏขึ้นแล้วพุ่งชนเขาอย่างหนักหน่วง
ต่อให้กายเนื้อของเขาจะแข็งแกร่งก็ไม่อาจทนการพุ่งชนอันดุดันอำมหิตเพียงนี้ได้ดังนั้นเขาจึงกระอักเืออกจากปากก่อนจะทรุดลงไปนั่งกองบนพื้น
แม้เจียงอวิ๋นจะงงเป็ไก่ตาแตกทว่าเขาก็ไม่ได้ยืนขึ้น ยังคงนั่งบนพื้นต่อไป รอให้การทดสอบด่านแรกยุติลง
แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงขลุ่ยแล้วทว่าเขากลับมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้คนไม่น้อยที่อยู่รอบๆเริ่มทยอยกันทรุดลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น
บ้างก็เหมือนกับเขาที่มีเืกระอักออกปากบ้างก็หน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทิ้มไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างก็ได้รับาเ็เบาบ้างหนักบ้างแตกต่างกันไป
จนเมื่อเซี่ยงเสวียนนำขลุ่ยออกจากปากทั่วทั้งลานกว้างก็เหลืออยู่เพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เป็ชายชุดดำผู้ดูประหนึ่งว่าตัดขาดจากโลกภายนอกที่เจียงอวิ๋นสังเกตเห็นก่อนหน้านี้
เสียงขลุ่ยนี้เหมือนจะทำอะไรคนผู้นั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อยอีกทั้งท่าทีของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยั้แ่ต้นจนจบ ยังคงยืนเด่นเป็สง่าราวกับต้นสน!
เซี่ยงเสวียนจ้องมองเจียงอวิ๋นอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่งแล้วถึงได้ส่งเสียงประกาศผลการทดสอบออกมา
ด่านแรกมีผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดสองร้อยหกสิบเจ็ดคน ซึ่งเหล่าคนที่เจียงอวิ๋นจับตามองล้วนอยู่ในนั้นด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้คนเหล่านี้ล้วนได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมกับนิกายแสวงมรรคแล้วต่อให้เป็เพียงศิษย์จิปาถะ ก็ทำให้ผู้อื่นอิจฉาริษยาเกินบรรยายได้แล้ว
แน่นอนผู้ที่โดดเด่นสะดุดตาขึ้นมา นอกจากเหล่าลูกศิษย์ที่ผ่านด่านได้เหล่านี้แล้วเจียงอวิ๋นเองก็ตกเป็เป้าสายตาของผู้คนไม่น้อยเลยเช่นกัน
ช่วยไม่ได้เหตุการณ์ของเขานั้นดึงดูดสายตายิ่งกว่าคนอื่นๆ อย่างมากเลยจริงๆ
“ด่านที่สอง!”
ไม่เหลือเวลาให้ฝูงชนพักหายใจแม้แต่น้อยเสียงของเซียวอี้ซูได้ดังขึ้นอีกครั้ง ดึงความสนใจของผู้คนทั้งหมดไปที่เขา
หลังสิ้นเสียงของเขาทั้งห้าคนรวมตัวเขาด้วยก็ยื่นมือออกมาอย่างพร้อมเพรียงในฝ่ามือของพวกเขาทั้งห้าล้วนมีประกายแสงลอยออกมาตกลงบนพื้นดินกลายเป็กระจกห้าบาน
กระจกทุกบานล้วนมีขนาดสูงเท่าหนึ่งคนรูปลักษณ์ดูเรียบง่ายโบราณ ทว่าบนผิวกระจกมีหมอกหนาปกคลุม ไม่อาจสะท้อนภาพใดๆ ได้ทั้งสิ้น
“ด่านที่สอง สิ่งที่จะทดสอบก็คือโอกาสในการสร้างิญญามรรคของพวกเ้าสิ่งนี้คือกระจกแสวงมรรค พวกเ้าจงแบ่งเป็ห้ากลุ่ม เรียงแถวกันให้เรียบร้อย แล้วมายืนหน้ากระจกตามลำดับขอเพียงหมอกบนกระจกเกิดความเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าผ่านด่าน!”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของเซียวอี้ซูคนส่วนใหญ่รวมถึงเจียงอวิ๋นยังคงงุนงงเช่นเดิม
ส่องกระจกก็ถือเป็การทดสอบด้วย?
เพียงหมอกบนกระจกเกิดความเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าผ่านด่าน?
ในตอนที่ฝูงชนหันไปมองหน้ากันฮั่วหย่วนก็ได้เอ่ยปากขึ้นอย่างดูแคลน “ชิ เ้าพวกบ้านนอกไม่รู้เื่อะไรเลยสักอย่างก็คิดอยากเข้าร่วมนิกายแสวงมรรคแล้ว! จะบอกพวกเ้าแล้วกันผู้ที่มีหัวใจใฝ่มรรคจึงจะก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคได้แต่หาก้าก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรคไปได้ไกลยิ่งขึ้นก็ต้องดูว่าเ้ามีิญญาแห่งการแสวงมรรคหรือไม่!”
“ในกระจกแสวงมรรคมีเจตมรรคสามารถรับรู้ได้ว่าในอนาคตพวกเ้ามีโอกาสสร้างิญญาแห่งการแสวงมรรคได้หรือไม่! เฮ้อ เดี๋ยวข้าผู้นี้จักแสดงให้พวกเ้าเห็นเป็ตัวอย่างแล้วกัน!”
แม้คำพูดของฮั่วหย่วนจะไม่น่าฟังแต่อย่างน้อยก็ทำให้ฝูงชนได้เข้าใจเนื้อหาของการทดสอบด่านนี้
จากนั้นฮั่วหย่วนก็ก้าวออกไปมุ่งหน้าไปทางกระจกแสวงมรรคบานหนึ่ง ผู้คนทั้งหมดรวมถึงเจียงอวิ๋นล้วนเบิกตาให้กว้างคิดจะชมการทดสอบด่านนี้อย่างละเอียดว่ามีความลึกล้ำพิสดารอะไรหรือไม่