เวลาผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก เผลอแป๊บเดียว... ฤดูกาลแห่งการสอบปลายภาคของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งก็สิ้นสุดลงอย่างเป็ทางการ
ผมเก็บชีตเรียน กองสมุดเลกเชอร์ และหนังสือวิชาเอกอักษรศาสตร์กองโตลงกล่องกระดาษอย่างอารมณ์ดี ความเหนื่อยล้าจากการอดหลับอดนอนอ่านหนังสือสอบ ติดปั่นรายงาน และทำพรีเซนต์ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาปลิวหายไปเป็ปลิดทิ้ง ตอนนี้ผมปิดเทอมอย่างเป็ทางการแล้ว และความตึงเครียดทั้งหมดก็ถูกแทนที่ด้วยความโล่งใจ
และในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผู้ชายตัวโตที่กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำตอนนี้อย่าง 'พี่คิริน' ก็จะเรียนจบชั้นปีที่สี่ ผ่านการพรีเซนต์โปรเจกต์จบสุดหิน และกลายเป็บัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์อย่างเต็มตัว เวลาหนึ่งปีที่เราใช้ร่วมกันมา มันผ่านไปไวราวกับกระพริบตาจริงๆ
ผมลุกขึ้นยืนบิดี้เีเพื่อคลายความเมื่อยล้าหลังจากการจัดโต๊ะอ่านหนังสือ สายตากวาดมองไปรอบๆ เพนต์เฮาส์สุดหรูที่ผมคุ้นเคยกับมันแทบจะทุกตารางนิ้ว
เมื่อเช้านี้ ระหว่างที่เรากำลังนั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน ผมแกล้งพูดแหย่พี่คิรินไปว่า 'ปิดเทอมแล้ว ผมน่าจะย้ายกลับไปอยู่หอตัวเองได้แล้วนะ ท่อน้ำที่หอเก่าคงซ่อมเสร็จไปเป็ชาติแล้วมั้ง แถมผมก็อยู่ปีสองแล้ว น่าจะดูแลตัวเองได้สบายๆ'
ทันทีที่พูดจบประโยค ส้อมในมือของพี่คิรินก็ร่วงหล่นกระทบจานเสียงดังเคร้ง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีแปรเปลี่ยนเป็บึ้งตึงและเ็าในเสี้ยววินาที เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ เดินเข้ามาอุ้มผมพาดบ่าแล้วโยนลงบนเตียง ก่อนจะทำการ 'ลงโทษ' เด็กปากดีอย่างผมจนลุกไม่ขึ้นไปครึ่งค่อนวัน แถมยังขู่สำทับด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกว่าถ้าพูดเื่ย้ายหอให้ได้ยินอีกเป็ครั้งที่สอง เขาจะจับผมล่ามโซ่ไว้กับเตียงและไม่ให้ออกไปเห็นแสงตะวันอีกเลย
ผมอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงท่าทางหวงก้างแบบเด็กๆ และความคลั่งรักที่ไม่มีวันลดลงเลยของผู้ชายตัวโตคนนั้น
ผมเดินก้าวเท้าออกจากห้องนอนใหญ่ ทิ้งหนังสือและกล่องกระดาษไว้เื้ั เริ่มต้นเดินสำรวจไปตามมุมต่างๆ ของเพนต์เฮาส์กว้างขวางแห่งนี้อย่างช้าๆ ราวกับกำลังย้อนรอยความทรงจำทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา
ผมเดินมาหยุดอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัวหินอ่อนสีดำสนิท มุมนี้คือจุดเริ่มต้นของาขนาดย่อมๆ ระหว่างผมกับพี่คิริน ผมยังจำได้ดีถึงวันแรกๆ ที่ผมพยายามจะทำไข่เจียวประทังชีวิต แต่เกือบจะเผาครัวสุดหรูของเขาจนวอดวาย กลิ่นควันคลุ้งไปทั่วห้องจนสัญญาณเตือนไฟไหม้แทบจะดัง พี่คิรินเดินหน้าั์เข้ามาแย่งตะหลิวไปจากมือผม ดุผมจนผมแทบจะร้องไห้ แล้วไล่ผมไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารอย่างหงุดหงิด
แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องเข้าครัวทำอาหารกินเองอีกเลย เขาลงมือทำอาหารให้ผมกินด้วยตัวเองั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา จากผู้ชายที่ดูเ็าและเย่อหยิ่ง กลับกลายเป็เชฟส่วนตัวที่รู้ใจกระเพาะอาหารของผมมากที่สุด รู้ว่าผมไม่ชอบกินผักชี รู้ว่าผมชอบกินเผ็ดระดับไหน และรู้ว่าผมมักจะหิวดึกๆ เสมอ
ผมยิ้มบางๆ ให้กับเคาน์เตอร์ครัว ก่อนจะละสายตาและเดินไปหยุดอยู่ที่โซฟาตัวยาวบุกำมะหยี่สีเทาในห้องนั่งเล่น โซฟาตัวนี้แหละที่เคยเป็สมรภูมิรบฝีปากของเราสองคน พี่คิรินชอบมานั่งเบียดผมทั้งที่โซฟามันก็กว้างขวางพอให้นอนได้สามคน เขาชอบแย่งรีโมตทีวี แกล้งเปลี่ยนช่องไปดูสารคดีสัตว์โลกหรือข่าวเศรษฐกิจที่ผมเกลียดเข้าไส้ เพื่อแลกกับการให้ผมต้องอ้อนวอนขอรีโมตคืนด้วยการหอมแก้มเขา
และโซฟาตัวนี้ก็ยังเป็สถานที่ที่ผมชอบไปนั่งเกยตักเขา นอนซบแผงอกกว้างของเขาดูซีรีส์เกาหลีใน่วันหยุดสุดสัปดาห์ ปล่อยให้เขาลูบผมและป้อนขนมเข้าปากผมอย่างเอาใจใส่ มันเป็มุมพักผ่อนที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการหยอกล้อของเราสองคน
ผมเดินผ่านห้องน้ำใหญ่ มุมหน้าประตูห้องน้ำนี้เองที่ผมเคยวิ่งทะเล่อทะล่าไปชนกับแผงอกเปลือยเปล่าของเขาอย่างจังจนล้มก้นจ้ำเบ้า ตอนนั้นผมเขินจนหน้าแดงก่ำ แทบจะมุดแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย ส่วนเขาก็เอาแต่ยืนยิ้มมุมปากด้วยสายตาเ้าเล่ห์ที่ผมอ่านไม่ออก ใครจะไปคิดล่ะว่าผู้ชายหน้าตายที่ชอบทำตัวเผด็จการและชอบแกล้งผมในวันนั้น จะกลายมาเป็คนที่คอยอุ้มผมไปอาบน้ำเวลาที่ผมี้เี และคอยเป่าผมให้ทุกคืนก่อนนอนในวันนี้
สุดท้าย... ผมเดินกลับมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนมาสเตอร์เบดรูม ห้องที่เคยเป็เขตหวงห้ามที่เขาตั้งกฎเหล็กไม่ให้ผมล้ำเส้นเข้าไป แต่ตอนนี้มันกลายเป็พื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผม ห้องที่เคยเป็พยานรับรู้ทั้งรอยน้ำตา ความเสียใจ การทะเลาะเบาะแว้ง และในขณะเดียวกัน มันก็เป็สถานที่ที่โอบกอดความรัก ความอบอุ่น และความเร่าร้อนของเราสองคนเอาไว้จนรุ่งสาง
จากเด็กต่างจังหวัดซื่อๆ ที่ถูกหลอกให้มาแชร์ห้องกับรูมเมตตัวร้าย จากเหยื่อที่ตกอยู่ในเกมจิตวิทยาและการจัดฉากของผู้ชายเอาแต่ใจ... วันนี้ ผมได้กลายมาเป็ผู้กุมหัวใจและเป็เ้าของชีวิตของคุณชายคิรินอย่างสมบูรณ์แบบ
ความรู้สึกผูกพันและความซาบซึ้งใจมันเอ่อล้นขึ้นมาในอกจนผมเผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข ทุกรอยยิ้ม ทุกคราบน้ำตา และทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ มันคือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดที่ทำให้ความรักของเราแข็งแกร่งขึ้น
หมับ!
จู่ๆ วงแขนแกร่งที่คุ้นเคยก็สอดเข้ามาสวมกอดผมจากด้านหลังอย่างแแ่ กลิ่นหอมสะอาดของครีมอาบน้ำผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ผมหลงใหลลอยมากระทบจมูก พี่คิรินเพิ่งอาบน้ำเสร็จ หยดน้ำยังคงเกาะพราวอยู่บนเส้นผมสีเข้มของเขา เขาวางคางเกยลงบนลาดไหล่ของผม ถูไถปลายจมูกโด่งรั้นเข้ากับซอกคอของผมอย่างออดอ้อนเหมือนลูกแมวตัวโต
"ยืนยิ้มอะไรอยู่คนเดียว หืม?"
เขากระซิบถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวล ริมฝีปากอุ่นจัดของเขากดจูบที่ซอกคอผมเบาๆ
"เก็บของเสร็จแล้วเหรอ หรือว่ากำลังแอบวางแผนจะหนีพี่ไปไหนอีก"
"เสร็จแล้วครับ"
ผมตอบ พิงแผ่นหลังเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้ความอบอุ่นจากร่างกายเขากระจายมาสู่ตัวผม
"ผมแค่กำลังเดินดูห้อง... คิดถึงวันแรกที่ผมลากกระเป๋าใบใหญ่เข้ามาอยู่ที่นี่ ตอนนั้นผมโคตรเกลียดหน้าพี่เลยรู้ไหม พี่ชอบทำหน้าตึงใส่ผม แถมยังชอบสั่งโน่นสั่งนี่เหมือนผมเป็ลูกน้องพี่"
พี่คิรินหัวเราะในลำคอเบาๆ แขนที่กอดเอวผมอยู่กระชับแน่นขึ้นอีกนิด
"พี่รู้... ตอนนั้นหนูชอบทำหน้าหงิกใส่พี่ แถมยังชอบเถียงฉอดๆ ไม่หยุด พี่พูดอะไรไปหนูก็เถียงกลับมาได้หมด พี่ถึงต้องใช้วิธีเผด็จการปราบพยศเด็กดื้ออย่างหนูไง"
"วิธีสกปรกต่างหากล่ะ"
ผมหันไปค้อนขวับให้เขาทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอด
"หลอกให้คนอื่นไปทำลายท่อน้ำชาวบ้าน แถมยังพังแอร์ห้องตัวเองอีก นิสัยไม่ดีเลย"
"โอเคๆ วิธีสกปรกก็ได้ พี่รับผิดทุกข้อกล่าวหาเลยครับ"
เขายอมรับอย่างว่าง่าย ก้มลงกดจูบที่แก้มผมหนักๆ หนึ่งทีอย่างมันเขี้ยว
"แล้วที่เมื่อเช้าหนูบอกว่าจะย้ายกลับไปอยู่หอ... หนูพูดเล่นใช่ไหม"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังและแฝงไปด้วยความกังวลเล็กน้อย ผมััได้ถึงแรงรัดที่เอวที่เพิ่มมากขึ้นราวกับเขากำลังกลัวว่าผมจะหายไปจริงๆ เขาเกลียดการพูดถึงเื่การแยกจากกันมากที่สุด
ผมพลิกตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา วาดแขนทั้งสองข้างโอบรอบลำคอแกร่งของเขาไว้ สบตากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความรักและความหวงแหน
"พี่คิริน..."
ผมเรียกชื่อเขาเสียงหวาน แกล้งทำหน้าซื่อตาใส
"ก็สัญญาเช่าหอของผมมันยังไม่หมดนี่นา แถมท่อน้ำก็ซ่อมเสร็จตั้งนานแล้วด้วย ผมมาเกาะพี่กินฟรีๆ แบบนี้มันดูไม่ค่อยดีมั้งครับ คนอื่นเขาจะมองว่าผมเอาเปรียบพี่นะ"
พี่คิรินขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาของเขาฉายแววหงุดหงิดขึ้นมาทันที เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนหน้าผากของเราแตะกัน
"ใครจะมองยังไงพี่ไม่สน"
เขากระซิบเสียงพร่า น้ำเสียงทุ้มหวานแต่แฝงไปด้วยความกักขังและเป็เ้าข้าวเ้าของอย่างเต็มเปี่ยม
"จะย้ายทำไม ในเมื่อห้องนี้เป็ห้องของเราแล้ว... และหนูก็เป็แฟนของพี่ตลอดไป"
คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่นของเขาทำเอาหัวใจของผมพองโตจนแทบจะลอยทะลุเพดานห้อง ผมไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มได้อีกต่อไป ผมหัวเราะคิกคักออกมา ยอมจำนนต่อผู้ชายคลั่งรักคนนี้อย่างราบคาบ
"โอเคครับๆ ไม่ย้ายแล้วครับ ขี้หวงจังเลยนะ"
ผมตอบตกลง เขย่งปลายเท้าขึ้นไปประทับจุมพิตแ่เบาที่ริมฝีปากของเขาเพื่อเอาใจ
"ผมจะอยู่ที่นี่... จะอยู่ที่ห้องของเรา จะป่วนพี่ จะให้พี่ทำกับข้าวให้กิน จะเกาะพี่กินไปตลอดชีวิตเลย เตรียมตัวล้มละลายได้เลยคุณบัณฑิตป้ายแดง"
พี่คิรินยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสว่างไสว เขาโน้มตัวลงมาจูบผมอีกครั้งอย่างลึกซึ้งและดูดดื่ม ก่อนจะอุ้มผมขึ้นจนตัวลอย แล้วพาผมเดินออกไปที่ระเบียงห้องกว้างขวางเพื่อรับลมเย็นๆ ของยามค่ำคืน
เราสองคนยืนโอบกอดกันอยู่ที่ระเบียง ทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า แต่ร่างกายของผมกลับอบอุ่นและปลอดภัยที่สุดเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของผู้ชายคนนี้
จากรูมเมตตัวร้ายที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม สู่แฟนหนุ่มที่แสนจะคลั่งรักและทะนุถนอมผมดั่งแก้วตาดวงใจ
ชีวิตของผมคงจะไม่มีความสุขสมบูรณ์แบบไปมากกว่านี้อีกแล้วล่ะครับ... เพราะตอนนี้ ผมได้ค้นพบ 'บ้าน' ที่แท้จริงของผมแล้ว บ้านที่มีชื่อว่า 'คิริน' บ้านที่จะเป็ที่พักพิงและโอบกอดผมไปตราบชั่วชีวิต