เศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ดูว่าใครมีคุณสมบัติ

            หนานจือพร่ำพรรณนาไปยาวครึ่งค่อนวันหากแต่เฉินจิ้งเจียกลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาคิดถึงเรื่องอื่น

            รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จำต้องมีคนคอยแทรกแซงอยู่ข้างกายจ้าวอี๋เหนียง

            หากแต่ยามนี้ในเวลาปกตินางยังไม่โผล่หัวออกไปร่วมงานใหญ่งานเล็กอย่าว่าแต่คนแทรกแซงเลย แค่สหายสักคนยังไม่มีด้วยซ้ำ

            เฉินจิ้งเจียแสยะยิ้มหัวเราะขมขื่นตัวเองในชาติก่อนถูกจ้าวอี๋เหนียงปั่นหัวง่ายเหลือเกิน นางบอกให้พูดอะไรก็พูดไม่เคยติดไตร่ตรองให้ตนเองแม้แต่น้อย

            เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของเฉินจิ้งเจียหนานจือเป็นอันตื่นตกใจทันใด รีบหยุดพูดแล้วจดจ้องเฉินจิ้งเจีย “คุณหนูท่านเป็นอะไรไป?”

            เฉินจิ้งเจียเงยหน้ามองเด็กน้อยหนานจือ“ไม่มีอะไร ฟ้ามืดแล้ว พี่หญิงใหญ่คงถึงแล้วสินะ?”

            นางเปิดประเด็นพลางพินิจในใจแม้นบอกว่าตนเกิดใหม่ในช่วงหกปีก่อน แต่เวลาหกปีหากจะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้นเรื่องที่นางอยากทำทั้งหมดมีตั้งมากมาย ต้องเร่งมือเข้าแล้ว

            ครั้นได้ยินอีกฝ่ายถามหนานจือพลันอุทานไอ้หยาขึ้นทันใด “ดีที่ท่านเตือนความจำข้า!”

            “ก่อนหน้านี้ได้ข่าวจากเด็กหนุ่มรับใช้ว่าคุณหนูใหญ่เดินทางถึงธรณีประตูวัดอันเหรินแล้วเกรงว่ายามนี้คงกำลังจัดเก็บของเข้าที่เตรียมเข้าพักเจ้าค่ะ”

            พูดถึงคุณหนูใหญ่แห่งสกุลท่านอัครเสนาบดีแล้วรอยยิ้มบนหน้าหนานจือก็เหือดหายลงหลายส่วน

            เฉินจิ้งเจียพยักหน้า“เอาละ เช่นนั้นพวกเราไปดูสักหน่อย ว่าทางพี่หญิงใหญ่มีสิ่งใดขาดเหลือจะได้ตระเตรียมให้โดยเร็ว”

            นางพูดพร้อมหยัดกายยืนสาวเท้าตรงไปยังเรือนพักที่จองล่วงหน้าไว้แล้ว

            อัครเสนาบดีซูหลิงและซูเหยามารดาเฉินจิ้งเจียเป็นพี่ชายน้องสาวจากมารดาเดียวกัน ยามร่างกายซูเหยายังแข็งแรงทั้งสองนับว่าสนิทใกล้ชิดต่อกันยิ่งนัก

            หากแต่ภายหลังร่างกายซูเหยาทรุดโทรมลงทุกวันเฉินจิ้งเจียเองก็สนิทชิดเชื้อกับจ้าวอี๋เหนียงมากขึ้นนับวันก็ยิ่งห่างเหินกับบ้านอัครเสนาบดีผู้ซึ่งเป็นลุงของนางมากขึ้นเรื่อยๆ

            กระทั่งพี่หญิงใหญ่และท่านป้าโน้มน้าวให้นางอย่าฟังคำจ้าวอี๋เหนียงมากนักนางยังไม่พอใจ ระเบิดโทสะใส่ทั้งสองด้วยซ้ำ

            ยามนี้เฉินจิ้งเจียนึกได้ก็เกลียดจนแทบอยากดึงสองหูตัวเองคนที่ห่วงนางอย่างแท้จริงกลับถูกตนทำร้ายเช่นนี้ส่วนพวกหน้าเนื้อใจเสือกลับถูกตนยกยอปอปั้นเป็นคนสนิทเสียได้

            คอยกระทั่งมาถึงเรือนพักที่จองไว้ให้พี่หญิงใหญ่แล้วก็ได้ยินเสียงเฉินจิ้งโหรวดังมาจากข้างใน นางเป็นอันต้องขมวดคิ้ว“นางไปดีกับพี่หญิงใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

            คิดในใจเช่นนี้ทว่าฝีเท้ากลับยังคงเดินเข้าไปในเรือนเล็ก

            เฉินจิ้งโหรวกำลังพูดคุยกับพี่หญิงใหญ่ซูหว่านซีและท่านป้าจงอยู่ข้างๆส่วนป๋อชางโหวและเฉินอี้เหอกลับอยู่ด้านหลังกับคนอื่นที่เหลือ

            แม้นรู้สึกว่าการรวมกลุ่มนี้จะดูประหลาดไปบ้างกระนั้นเฉินจิ้งเจียลองคิดให้ละเอียดดูก็พอเข้าใจได้

            ปกติแล้วการแสดงออกของนางมิได้สนิทสนมกับบ้านท่านลุงสักเท่าไรนักต่อให้ครานี้ตนเร่งรีบจับจองเรือนพักให้ท่านพ่อกลับยังกลัวว่าตนจะแสดงความไม่พอใจต่อพี่หญิงใหญ่ดังนั้นจึงมิได้เรียกตนมาร่วมทักทายด้วย

            หากแต่คนที่มาล้วนเป็นสมาชิกครอบครัวพี่หญิงใหญ่เท่านั้นหากตนไม่ออกหน้า ก็เหลือเพียงท่านพ่อกับพี่ชายแน่นอนว่าพวกเขามิอาจไปมาหาสู่กับท่านป้าได้โดยตรง ปกติยังมีจ้าวอี๋เหนียงทว่ายามนี้จ้าวอี๋เหนียงกลับล้มหมอนนอนเสื่อจัดการกิจต่างๆ ไม่ได้คนที่ดึงตัวมาได้จึงเหลือเพียงเฉินจิ้งโหรวเท่านั้น

            ครั้นนึกถึงตรงนี้เฉินจิ้งเจียอดที่จะเงยหน้ามองเฉินจิ้งโหรวเสียมิได้ นางสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนแต่งหน้าบางเบา นับว่าช่วยขับเสริมความอ่อนโยนของนางออกมาได้ดีทีเดียวดูแล้วเป็นกุลสตรีงามผู้อ่อนโยนยิ่งยวด

            นางเดินไปข้างซูหว่านซีพลางเอ่ยบางอย่างด้วยรอยยิ้ม

            ครั้นมองซูหว่านซีอีกครั้งนางยังคงสีหน้าราบเรียบดังเดิม หาได้มีปฏิกิริยาใดต่อคำพูดของเฉินจิ้งโหรวแค่เดินตามฝีเท้าอีกฝ่ายไปก็เท่านั้น

            หากปล่อยให้คนนอกเห็นสถานการณ์เช่นนี้ต้องพูดกันต่อปากว่าซูหว่านซีหยิ่งยโส ไม่เห็นเฉินจิ้งโหรวในสายตาทั้งสิ้น

            ดังเช่นชาติก่อนเฉินจิ้งโหรวเองเคยเป่าหูนางเรื่องนี้หลายครั้งหลายครายามนั้นนางยังโง่ไปทวงคืนความยุติธรรมให้เฉินจิ้งโหรวด้วยซ้ำพ่นวาจาให้ร้ายใส่ซูหว่านซีไม่น้อย

            และไม่รู้ว่าเวลานั้นเฉินจิ้งโหรวและจ้าวอี๋เหนียงกลับหัวเราะเยาะกับความโง่ของนางอยู่ด้านหลังแทน

            เมื่อเห็นคนที่ยืนหน้าประตูซูหว่านซีพลันชะงักงันไปชั่วขณะ ปรายตามองเฉินจิ้งโหรวข้างกายอย่างไม่มีวี่แวว

            นางรู้ดีว่าลูกพี่ลูกน้องผู้เป็นน้องหญิงนี้โปรดปรานเฉินจิ้งโหรวลูกอนุผู้นี้เป็นอย่างยิ่งเมื่อครู่ตนเอาแต่ทำหน้าเย็นชาไม่พูดไม่จาสักคำเกรงว่าคงถูกน้องหญิงเกลียดเข้าแล้ว

            ซูหว่านซียังไม่ทันคิดว่าควรอธิบายเช่นไรกับเฉินจิ้งเจียอีกฝ่ายกลับชิงเดินเข้าไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง “พี่หญิง ท่านป้า พวกท่านมาแล้ว!”

            นางฉีกยิ้มแป้นสดใสทำเอาซูหว่านซีและจงชื่อประหลาดใจขีดสุด ต้องรู้ก่อนว่าสีหน้าดีๆที่เฉินจิ้งเจียเคยมอบให้พวกนางครั้งล่าสุดคือเมื่อสี่ปีก่อนยามซูเหยาพานางไปเยือนที่บ้าน

            ทั้งสองมองหน้ากันไปมาซูหว่านซียกยิ้มให้ตาม “ใช่แล้ว พี่ใหญ่บอกว่าเจ้าจัดการเรือนพักให้พวกข้ารู้สึกอ่อนเพลียนิดหน่อยจึงพักผ่อนก่อน และรอรับประทานอาหารเย็นพร้อมกัน”

            อันที่จริงเฉินอี้เหอมิได้บอกเฉินจิ้งเจียเรื่องรับประทานอาหารเย็นพร้อมกันเพราะกลัวว่าถึงเวลาแล้วเฉินจิ้งเจียจะไม่ยอม

            กระนั้นยามเห็นท่าทีสนิทสนมที่เฉินจิ้งเจียมีต่อนางซูหว่านซีจึงไม่ถือสาแต่อย่างใด

            เฉินจิ้งเจียพอคาดเดาได้คร่าวๆหลายส่วนแล้ว ทว่าในเมื่อซูหว่านซีไม่เอ่ย เช่นนั้นก็แสร้งไม่รู้เป็นการดีแล้ว

            “ท่านพี่ตื่นตระหนกตกใจไปใหญ่แล้วนี่เป็นคราแรกที่ข้าทำเรื่องเหล่านี้ เขาจึงคิดว่าข้าต้องเหนื่อยอย่างแน่นอน”เฉินจิ้งเจียเอ่ย พลางยิ้มตาหยีมองไปทางซูหว่านซีและท่านป้าจง“แต่พอได้ยินว่าพี่หญิงใหญ่และท่านป้ามาถึง ข้าก็ดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”

            พวกนางมานางก็ดีใจหรือ?

            จงชื่ออดที่จะมองเฉินจิ้งเจียเสียมิได้หลานสาวคนนี้ มีอะไรซ่อนเร้นเบื้องหลังหรือนิสัยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ กันแน่?

            เฉินจิ้งเจียมาถึงเฉินจิ้งโหรวพลันกลายเป็นคนนอกทันที อย่าว่าแต่ยืนข้างกายซูหว่านซีเลยยามนี้อยู่หลังสุดของทุกคนแล้ว

            นางขมวดคิ้วมองเบื้องหน้าจากนั้นมองด้านหลังตำแหน่งของนางในยามนี้อยู่ระหว่างบรรดานายท่านกับเหล่าข้ารับใช้ หากไม่สังเกตดีๆนางอาจถูกเหมารวมไปอยู่ในแถวข้ารับใช้ได้น่ะสิ?

            คิดได้เช่นนั้นเฉินจิ้งโหรวพลันกำชายเสื้อแน่น ใบหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่บิดเบี้ยวขึ้นทันใด

            จงชื่อหาได้พูดสอดแต่อย่างใดแค่คอยมองอยู่ข้างๆ ทว่าซูหว่านซีกลับต่างไป นางได้ยินเฉินจิ้งเจียพูดเช่นนี้แล้วก็ดีอกดีใจแทบในทันที เดินเข้าไปดึงแขนเฉินจิ้งเจียไว้

            “เจียเอ๋อร์เราไม่เจอกันมานานแล้ว เจ้าเองก็ไม่ไปเยือนจวนอัครเสนาบดีเสียทีข้าคิดถึงเจ้าจวนไม่ไหวแล้ว”

            เฉินจิ้งเจียมองมือของตนที่ซูหว่านซีดึงไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงเอ่ยต่อ “พี่หญิงพูดใหญ่เช่นนี้ กำลังโทษข้าหรือ?”

            เมื่อได้ยินดังว่าหัวคิ้วจงชื่อพลันขมวดปมทันใด มาแล้วหรือ?

            เฉินจิ้งโหรวที่อยู่ด้านหลังปรีดาทันใดนางว่าแล้ว นางโง่เฉินจิ้งเจียฉลาดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่เคยคิดว่านี่จะเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังเสียอย่างนั้น!

            ประเดี๋ยวจะทำให้ทุกคนได้เห็นเองว่าใครกันแน่คือผู้ช่ำชองประสบการณ์ใครกันแน่ที่มีคุณสมบัติในการเป็นทายาทสายหลักของจวนป๋อชางโหวใครกันแน่ที่จะคว้าหน้าตาของจวนป๋อชางโหวไว้ได้!

            นางคิดในใจใบหน้าแต้มแย้มด้วยความคาดหวังรอคอย แม้แต่ฝีเท้ายังเร่งความเร็วตามเช่นกัน

            นี่คือคราแรกที่นางจะช่วยปัดก้นเฉินจิ้งเจียเอง!

    คล้ายกับเรื่องเศษบุปผา :พลิกชะตาบุปผาพร่างพราว (จบ) ที่คุณอ่าน

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159