เสียงฝีเท้าของทั้งสามคนดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินอันว่างเปล่า อาคาร 6 ที่ควรเป็โรงเรียน กลับให้ความรู้สึกเหมือนอาคารร้างที่ถูกลืมไปแล้ว กลิ่นของฝุ่น ผนังแตกร้าว และพื้นไม้ที่ลั่นเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อพวกเขาเดินผ่าน ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้ชวนขนลุกมากขึ้น
ธันวาหยิบแผนที่ที่ได้รับมาจากครูในเช้าวันนี้ขึ้นมาดู “ห้องของพวกเราอยู่ที่ชั้นสอง…หมายเลข 206”
“ทำไมต้องเป็ห้องนั้น…” กรณ์พึมพำเบา ๆ พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ
“ห้องอะไรก็เหมือนกันแหละ” แพรไหมพูดขึ้น แม้ในน้ำเสียงเธอจะไม่ค่อยมั่นใจนัก
พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นไม้เก่าดังสะท้อนไปทั่วทั้งอาคารราวกับมีใครอีกคนเดินตามหลังพวกเขา ธันวาหยุดเดินและหันกลับไปมองข้างหลัง แต่บันไดโล่งเปล่า ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
“เป็อะไรหรือเปล่า?” แพรไหมถามเมื่อเห็นธันวาหยุดกะทันหัน
“…เปล่า” ธันวาตอบ เขากระชับสายกระเป๋านักเรียนและเดินต่อไป
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าห้อง 206 ประตูไม้เก่าปิดสนิท แต่ที่แปลกก็คือ… มันไม่ได้ถูกล็อก
กรณ์ยกมือผลักประตู มันเปิดออกอย่างง่ายดาย พร้อมกับเสียงลมพัดวูบเข้าไปด้านใน ราวกับห้องนี้ กำลังรอให้ใครบางคนเข้ามา
พวกเขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้องเรียน โต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดเรียงไว้อย่างเรียบร้อย ผิดปกติ สำหรับห้องที่ถูกปิดไว้มานาน ฝุ่นจับตัวหนาอยู่ตามโต๊ะเกือบทุกตัว…ยกเว้น โต๊ะหนึ่ง ที่ดูสะอาดราวกับมีคนเพิ่งใช้มัน
“นี่มันแปลกไปหน่อยไหม?” แพรไหมถามขณะเดินเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้น
กรณ์พยักหน้า “อาจเป็แค่แม่บ้านมาทำความสะอาด?”
“แต่ดูรอบ ๆ ห้องสิ” ธันวาพูดขึ้น “ทุกอย่างมีฝุ่นจับหมด ยกเว้นแค่โต๊ะตัวเดียว…”
ขณะที่ทั้งสามคนจ้องมองโต๊ะตัวนั้น อยู่ ๆ เสียงขูดกระดานดำก็ดังขึ้นจากด้านหน้าห้อง
พวกเขาหันขวับไปมอง กระดานดำที่ควรจะว่างเปล่า มีตัวอักษรปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเขียนมัน
'ยินดีต้อนรับกลับมา'
แพรไหมเบิกตากว้าง “ใคร…ใครเขียนน่ะ!?”
กรณ์หันไปมองรอบห้อง แต่ไม่มีใครนอกจากพวกเขา ธันวาไม่พูดอะไร เขาค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า จับสายตาไปที่กระดานดำ พลางมองไปรอบ ๆ เพื่อหาคำอธิบาย
แล้วเขาก็เห็นมัน—เงาสะท้อนในกระจกหน้าต่าง
เด็กนักเรียนคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวสะอาด หันหลังให้พวกเขา
ธันวาสูดหายใจลึก มือเย็นเฉียบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เขาก้าวถอยหลังช้า ๆ และกระซิบเบา ๆ “พวกเราออกไปจากที่นี่กันเถอะ…”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวออกจากห้อง เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง…ก้องกังวานไปทั่วอาคาร
ครั้งนี้…มันดังขึ้นตอนกลางคืน
เสียงกริ่งที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ทั้งสามคนสะดุ้งเฮือก มันไม่ใช่เสียงกริ่งปกติที่พวกเขาคุ้นเคย แต่มันเย็นเยียบ…หนักแน่น…และแฝงไปด้วยบางสิ่งที่มองไม่เห็น
“ทำไมเสียงกริ่งถึงดังตอนนี้?” แพรไหมกระซิบเบา ๆ สายตาของเธอสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น
กรณ์หันมองไปที่หน้าต่าง ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทผิดปกติ ทั้งที่พวกเขาเข้ามาในอาคารนี้ตอนกลางวัน ไม่ควรจะเป็เวลาเย็นแล้ว…
“นี่มัน… ไม่ปกติเลย” ธันวาเอ่ยขึ้นช้า ๆ เขายังคงจับจ้องไปที่กระจกหน้าต่าง เงาของเด็กนักเรียนที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ มันหายไปแล้ว
แต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว เสียงกระซิบเบา ๆ ก็ดังขึ้น…เสียงเบาราวกับสายลมพัดผ่าน แต่มันไม่ใช่เสียงธรรมดา—มันเป็เสียงที่เหมือนมีใครกำลัง พูดอยู่ข้างหูของพวกเขา
“ออกไป…ก่อนที่มันจะเห็นพวกเธอ…”
แพรไหมสะดุ้งสุดตัว เธอหันมองรอบ ๆ ห้องอย่างรวดเร็ว “เมื่อกี้…ใครพูด!?”
“ไม่มีใคร” กรณ์ตอบเสียงเบา แต่ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษ “ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน…”
ทันใดนั้น ไฟในห้องกะพริบแรงก่อนจะดับลง ความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่ง ทุกอย่างเงียบกริบจนแม้แต่เสียงหายใจยังชัดเจนเกินไป
เงามืดแผ่ขยายออกมาจากมุมห้อง ค่อย ๆ ไหลเคลื่อนตัวเหมือนหมอกสีดำ—และจากในเงานั้น…มีบางสิ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
มือซีดขาวสองข้างยื่นออกมาจากความมืด ตามมาด้วยร่างของเด็กนักเรียนที่สวมชุดเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าของเขาผิดรูปผิดร่าง ดวงตากลวงโบ๋เหมือนไม่มีลูกตา
“…พวกเธอ…ไม่น่ามาที่นี่เลย” เสียงของเด็กคนนั้นดังขึ้น แหบพร่าและเต็มไปด้วยความทรมาน
แพรไหมกรีดร้องลั่น วิ่งถอยหลังไปชนกับโต๊ะเรียน กรณ์รีบคว้าตัวเธอไว้ ในขณะที่ธันวายืนแข็งค้าง ร่างของเด็กคนนั้นค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะพุ่งตรงมาหาพวกเขา!
“วิ่ง!” ธันวาะโเสียงดังที่สุดในชีวิต ทั้งสามคนรีบวิ่งไปที่ประตู แต่…
ประตูล็อก!
แพรไหมพยายามหมุนลูกบิดอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรประตูก็ไม่เปิดออก ในขณะที่ร่างของเด็กคนนั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เงามืดเริ่มปกคลุมรอบตัวพวกเขา เสียงกระซิบดังขึ้นรอบห้อง เหมือนมีหลายเสียงพูดพร้อมกัน
กรณ์คว้าโต๊ะเรียนที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วผลักมันใส่ร่างของเด็กคนนั้น แต่…โต๊ะทะลุผ่านตัวมันไป เหมือนมันไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ
“ทำอะไรไม่ได้!?” กรณ์ะโด้วยความตื่นตระหนก
ธันวากัดฟันแน่น เขามองไปรอบ ๆ ห้อง และสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่บางสิ่ง—สมุดบันทึกเก่า วางอยู่บนโต๊ะตัวสะอาดที่ไม่มีฝุ่นจับ
มันอาจจะเป็กุญแจของเื่นี้…
“แพรไหม! เปิดประตูต่อไป! กรณ์ มาหาฉัน!” ธันวาะโขณะที่วิ่งไปคว้าสมุดบันทึกขึ้นมา
เด็กนักเรียนในเงามืดหยุดชะงักทันที ราวกับมันรับรู้ถึงบางอย่าง
ธันวารีบเปิดสมุด หน้ากระดาษซีดเหลืองเหมือนผ่านกาลเวลามานาน ด้านในมีลายมือหวัด ๆ เขียนอยู่ และข้อความหนึ่งสะดุดตาเขาเข้าอย่างจัง—
‘หากคุณ้ารอด… จงเรียกชื่อของเขา’
“…ชื่อของเขา?” ธันวาพึมพำ ก่อนจะกวาดตามองรอบ ๆ และสังเกตเห็นบางสิ่งที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน
บนกระดานดำที่เขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับมา’ …มีชื่อถูกขีดเส้นใต้ไว้จาง ๆ
“วีรัช”
เสียงของธันวาก้องสะท้อนอยู่ในห้อง ร่างของเด็กในเงามืดหยุดนิ่งทันที ดวงตาที่กลวงโบ๋เริ่มกระตุก และเงามืดรอบตัวมันเริ่มสั่นไหว
“…นาย…จำชื่อฉันได้” เสียงแหบพร่านั้นเปลี่ยนไป มันฟังดู… เศร้า
ก่อนที่เงามืดทั้งหมดจะสลายหายไปในพริบตา
ไฟในห้องติดขึ้นอีกครั้ง และประตูก็เปิดออกเองอย่างกะทันหัน
แพรไหมรีบคว้าประตู “ไปเร็ว!”
ทั้งสามพุ่งออกจากห้อง 206 โดยไม่กล้าหันกลับไปมองอีกเลย