ความมืดมิดของยามสามโอบล้อมกระท่อมไม้หลังเก่าไว้ราวกับสัตว์ร้ายที่รอคอยเหยื่อ กลิ่นอับชื้นของเนื้อไม้ที่ผุพังผสมกับกลิ่นดินหลังฝนพรำลอยฟุ้งอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็ไอสีขาว หลี่เฉินลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของเขาสะท้อนแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคา แม้จะอยู่ในร่างของชาวนาที่ดูบอบบาง แต่สัญชาตญาณความระแวดระวังที่เขาสั่งสมมาจากการเอาตัวรอดในโลกที่ไร้ความปราณีั้แ่วันแรกที่มาถึงยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกได้ถึงััหยาบกระด้างของแผ่นไม้ที่เขานอนทับ และเสียงจิ้งหรีดที่กรีดร้องแ่เบาอยู่ภายนอก
เขาขยับตัวลุกขึ้น มือสากคว้าไปหยิบ **สมุดบันทึกเล่มเก่า** ที่วางทิ้งไว้ข้างหมอนขึ้นมาดู ผิวััของปกสมุดนั้นหยาบกร้าน พลิกดูหน้ากระดาษที่เขาเคยจดบันทึกด้วยความคึกคะนองในยามว่าง หน้ากระดาษว่างเปล่าที่เคยดูธรรมดากลับมีความทรงจำที่เขานึกขึ้นได้ทันที ในหน้าแรกมีตัวอักษรลายมือของเขาเองที่เขียนระบุชื่อ **"ลี่ถัง"** บุตรชายของตระกูลลี่ พร้อมเนื้อหาคำสาปแช่งที่เขาเขียนเล่นๆ ด้วยความหมั่นไส้ในวันวานว่า: *"สาปแช่งให้ร่างกายมีกลิ่นเหม็นเหมือนมูลสัตว์ และขอให้ตระกูลเจอแต่โชคร้ายทุกย่างก้าว"*
สิ่งที่ทำให้หลี่เฉินต้องขมวดคิ้วคือ ในบรรทัดถัดมากลับปรากฏชื่อของ **"ลี่ช่ง"** ผู้นำตระกูลลี่ผู้ทรงอิทธิพลเขียนกำกับไว้อยู่ด้วย ทั้งๆ ที่เขาจำได้แม่นว่าไม่เคยเขียนชื่อนี้ลงไปเลย หลี่เฉินมองดูสมุดเล่มนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า "สงสัยข้าคงเผลอเขียนตอนเมาหรือตอนละเมอไปเองกระมัง" เขาพึมพำเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก สำหรับเขา สมุดเล่มนี้ก็เป็เพียงของเก่าที่ไม่มีหมึก ไม่มีพลังปราณ และไร้ค่าเกินกว่าจะเก็บไว้เป็สมบัติวิเศษ เขาสะบัดหน้าไล่ความสงสัยทิ้งไป ยัดมันลงในย่ามข้างตัวเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางเข้าสู่เมืองเป็ครั้งแรกในฐานะผู้มาเยือนคนใหม่
ความทรงจำจากการเยือน **"เมืองจือจี้"** ครั้งก่อนยังคงแจ่มชัดในใจ รสชาติของน้ำซุปถั่วจางๆ ที่กินประทังชีวิตในวันนั้นยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความเย็นเยียบของพื้นถนนที่เขาต้องนอนทอดกายยังคงฝังอยู่ในความรู้สึก ครั้งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ข้างกายเขามี 'อาฝู' ผู้ซื่อสัตย์ที่ยังไม่เคยได้ััชีวิตนอกหมู่บ้านชิงอวิ๋นเลย หลี่เฉินมองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของน้องชายที่กำลังหลับใหล เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอาฝูทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในอก เขาจะไม่ยอมให้คนที่เขารักต้องมาพบเจอความลำบากแบบที่เขาเคยเจออีก
หลังจากมื้อเช้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของผักป่า ทั้งคู่เดินลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง ััของหญ้าที่ปัดป่ายผ่านปลายเท้าทำให้รู้สึกเย็นวาบ ทว่า ในเงามืดของพุ่มไม้ 'หลิงเฟิง' สายลับฝีมือฉกาจจากเมืองหานกู่ที่ได้รับคำสั่งให้มาสืบเื่ "สมบัติลี้ลับ" กำลังจับจ้องมา เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นหลี่เฉินเดินถือตะเกียงมายังที่ดินรกร้างที่แม้แต่สัตว์ป่ายังหลีกหนี "คนผู้นี้คือใครกัน? ทำไมถึงเดินมาที่ดินที่แม้แต่สัตว์ป่ายังไม่กล้าผ่าน? หรือสมบัติจะอยู่ที่นี่?"
ทันทีที่แสงตะเกียงส่องกระทบถึงขอบผืนนา หลี่เฉินก็ต้องเบิกตาโพลง! ผืนนาที่เมื่อวานยังเป็ดินร่วน บัดนี้กลับงอกงามเขียวขจีไปทั่วบริเวณจากปุ๋ยสูตรลับของเขานั่นเอง! กลิ่นดินหอมสดชื่นปนกับกลิ่นละอองเกสรดอกไม้ที่ควรจะไม่มีในยามนี้ลอยเตะจมูก "นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น?" เขาหยิบพู่กันแห่งปราชญ์ออกมาเตรียมจะเขียนป้ายเตือน แต่เมื่อจะจรดพู่กัน เขานึกได้ว่าขาดหมึก จึงวางสมุดบันทึกเล่มธรรมดาลงบนพื้นเพื่อรองเขียนป้าย โดยไม่รู้เลยว่ามันไม่มีผลอาคมใดๆ ทั้งสิ้น
ขณะที่หลี่เฉินกำลังเขียนป้ายเตือนด้วยความเกรี้ยวกราด "ไอ้พวกขโมยหน้าโง่! ใครบังอาจเข้ามาเหยียบแปลงนาข้า ขอให้มันท้องร่วงจนตาย!" ทันใดนั้น! ท้องฟ้าที่เคยเงียบสงบก็เกิดเสียงคำรามดั่งักู่ร้อง เมฆสีทมิฬหมุนวนเข้าหากันเป็เกลียว สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมารอบบริเวณนาข้าวสว่างวาบไปทั่วทุ่ง กลิ่นโอโซนและไอความร้อนแผ่ซ่านไปในอากาศ ราวกับผืนดินกำลังตอบรับจิตอาฆาตของเขา!
หลิงเฟิงที่แอบดูอยู่ถึงกับหน้าถอดสี "์! นี่มันวิชาโบราณที่ดึงดูดสายฟ้าจากนภาได้เชียวหรือ!" ด้วยความกลัวสุดขีดบวกกับอาการปวดท้องจากของกินเน่าเสียที่เขากินมา สายลับผู้น่าสงสารจึงรีบคลานหนีหายไปในป่าลึกด้วยสภาพที่น่าสมเพช
อาฝูยืนตัวสั่น "ท่านพี่... สายฟ้าพวกนั้น... มันน่ากลัวเกินไปแล้ว" หลี่เฉินรีบคว้าสมุดบันทึกเล่มธรรมดาใส่ย่ามแล้วดันหลังอาฝู "คิดไปเองน่า! รีบเดินเถอะ! เมืองจือจี้รอเราอยู่"
เมื่อถึงเมืองจือจี้ เมืองนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แสงแดดสะท้อนจากหลังคากระเบื้องเคลือบของคฤหาสน์หรูหรา รถลากไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังระงมไปทั่วตลาด กลิ่นไอของเครื่องเทศราคาแพงผสมกับกลิ่นคาวของเนื้อสดและกลิ่นเหงื่อของผู้คนลอยเตะจมูก หลี่เฉินพาอาฝูมาตั้งแผงไม้เก่าๆ วางผักบุ้งป่าแล้วเขียนป้ายตัวเบ้อเริ่ม: **"รับจ้างทุกอย่าง! ั้แ่ด่าคนจนถึงปราบฏ ปัดเป่าความซวย แก้คำสาปแช่ง (ถ้าทำได้) และขายผักรสเลิศ! ราคาเป็กันเอง!"** ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงัก ชายวัยรุ่นคนหนึ่งหัวเราะจนตัวงอ "เ้าหนุ่ม! ป้ายเ้าน่ะรึปราบฏ? ข้าว่าแค่ปราบแมลงวันในผักเ้าให้ได้ก่อนเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า!" เสียงหัวเราะดังลั่นตลาด ผู้คนพากันชี้ชวนดูความแปลกของสองพี่น้อง บางคนหยิบผักขึ้นมาดมแล้ววางกระแทกด้วยความดูแคลน แต่หลี่เฉินหาได้แคร์ไม่ เขายังคงจัดผักด้วยสีหน้าจริงจังราวกับคนทำสวนระดับเซียน
ขณะที่ชาวบ้านกำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั้น ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ซูบซีดเหมือนคนขาดสารอาหารเดินแหวกฝูงชนเข้ามาด้วยความร้อนรน แววตาของเขาเหม่อลอยและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "พวกเ้า... พวกเ้าคือคนที่เขียนป้ายนี้ใช่ไหม?" เขาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ช่วยข้าด้วย! บ้านข้าอยู่ติดกับตระกูลลี่ วันนี้จู่ๆ บ้านข้าก็มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาจากกำแพงบ้านพวกนั้น กลิ่นมันแรงจนข้ากินข้าวไม่ได้ ธุรกิจโรงเตี๊ยมข้าพังพินาศหมดแล้ว! ข้าจ้างอาจารย์ปราบผีและผู้ฝึกตนมามากมายแต่ไม่มีใครช่วยได้ เห็นผู้คนว่าเ้าเป็คนแปลกๆ บางทีอาจทำได้จริง!"
อาฝูโน้มตัวกระซิบ "ท่านพี่! ท่านแก้คำสาปเป็ด้วยหรือขอรับ? ท่านเพิ่งสอนข้าเมื่อกี้ว่าท่านแค่ปลูกข้าวเป็!"
หลี่เฉินโน้มตัวไปกระซิบตอบด้วยความมั่นใจ "ไม่เป็โวย! แต่ดูหน้าเขาซะก่อน คนแบบนี้กำลังจะเสียสติ ถ้าไม่รับงานนี้เราจะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าว? แค่ไปทำพิธีมั่วๆ สะบัดพู่กัน ท่องคาถาไร้สาระให้เขาดูเดี๋ยวเขาก็สบายใจแล้ว!"
หลี่เฉินหันมาหาชายท้วมด้วยใบหน้าเปี่ยมศรัทธา "เื่เล็กน้อย! ค่าวิชา 50 เหรียญทอง ข้าต้องใช้พลังปราณล้างอาถรรพ์ถึงรากเหง้า!" ชายท้วมรีบควักถุงทองวางลงบนโต๊ะโดยไม่ลังเล หลี่เฉินเก็บเงินเข้าย่ามอย่างรวดเร็ว เขาเดินผิวปากนำชายท้วมไปที่คฤหาสน์ตระกูลลี่ ซึ่งในเวลานี้ ลี่ช่งผู้นำตระกูลกำลังยืนสั่งการบ่าวไพร่ด้วยใบหน้าบูดเบี้ยว กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียนกระจายตัวไปทั่วคฤหาสน์ ทำให้บรรดาคนรับใช้ต่างพากันปิดจมูกและบางคนถึงกับอาเจียนออกมา ลี่ช่งะโลั่นด้วยความกราดเกรี้ยว "หาที่มาของกลิ่นนี้ให้เจอ! ใครหาไม่เจอข้าจะโบยให้หลังลายทุกคน!" เสียงะโดังก้องไปทั่วเขตบ้าน ทำเอาชายท้วมที่เดินตามหลี่เฉินมาถึงกับสะดุ้งตัวสั่นด้วยความกลัว
ณ บ้านเป้าหมายข้างคฤหาสน์นั้น หลี่เฉินหลับตาทำท่าทางร่ายคาถาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ สะบัดพู่กันวาดลวดลายกลางอากาศราวกับคนสติแตก อาฝูดึงธงผ้ายันต์มั่วๆ ไปปักรอบบ้านอย่างขะมักเขม้น หลี่เฉินะโไปมาเหมือนลิงที่ถูกน้ำร้อนลวก "จงออกไป! เ้าความชั่วร้าย เ้ากลิ่นเหม็นเน่าที่ติดมากับชื่อตระกูลลี่ ขอให้มันม้วนตัวกลับสู่ขุมนรก!" เขาะโก้องก่อนจะหยุดพิธีอย่างฉับพลัน "เอาล่ะ! พิธีกรรมเสร็จสิ้นแล้ว! อาถรรพ์ที่กัดกินิญญามันหนาแน่นมาก ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วยามจึงจะเห็นผล ข้ากับน้องชายมีภารกิจต้องรีบไปต่อ!" ว่าแล้วเขาก็รีบคว้าแขนอาฝูโกยแนบหนีออกจากเมืองทันที
ชายท้วมที่ยืนอยู่ท่ามกลางยันต์มั่วๆ ยืนงงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะทรุดเข่าลงด้วยความสิ้นหวัง "ข้าโดนหลอกอีกแล้วหรือนี่... ข้าเสียทองไปห้าสิบเหรียญเพื่อคนบ้าเพียงสองคน..." เขานั่งตัดพ้อต่อโชคชะตา น้ำตาซึมออกมาด้วยความเจ็บใจที่หลงเชื่อคำลวง
ทว่า! ทันใดนั้น เื่ประหลาดก็เกิดขึ้น! กลิ่นเหม็นเน่าที่อบอวลมาหลายวันเริ่มม้วนตัวเป็สายคล้ายหมอกควันสีเทา ก่อนจะสลายหายไปในอากาศราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากทิ้ง! ความรู้สึกอึดอัดที่กดทับหัวใจเขามาหลายวันมลายหายไปสิ้น บรรยากาศภายในบ้านกลับมาสดใส มันไม่ใช่การซ่อมท่อระบายน้ำ แต่มันคือ "ความซวย" ที่หลี่เฉินได้ปัดเป่าออกไปจริงๆ! โดยที่หลี่เฉินไม่มีวันรู้เลยว่า คำสาปที่เขาเขียนล้อเล่นในสมุดเล่มธรรมดาเล่มนั้น มันมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ และการที่ชื่อ 'ลี่ช่ง' ปรากฏขึ้นมาเอง ก็เป็สัญญาณของโชคชะตาที่กำลังเล่นตลกกับตระกูลผู้ทรงอิทธิพลตระกูลนี้!
ไม่นานหลังจากนั้น พ่อค้าที่เคยเลิกติดต่อก็กลับมาสั่งสินค้า ข่าวดีหลั่งไหลเข้ามาหาชายท้วมจนเขาร่ำรวยขึ้นมาทันตาเห็น ชายท้วมที่เพิ่งตระหนักว่าเขาไม่ได้ถูกหลอก แต่ได้พบกับยอดเซียนผู้มีเมตตา เขาคุกเข่าลงบนพื้นดินคำนับไปทางทิศที่หลี่เฉินจากไปซ้ำๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ
ในขณะเดียวกัน ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน หลี่เฉินกำลังนั่งอมยิ้มหน้าระรื่นขณะนับเหรียญทองในย่าม ไม่รู้เลยว่าการ "หลอก" ของเขาในครั้งนี้ กลับกลายเป็จุดเริ่มต้นของตำนาน "งานสารพัดรับจ้าง" ที่สั่นะเืไปทั่วเมืองจือจี้! โดยมีสมุดบันทึกที่เขายังมองว่าไร้ค่า วางแน่นิ่งอยู่ข้างตัว พร้อมกับชื่อใหม่ๆ ที่อาจจะปรากฏขึ้นมาเองในหน้ากระดาษอย่างเงียบเชียบ! การเดินทางที่แสนวุ่นวายกำลังรอคอยเขาอยู่ในตอนต่อไป!