ต่อมาโจวเฉียงก็คิดว่า ขอแค่เธอจัดการเื่ในบ้านให้ดี เขาก็จะตั้งใจทำงานหาเงินเพื่อให้พวกเธอสามแม่ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนเื่อื่น ตราบใดที่อู๋เสี่ยวเหมยไม่หาเื่วุ่นวาย เขาก็ยอมรับชะตากรรมนี้ได้
เมื่ออู๋เสี่ยวเหมยกลับเข้าห้องและซักไซ้โจวเจวียน แม้จะรู้ว่าเป็ความผิดของโจวเจวียน แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกขายหน้ามาก เธอจึงไม่ได้กินมื้อเช้าและพาโจวเจวียนวิ่งกลับบ้านเดิมของเธอไป
ส่วนฝั่งโจวเซี่ยกลับร่าเริงตลอดทาง เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางและเห็นว่ารอบข้างไม่มีคน เธอจึงเดินเข้าไปในป่าละเมาะข้างทางแล้วเข้าสู่มิติส่วนตัว เพื่อตัดเนื้อหมูป่าออกมาสองสามชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นหนักกว่าครึ่งชั่ง
เธอคิดว่า หากเข้าไปในเมืองแล้วอาจจะมีประโยชน์ หรืออาจใช้เนื้อเหล่านี้แลกกับลูกปลาหรืออะไรทำนองนั้น
หลังจากเดินมาสองชั่วโมงกว่าก็ถึงตัวอำเภอ เธอหาร้านหนังสือซินหัวเพื่อจะซื้อหนังสือเรียนมัธยมปลาย แต่พนักงานบอกว่าไม่มีขาย เพราะทุก ๆ ปีโรงเรียนจะเป็ฝ่ายสั่งซื้อจากทางร้าน สั่งเท่าไรก็นำเข้ามาเท่านั้น จึงไม่มีส่วนเกินเหลืออยู่เลย
หาก้าซื้อ ก็ให้ลองไปถามที่โรงเรียน หรือไม่ก็ไปที่จุดรับซื้อของเก่าซึ่งมีหนังสือเก่าขาย เธอคิดดูแล้วจึงตัดสินใจว่าจะลองไปที่โรงเรียนก่อน บางทีอาจจะมีเหลืออยู่บ้าง
เธอไปที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งประจำอำเภอ แต่ถูกภารโรงกั้นไว้ เขาเป็คุณปู่ผมขาวโพลนคนหนึ่ง เมื่อเธอแจ้งความประสงค์กับคุณปู่ภารโรง ก็ประจวบเหมาะกับที่มีครูชายวัยกลางคนกำลังดื่มน้ำร้อนอยู่ที่นั่นพอดี คุณปู่ผู้ใจดีจึงช่วยถามให้
ครูคนนั้นพิจารณาเธออย่างละเอียด เด็กสาวรูปร่างผอมบาง แม้จะตัวค่อนข้างสูง แต่ดูจากใบหน้าแล้วยังโตไม่เต็มที่และอายุยังน้อย "เธอจะซื้อหนังสือมัธยมปลายไปทำไม ถ้าจะเอาไปแปะผนัง สู้ซื้อหนังสือพิมพ์เก่าดีกว่านะ"
โจวเซี่ยจึงพูดความจริง เพราะเื่การเรียนไม่ใช่เื่น่าอาย "ฉันอยากสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้าค่ะ"
ทั้งครูผู้ชายและคุณปู่ต่างชะงัก "แม่หนูคนนี้มีความทะเยอทะยานไม่เบาเลยนะ เธอเคยเรียนมัธยมปลายหรือเปล่า ถึงอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย?"
โจวเซี่ยยิ้ม "ฉันเรียนด้วยตัวเองค่ะ คุณครูคะ คุณครูมีแบบเรียนเหลือบ้างไหมคะ ฉันอยากซื้อสักชุดค่ะ"
ครูมักจะเอ็นดูเด็กที่รักการเรียน เมื่อเห็นเด็กสาวผอมบางคนนี้มีความมั่นใจ จึงเต็มใจที่จะช่วยเหลือ "เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันเป็ครูที่นี่ แซ่เถียน เดี๋ยวฉันกลับไปช่วยถามให้ เธอรออยู่ที่นี่ หรือจะมาใหม่พรุ่งนี้ก็ได้"
โจวเซี่ยดีใจมาก นี่เธอเจอคนดีอีกแล้ว "ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณครูช่วยถามให้หน่อยนะคะ บ้านฉันอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลโจว ห่างจากที่นี่สามสิบลี้ เดินทางมาแต่ละครั้งไม่ใช่เื่ง่าย อีกอย่าง ที่บ้านก็ยังมีเื่ให้จัดการอีกเยอะ ฉันจะรอคุณครูอยู่ที่นี่ค่ะ"
ครูเถียนถือแก้วน้ำไปยังฝ่ายวิชาการ โจวเซี่ยตั้งใจจะเดินออกไปรอข้างนอก แต่คุณปู่ภารโรงรีบเรียกเธอไว้ "แม่หนู รออยู่ที่นี่แหละ ถ้าเหนื่อยก็นั่งพักหน่อย"
โจวเซี่ยเห็นว่าข้างนอกแดดจ้ามาก และเป็เวลาเที่ยงซึ่งเป็่ที่ร้อนที่สุดของวัน แดดแรงจนลืมตาไม่ขึ้น เธอจึงต้องนั่งรออยู่ในห้อง
คุณปู่รินน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง แต่โจวเซี่ยปฏิเสธ เธอหยิบกระติกน้ำของตัวเองออกมาดื่มสองสามอึก และพูดคุยกับคุณปู่ครู่หนึ่ง เดิมทีคุณปู่เคยเป็ครูของโรงเรียนนี้ พอเกษียณแล้วจึงกลับมาเป็ภารโรง
โจวเซี่ยยิ้มแล้วพูดว่า "คุณปู่คะ วันนี้โชคดีจริง ๆ ที่ได้เจอคุณปู่ ฉันสงสัยว่าทำไมคุณปู่ถึงให้ความสำคัญกับการเรียนจัง ที่แท้คุณปู่ก็เป็ครูนี่เอง"
คุณปู่ยังมีท่าทางเคร่งขรึม “แม่หนู การเรียนคือทางออกของชีวิต การที่เธอให้ความสำคัญกับการเรียนได้ขนาดนี้ นับว่าเป็เด็กดีจริง ๆ วันหลังถ้ามีโจทย์ข้อไหนที่ไม่เข้าใจ ก็มาถามปู่ได้นะ ปู่จะช่วยอธิบายให้”
โจวเซี่ยรู้สึกอบอุ่นในใจ "ดีจังเลยค่ะ ขอบคุณคุณปู่ล่วงหน้านะคะ ไม่ทราบว่าคุณปู่แซ่อะไรเหรอคะ?"
"ปู่แซ่หยวน"
"ถ้าอย่างนั้น ต่อไปฉันจะเรียกคุณปู่ว่าครูหยวนนะคะ ถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจ ฉันต้องรบกวนคุณครูแน่นอนค่ะ"
ปู่หยวนยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อมีคนมาขอคำปรึกษา เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีประโยชน์ แม้จะเกษียณแล้วแต่ในใจยังคงห่วงใยเด็ก ๆ การที่เขามาเป็ภารโรงที่โรงเรียน ก็เพื่อให้ได้เห็นเด็ก ๆ เหล่านี้ในทุกวัน
ขอเพียงได้เห็นนักเรียนที่มีชีวิตชีวาเหล่านี้ เขาก็รู้สึกสบายใจ เพราะเขาคุ้นชินกับการสอนหนังสือและอบรมสั่งสอนคนมาตลอดหลายปี หากไม่ได้เห็นนักเรียนเหล่านี้ ในใจจะรู้สึกว่างเปล่า
แม้ว่าวันนี้จะเป็การพบกับโจวเซี่ยครั้งแรก แต่พอได้ยินว่าเธอรักการเรียน ปู่หยวนก็ดีใจมาก ราวกับโจวเซี่ยเป็นักเรียนที่เขาเคยสอนเอง ทำให้เขารู้สึกปลื้มใจไม่น้อย
ต่อมา ปู่หยวนยังเล่าเื่ที่บ้านให้ฟังว่า ภรรยาของเขาเสียชีวิตแล้ว ตัวเขามีลูกชายสามคน เขาอาศัยอยู่กับลูกชายคนเล็ก ซึ่งทำงานในโรงงาน ส่วนลูกสะใภ้เป็ครูประถม
มีหลานชายหลานสาวรวมห้าคนที่กำลังเรียนหนังสือ เงินเดือนของผู้ใหญ่สามคนแทบจะพอแค่ให้ทุกคนในครอบครัวอิ่มท้อง ชีวิตความเป็อยู่ค่อนข้างลำบาก เขาจึงออกมาเป็ภารโรง เพื่อให้ได้เงินเพิ่มอีกสิบกว่าหยวนมาช่วยจุนเจือครอบครัว
และที่สำคัญที่สุดคือ ยังได้เห็นเด็ก ๆ ในทุกวัน
ยี่สิบนาทีต่อมา ครูเถียนก็ถือปึกหนังสือกลับมา โจวเซี่ยเห็นแล้วดีใจมาก มันคือชุดแบบเรียนมัธยมปลายครบชุดที่เธอ้าพอดี เธอถามครูเถียนว่า "ครูเถียนคะ หนังสือชุดนี้ราคาเท่าไรคะ?"
ครูเถียนยิ้ม "เธอจ่ายตามราคาป้ายเลยแล้วกัน นี่เป็ของที่นักเรียนคนหนึ่งสั่งไว้ แต่เทอมนี้เด็กคนนั้นไม่ได้มาเรียน เลยเหลือแบบเรียนชุดนี้อยู่ชุดเดียว แต่ว่า เธอเรียนด้วยตัวเองจะอ่านเข้าใจไหม?"
โจวเซี่ยจ้องมองครูเถียน ในสายตาของเขาไม่มีความดูถูก มีเพียงความห่วงใย เขาเป็กังวลเื่การเรียนของโจวเซี่ยจริง ๆ
หญิงสาวตอบอย่างจริงจัง "ฉันจะลองเอากลับไปอ่านดูก่อนค่ะ ถ้าไม่เข้าใจฉันจะมาขอคำปรึกษาจากครูหยวนค่ะ"
ครูเถียนเหลือบมองคุณปู่หยวน แล้วหันกลับมามองโจวเซี่ย "เธอไปหาครูหยวนน่ะถูกแล้ว เขาเป็ครูที่สอนมาหลายสิบปี แต่ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ เธอถามฉันก็ได้นะ"
ปู่หยวนยิ้ม "โจวเซี่ย นี่คือหัวหน้าฝ่ายวิชาการของโรงเรียนเรา เขาเป็คนดีมาก ต่อไปมีปัญหาอะไรก็มาถามได้เลย พวกเราจะแนะนำเธออย่างเต็มที่โดยไม่ปิดบัง"
โจวเซี่ยรู้สึกอบอุ่นในใจ ในโลกนี้ยังมีคนดีอยู่อีกมาก เหล่าคุณครูต่างตั้งใจบ่มเพาะบุคลากรให้ประเทศชาติโดยไม่หวังผลตอบแทน
"ตกลงค่ะ ครูเถียน หนังสือชุดนี้ราคาเท่าไรคะ?"
เมื่อครูเถียนแจ้งราคา โจวเซี่ยหยิบเงินสามสิบหยวนออกจากกระเป๋าส่งให้อีกฝ่าย
เขารับเงินมา "เงินนี้ฉันรับไว้นะ ฉันต้องส่งคืนโรงเรียน เพราะหนังสือพวกนี้โรงเรียนมีบันทึกไว้หมด"
โจวเซี่ยยิ้ม "ฉันทราบค่ะ ขอบคุณพวกคุณมากนะคะ"
โจวเซี่ยเอื้อมมือไปยังกระเป๋าสะพายหลัง หยิบเนื้อสองชิ้นออกมาจากมิติแล้ววางลงบนโต๊ะ "ครูเถียน ครูหยวนคะ นี่คือเนื้อหมูป่า คนที่บ้านล่ามาจากบนเขาแล้วแบ่งกันในครอบครัว สองชิ้นนี้แทนคำขอบคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ รบกวนพวกคุณนำกลับไปลองชิมดูนะคะ!"
ทั้งสองคนมองเนื้อหมูป่าที่หนักเกือบครึ่งชั่งนั้น ดูเหมือนจะได้กลิ่นหอมลอยมา แม้เงินเดือนครูจะไม่ต่ำ แต่เพราะต้องเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ เงินเดือนแต่ละเดือนจึงแทบจะพอใช้ ปกติก็ไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์
แต่เมื่อคิดว่าหากเด็กสาวคนนี้เอาไปขายในตลาดก็น่าจะได้เงิน จึงปฏิเสธว่า "แม่หนู รีบเอากลับไปเถอะ พวกเรารับไว้ไม่ได้หรอก"
ทว่าโจวเซี่ยดันเนื้อกลับไปบนโต๊ะ แล้วเดินออกจากประตูโรงเรียนไป การให้เนื้อถือเป็การขอบคุณที่พวกเขาช่วยเหลือ และเป็การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ต่อไปหากมีโจทย์ยาก ๆ ที่ไม่เข้าใจ เธอจะได้มาขอคำปรึกษาได้สะดวก
แม้ชาติก่อนโจวเซี่ยจะจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่เวลาผ่านไปหลายปีขนาดนี้ โจทย์ของมัธยมปลายสายวิทย์เธอจะยังทำได้หมดหรือไม่ ในใจเธอก็ไม่มั่นใจนัก
การให้ของบางอย่างก็เพื่อสร้างความประทับใจที่ดีให้กับครูทั้งสองคนนี้ เผื่อว่าเจอโจทย์ยาก ๆ จะได้มาขอคำแนะนำได้ง่ายขึ้น เพราะในยุคนี้ยังไม่มีสถาบันกวดวิชา เธอจึงทำได้เพียงมาขอคำปรึกษาที่โรงเรียนเท่านั้น
โจวเซี่ยเดินเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีคน จึงเก็บชุดหนังสือมัธยมปลายเข้าสู่มิติ และเมื่อเห็นว่าเวลาเริ่มเย็นแล้ว จึงเดินหาร้านอาหารของรัฐ สั่งบะหมี่หมูเส้นมากินชามหนึ่ง