บทที่ 7 สิบปีระหว่างเรา
อันหยู่เอนกายอยู่บนรถเข็นด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับปลาเค็มตากแห้ง คำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวมีเพียงคำว่า “เหมือนปลาซาร์ดีนแช่เกลือจริงๆ”
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า เหมือนจะส่งไป๋อิงไปผิด่เวลา เขารีบหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความไปหาอีกฝ่ายทันที
“ฉันส่งนายไปผิด่เวลารึเปล่า?”
อีกฝั่ง ไป๋อิงที่กำลังนอนเล่นบนต้นเมเปิ้ลอย่างสบายใจ อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนข้อความ เขาหยิบมือถือขึ้นมา พอเห็นข้อความก็กุมขมับอย่างเหนื่อยใจ “แน่นอนสิ! ตอนแรกส่งฉันไปปี 2006 ต้องอยู่ที่นี่ตั้งสองปีแน่ะ!”
อันหยู่อ่านข้อความแล้วแทบจะปาทิ้ง “นายโง่เหรอไง? แล้วทำไมไม่ส่งข้อความมาบอกฉันล่ะ ฉันจะได้ส่งนายกลับไป่เวลาที่ถูกต้อง!”
ไป๋อิงตอบกลับมาอย่างหน้าตาย “อ๋อ! ลืมไปเลยแฮะ แต่ตอนนี้อยู่มาได้สองปีแล้วนะ...ก็ไม่เป็ไรหรอก ดูกันต่อไปแล้วกัน”
อันหยู่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบกลับมาอีก เขาก็เลยกดปิดหน้าจอ แล้วกลับไปเอนหลังเล่นเกมบนโน้ตบุ๊กตามเดิมด้วยท่าทางเฉยเมย
ช่างเถอะ ไม่ตอบกลับมา ก็คงกำลังทำอะไรอยู่ล่ะมั้ง ยังไงสุดท้ายผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมอยู่ดี ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ‘เฟิงซินจื่อ’ก็ต้องตายอยู่ดี
่เวลา : อดีต ปี 2008
ไป๋อิงนั่งอยู่บนต้นเมเปิ้ล มองดูเฟิงซินจื่อหย่อนจดหมายลงในตู้ไปรษณีย์ พลางพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็หมายความว่านายสร้างเ้านี่ ไว้เป็ช่องทางให้เธอสื่อสารกับใครบางคนในอนาคตอีกสิบปี เพื่อเป็การตอบแทนเธอสินะ?” เขาหันไปมองจีเหยียนที่นั่งอยู่หน้าประตู
จีเหยียนตอบด้วยน้ำเสียงขอไปทีว่า “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ตอนนั้นฉันาเ็หนัก จำเป็ต้องพักฟื้นที่นี่ กลัวว่าแกจะตามมาเจอแล้วจัดการฉันทิ้งก็เลยซ่อนตัวที่นี่ แต่พอเห็นเด็กคนนั้นใช้ชีวิตแบบนั้น ก็ต้องรู้สึกน่าเบื่อแทนเธอน่ะสิ อีกอย่างฉันก็กลัวว่าเธอจะคิดสั้นอะไรแบบนั้นเข้า เลยสร้างช่องมิติเล็กๆ ไว้เชื่อมกับอนาคต”
ไป๋อิงพอฟัง แม้ใจหนึ่งจะอยากจัดการจีเหยียนให้สิ้นเื่ แต่พอนึกถึงบทเรียนที่ผ่านมา ที่เพราะการเข้าไปแทรกแซง ทำให้เกิดเื่ยุ่งเหยิงจนถึงขั้นนี้ เขาก็เลยไม่กล้าลงมืออีก ตอนนี้เพราะการกระทำของตัวเอง มันได้ทำให้หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว และถ้าคิดดีๆ มันก็คงเริ่มต้นจากตัวเขานั่นแหละ
แน่นอนอยู่แล้วว่า เขาต้องรู้ดีว่าตัวเองเป็ “ต้นเหตุ” แต่ไม่มีทางจะยอมรับไปตรงๆ ก็เท่านั้น
ช่างซวยแท้
ส่วนจีเหยียนก็ถือว่าเป็คนประหลาดทีเดียว ตอนโผล่มาเมื่อสองปีก่อนก็วิ่งเข้าใส่เขา พร้อมจะลุยเต็มที่เหมือนจะฆ่าเขาให้ได้ แต่พอรู้ว่ามี “อีกคน” ที่หน้าตาเหมือนกันถูกมัดไว้ที่ไหนสักแห่ง ก็เริ่มสงสัย จนในที่สุดก็เดาเื่ทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
จะว่าไปแล้วก็นะ เห็นชัดว่าตอนแรกคิดจะทำลายตัวตนของเขา แต่ตอนนี้กลับไม่ทำอะไรเลย ทำแค่มองโดยที่ไม่ทำอะไร แถมนอกจากตัวเขาเองก็ไม่มีใครเห็นอีก พอเวลาผ่านไป เขาก็เข้าใจเื่ทั้งหมด จนเขารู้ว่าพวกนั้นเองก็ไม่กล้าแทรกแซงช่องว่างของเวลา เพราะกลัวจะเปลี่ยนแปลงอนาคต พอเข้าใจตรงนี้ เขาถึงค่อนสบายใจ
อย่างน้อยก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนเก็บ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้
“ช่องมิติเล็กๆ งั้นเหรอ…ทั้งที่ยังาเ็อยู่ นายก็ยังสร้างมันได้ จีเหยียนนี่ไม่ธรรมดาเลย...ตอนนี้ยัง้าเวลาเพื่อฟื้นตัวอีกไหมเนี่ย?”
เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋อิง จีเหยียนก็ยืนยันได้ทันทีว่าเป็เขาไม่ผิดแน่ และเป็ไป๋อิงจากอนาคต “ใช่แล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันไม่ทำอะไรแน่นอน ก็มีนายที่คอยจับตาดูอยู่แบบนี้ ฉันจะทำอะไรได้อีกล่ะ?”
ไป๋อิงกลับรู้สึกเฉยเมย
“เหอะ ต่อให้นายจะทำอะไร ฉันก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี นายก็รู้ แต่...ฉันมีเื่อยากถาม”
จีเหยียนส่งสายตาหวานเยิ้มให้ไป๋อิง “เื่อะไรเหรอ?”
ไป๋อิงถามตรง ๆ “นายอยากฆ่าเฟิงซินจื่อไหม?”
จีเหยียนหุบยิ้มทันที สายตาจับจ้องไปที่ไป๋อิงที่กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่บนต้นไม้ “...ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?”
เฟิงซินจื่อมองไปที่จดหมายในมือ ความรู้สึกอบอุ่นใจผุดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แม้ว่าเธอไม่เคยเห็นหน้าคนเขียน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน แต่การได้ติดต่อกัน มันทำให้เธอรู้ว่าพวกเขาเป็เหมือนกัน เป็พวกแปลกแยกจากโลกใบนี้
เฟิงซินจื่อหันหลังกลับ เดินกลับเข้าบ้าน พอเห็นจีเหยียนนั่งอยู่บนบันไดหินหน้าบ้าน ก็ถามขึ้น “ทำไมยังอยู่ตรงนี้อีกล่ะ? ไม่เข้าบ้านเหรอ?” เธอมองตามสายตาของจีเหยียนไป แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย นอกจากใบเมเปิ้ลที่ค่อย ๆ เหลืองกรอบตามฤดูกาลแล้วร่วงลงช้า ๆ เท่านั้นเอง
เดิมทีจีเหยียนตั้งใจจะบอกอะไรบางอย่างกับไป๋อิง แต่ตอนนั้นเองเฟิงซินจื่อก็เดินเข้ามาขัดจังหวะทุกอย่างพอดี
“ฉันแค่รู้สึกเบื่อนิดหน่อย ก็เลยออกมานั่งชมวิวเฉย ๆ น่ะ...เธอได้จดหมายจากคนคนนั้นอีกแล้วเหรอ?”
เฟิงซินจื่อยิ้ม “ใช่...วันนี้ฉันอารมณ์ดี นายอยากกินอะไรไหม? ฉันอาจจะทำให้ก็ได้”
จีเหยียนยิ้มเหมือนพ่อที่ภาคภูมิใจ “เยี่ยมเลย ฉันนึกว่าลูกสาวพอมีแฟนแล้วก็ลืมพ่อซะแล้ว”
เฟิงซินจื่อมองจีเหยียนด้วยสายตาเอือมระอา แต่ยังไงก็ชินแล้ว เพราะทุกครั้งที่จีเหยียนก็พูดแบบนี้ แถมยังหน้าด้านเรียกเธอว่าลูกสาวตลอด แต่ในความเป็จริง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูคล้ายพ่อกับลูกอยู่เหมือนกัน ถึงหน้าตาจะดูอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แต่กลับให้ความรู้สึกแบบนั้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาที่จีเหยียนชอบพูดอะไรแปลก ๆ ที่ฟังดูเหมือนไม่มีสาระ แต่บางทีมันกลับมีเหตุผลขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
“ไปให้พ้นเลย เอาดีๆ วันนี้อยากกินอะไร?”
จีเหยียนทำท่าคิดจริงคิดจัง แล้วตอบแบบจริงจัง “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็ไง?”
เฟิงซินจื่อมองเขาด้วยสายตาไร้อารมณ์
จีเหยียนยิ้มแหย ๆ “แหะ ๆ ล้อเล่นน่า อยากกินหมูสามชั้นผัดซ้ำ[1] กับหมูผัดพริกหยวก!”
[1] หุยกัวโร่วหรือเนื้อหมูผัดซ้ำ เป็อาหารจีนจากเสฉวน ส่วนผสมของอาหารจานนี้ประกอบไปด้วยเนื้อหมูที่ถูกนำไปเคี่ยวต้ม หั่นเป็ชื้น ๆ และนำไปผัด โดยปกติจะผัดด้วยผักต่าง ๆ เช่น ผักกาด พริกหยวน หัวหอมหรือต้นหอม
ถึงแม้เฟิงซินจื่อจะไม่ค่อยชอบอาหารจำพวกมัน ๆ เผ็ด ๆ อย่างกับเนื้อสัตว์พวกนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะจีเหยียนชอบกิน
“ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงยึดติดกับสองเมนูนี้นัก…” เฟิงซินจื่อบ่นพลางเดินเข้าบ้าน
จีเหยียนมองเฟิงซินจื่อที่เดินเข้าบ้านไป ส่วนไป๋อิงที่เฝ้าดูทุกอย่างอยู่ข้างบน พอได้ยินสิ่งที่จีเหยียนพูด เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย มองลงไปด้านล่าง พอเห็นว่าเฟิงซินจื่อกลับเข้าบ้าน เลยหันมาถามจีเหยียนว่า “ฉันจำได้นะว่านายกินเผ็ดไม่ได้ แล้วทำไมจู่ ๆ เปลี่ยนรสนิยมขึ้นมาล่ะ?”
จีเหยียนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ก็ไม่นะ แต่เพราะนายชอบไม่ใช่เหรอ ฉันสั่งเพื่อนายเลยนะจ๊ะ ที่รัก~”
ไป๋อิงรู้สึกอยากฆ่าจีเหยียนขึ้นมาทันที เขาเข้าใจดีว่าจีเหยียนหมายถึงอะไร ในตอนนี้เขาทำได้แค่เฝ้าดูเท่านั้น ทำอะไรไม่ได้เลย แม้จะกินข้าวก็ยังทำไม่ได้ แถมยังไม่มีใครมองเห็นเขาได้ด้วย ยกเว้นจีเหยียนคนเดียว
ชัดเลยว่า จีเหยียนจงใจสั่งของเผ็ด ๆ ให้เขานั่งดูอย่างเจ็บใจ ทั้งที่ตัวเองก็กินเผ็ดไม่ได้แท้ ๆ เป็กลยุทธ์ตาต่อตา ฟันต่อฟันชัด ๆ
อยากฆ่าไอ้หมอนี่จริง ๆ…
ไป๋อิงเลยไม่ได้สนใจจีเหยียนอีก แต่ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือของตัวเองต่อไป
จีเหยียนมองไป๋อิงที่ไม่ตอบกลับ ก็ยิ้มอย่างพอใจ ดูท่าว่าเป้าหมายจะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
ด้านเฟิงซินจื่อ พอกลับเข้าห้อง ก็หยิบจดหมายที่อีกฝ่ายเขียนมาอ่าน ภายในจดหมายนั้นมีเบอร์โทรศัพท์ของอีกฝ่ายด้วย อีกฝ่ายดูเหมือนอยากจะติดต่อกับเธอโดยตรง ยังเล่าด้วยว่าใช้ความสามารถของตัวเองยังไงถึงซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่พร้อมเบอร์ใหม่ได้ เพื่อให้พวกเขาได้พูดคุยกันสะดวกขึ้น
เฟิงซินจื่อเปิดโทรศัพท์มือถือ กดหมายเลขตามที่เขียนไว้ในจดหมาย แล้วโทรออก แต่หลังจากรอสายอยู่สักพัก เสียงตอบรับอัตโนมัติก็ดังขึ้นมา เป็น้ำเสียงเ็าของระบบบริการลูกค้าตามมาตรฐาน
“ขอโทษด้วยค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้…”
พอได้ยินแบบนั้น เฟิงซินจื่อก็วางสายลง ยิ้มน้อย ๆ อย่างหมดหนทาง “อะไรกัน…ลืมไปเลยว่านั่นเป็หมายเลขจากเมื่อสิบปีก่อน…เบอร์โทรเมื่อสิบปีก่อนจะโทรติดได้ยังไง” จริงๆ เลยทำไมถึงลืมเื่นี้ไปนะ แล้วจะตอบเขายังไงดีล่ะเนี่ย…
เฟิงซินจื่อนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ มองไปที่กระถางต้นไม้ที่ตอนนี้มีต้นอ่อนเพิ่งโผล่พ้นดิน
แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่ามีหยดน้ำใส ๆ เกาะอยู่บนใบอ่อน และที่ปลายใบก็มีร่องรอยของการแห้งเหี่ยวเล็กน้อย
“หรือว่า…บอกเขาไปว่าเราไม่มีเบอร์โทรศัพท์? ไม่ได้ไม่ได้…ฉันอายุตั้ง 20 แล้ว ใครจะเชื่อว่าไม่มีโทรศัพท์”
เธอพยายามคิดแล้วคิดอีก หาทางออกอยู่นานก็ยังคิดไม่ออก สุดท้ายเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เลยรีบลุกจากโต๊ะ เดินออกจากห้องทันที เมื่อเห็นจีเหยียนกำลังนอนเล่นอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เธอก็พูดขึ้น “จีเหยียน”
จีเหยียนตอบกลับทันทีแบบรู้ทัน “มีอะไร? หรือว่ายังคิดไม่ออกว่าจะตอบเ้าเด็กนั่นยังไงดี?”
เฟิงซินจื่อนั่งลงข้าง ๆ แล้วถอนหายใจ “เขาส่งเบอร์โทรมาให้ฉัน…แต่พอโทรไปกลับเป็เบอร์ที่ไม่มีอยู่…ฉันก็เลยตอบเขาไม่ได้เลย จะให้บอกว่าเราเป็คนจากอดีตก็ไม่ได้ด้วย…ถ้าเขาตามหาขึ้นมา มีแต่จะเจอผู้หญิงอายุ 30…แล้วแบบนี้ ฉันควรจะตอบเขายังไงดีล่ะ?”
จีเหยียนตอบ “ก็ตอบไปว่า่นี้งานยุ่งก็ได้ หรือไม่ก็ว่าเผลอทำโทรศัพท์หาย ต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะได้เครื่องใหม่ ยังไงเขาก็ไม่รู้อยู่แล้วล่ะ”
เฟิงซินจื่อได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า “...ฟังดูใช้ได้นะ อย่างน้อยเขาจะได้ไม่สงสัย แต่ว่าถ้าเขาถามว่าฉันอยู่ที่ไหนล่ะ?”
จีเหยียนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รู้สึกเข้าใจหัวอกเป็พ่อขึ้นมาทันที เขามองเฟิงซินจื่อตรงหน้า แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กผู้หญิงที่ตกหลุมรักเข้าเต็มเปาแล้วชัด ๆ คำที่ว่า “คนกำลังมีความรัก สมองมักจะกลายเป็ศูนย์หรือไม่ก็ติดลบ” ตอนแรกก็ไม่เชื่อ แต่ก็ว่าก็ไม่ใช่เื่ที่แย่อะไร “…งั้นก็บอกไปเลยว่าพ่อของเธอเข้มงวดมาก มีกฎครอบครัวเคร่งครัด ไม่สะดวกจะเปิดเผยเื่ส่วนตัว ถ้าเขายังดื้อจะหาที่อยู่เธออีก ก็บอกว่าพ่ออาจพังตู้จดหมายนั่นก็ได้ แบบนั้นเขาอาจยอมตัดใจไปเอง”
“นะนะ…แน่ใจเหรอว่าวิธีนี้จะไม่ดูตัดบทเกินไป?”
“แล้วเธออยากพูดความจริงเหรอ? บอกว่าเธอมาจากอดีตเมื่อสิบปีก่อนเหรอ? ตอนนี้ถ้าเขาไปตามหา ก็คงเจอผู้หญิงวัยสามสิบเข้าให้แล้ว แถมยังไม่แน่ว่าจะได้เจอด้วยซ้ำ…”
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วก็พึมพำต่ออย่างครุ่นคิด “…ที่แปลกก็คือ ฉันก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเธอสองคนมาเกี่ยวพันกันได้ยังไง ทั้งที่ทั้งพื้นฐานครอบครัว และการศึกษาก็แตกต่างกันลิบลับ” ใช่แล้ว… หลายครั้งพื้นเพของครอบครัว กับประสบการณ์ในชีวิต ก็มีอิทธิพลไม่น้อยต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน เฟิงซินจื่อเองก็รู้ดี เื่พวกนี้เธอเคยคิดมาหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น สุดท้ายทั้งสองก็ยังตกหลุมรักกัน “ใช่… ทำไมกันนะ บางทีอาจจะเพราะอย่างที่นายเคยพูดไว้ คนที่จะได้รับจดหมายจากฉันได้น่ะ ต้องเป็คนแบบเดียวกันกับฉัน อาจเป็เพราะแบบนั้นก็ได้… ฉันััได้ว่าเขาเป็คนที่เหมือนกับฉัน แค่ต่างกันตรงที่เขากล้าเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ด้วยหน้ากาก แต่ฉัน… กลับไม่กล้าแม้แต่จะสวมมัน…”
ใช่แล้ว บางครั้ง พื้นฐานครอบครัว และการศึกษาที่ได้รับ มักจะส่งผลต่อความคิดและชีวิตของคนเราไม่มากก็น้อย สิ่งเหล่านี้ยังสามารถกำหนดความเป็ไปได้ที่คนสองคนจะได้อยู่ร่วมกันอีกด้วย อย่างเฟิงซินจื่อเอง ผู้ที่ตกหลุมรักกับคนจากอนาคต ในสายตาคนอื่นอาจเรียกได้ว่าทั้งคู่แตกต่างกันคนละขั้ว เหมือนกับเป็คนจากคนละโลก
เฟิงซินจื่อรู้ดีว่าตลอดสองปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ได้เรียนรู้และเข้าใจเื่พวกนี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองคนก็ยังตกหลุมรักกัน
“ใช่…ทำไมกันนะ บางทีอาจจะเพราะอย่างที่นายเคยพูดไว้ คนที่ได้รับจดหมายจากฉันได้…จะต้องเป็คนแบบเดียวกันกับฉัน เพราะแบบนั้น…ฉันถึงรู้สึกได้ว่าเขาเป็‘คนแบบเดียวกัน’กับฉัน แค่เขากล้าเผชิญหน้ากับโลกด้วยหน้ากาก ในขณะที่ฉัน…ไม่กล้าแม้แต่จะใส่มัน”
คนประหลาดที่เป็พวกเดียวกัน คิดไปก็อดรู้สึกประชดตัวเองไม่ได้ ต้องอยู่ห่างกันถึงสิบปี ถึงจะได้เจอกัน ถ้าไม่ใช่เพราะจีเหยียน พวกเขาอาจไม่มีโอกาสได้พบกันเลยด้วยซ้ำ
สิบปีจะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น แต่มันก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คนสองคน ถูกแบ่งแยกออกจากกันเหมือนอยู่กันคนละโลก