นางจางหลิ่วก็เข้าใจถึงแก่นแท้เมื่อเห็นตาเฒ่าจางกำลังทำให้นางรู้สึกอุ่นใจ นางเองก็โล่งใจแต่ทว่าจางเฉาจวี๋ไม่ยอมแน่นอน หากนางไม่สามารถขออาหารกลับไปได้คนที่ตั้งตารออยู่ที่บ้านเล่าจะทำอย่างไร นอกจากนี้นางก็มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตระกูลจางหากนางไม่สามารถนำอาหารกลับไปได้ คงจะต้องถูกหัวเราะเยาะแน่นอน
“ไอ้หยา…โอ้เทพเซียนมาโปรด ท่านพ่อ นี่ข้ายังเป็นลูกรักของท่านพ่ออยู่หรือไม่หรือว่าเมื่อมีท่านแม่เล็กแล้ว บุตรสาวอย่างข้าก็ไร้ค่าแล้วอย่างนั้นหรือแล้วแบบนี้ข้าจะใช้ชีวิตอย่างไร ตั้งแต่ตอนนี้ท่านแม่เล็กผู้นี้เข้ามาพวกท่านก็ให้ข้าออกเรือนไปด้วยสินสอดเพียงไม่กี่ตำลึง แม้แต่สินสอดที่ควรจะให้ข้าข้าก็ไม่ได้รับสักเฟินเดียว ตอนนี้ข้ายากจนกระทั่งไม่มีอะไรจะกินกลับมาขอหยิบยืมอาหาร เช่นนี้ข้าคงจะขวางหูขวางตาสินะ ท่านแม่ของข้าเหตุใดถึงได้จากไปเร็วเช่นนี้นะท่านดูสิ บุตรสาวคนโตของท่านตอนนี้ใช้ชีวิตอย่างไร หลานของท่านก็กำลังจะหิวตายท่านแม่ไม่ควรจากไปเร็วเช่นนี้เลย เมื่อท่านจากไป ท่านพ่อก็ไม่เหมือนท่านพ่อคนเดิมของข้าอีกต่อไปมีที่ไหนกันที่เห็นบุตรสาวหิวโหยจะตายอยู่แล้วก็ยังไม่คิดที่จะหาทางช่วยเหลือท่านพ่อมีชีวิตที่ดี มีเนื้อมีเหล้าวางอยู่ให้เห็นน้องสี่มอบเงินให้ปีละเป็นหมื่นตำลึง แค่อาหารเล็กๆ น้อยๆ ยังอาลัยอาวรณ์”
นางจางหลิ่วและตาเฒ่าจางถูกระบายโทสะใส่จนพอใจแล้วสีหน้าของตาเฒ่าจางไม่สู้ดีเป็นอย่างมากเขารู้ดีที่สุดว่าบุตรสาวคนนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง ปีที่นางแต่งออกไปใครเอาเปรียบนางกัน แค่ไม่ได้มอบผ้าห่มให้กับนางแต่กลับถูกนางพูดถึงขั้นนี้ช่างน่าขายหน้าเสียจริง
แต่เรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเพราะในตอนนั้นนางจางหลิ่วเห็นผ้าห่มใหม่ๆ ก็อยากได้และบอกว่าจะเก็บไว้ให้บุตรชายคนเล็กใช้ตอนช่วงหน้าหนาวร่างกายของเขาอ่อนแอ ทำให้เก็บผ้าห่มเอาไว้ เพราะยามนั้นบุตรสาวคนโตออกเรือนนางไม่ได้สนใจสินสอดทำให้ตอนนั้นนางไม่รู้เรื่องนี้ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ก็มาพึมพำอยู่ตรงหน้าเขาหลายต่อหลายครั้งแต่เพราะเห็นเขาเป็นบิดาจึงไม่ได้เอาเรื่องนี้มาพูด
วันนี้ช่างพอดิบพอดี เพราะไม่สามารถขอแบ่งอาหารมาได้ บุตรสาวคนโตก็เอ่ยคำพูดออกมาอย่างไม่คิดยับยั้งชั่งใจตาเฒ่าจางโมโหเป็นอย่างมากโกรธจนโยนกล้องยาสูบใส่บุตรสาวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของเขา
นางจางหลิ่วถึงกับปรบมือและลุกขึ้นมาทันที “แหมๆนี่คือบุตรสาวอันเป็นที่รักของตาแก่จางหรือนี่ ได้ ในเมื่อวันนี้เจ้าไม่ได้มองว่าข้าเป็นแม่ข้าก็ไม่จำเป็นต้องมองว่าเจ้าเป็นบุตรสาวอย่างไรชื่อเสียงของข้าก็ถูกเจ้าทำลายหมดแล้ว ข้าจะไล่พวกเจ้าออกไปจากบ้านยังจะมาพูดว่าเหล่าซื่อไปทำงานแล้วให้เงินพวกข้าเป็นหมื่นตำลึงอีก ถุยเจ้ายังจะบอกว่ากินเหล้ากินเนื้อทุกวันอีกหรือ จริงๆ เลย…นังหนู เมื่อครู่ที่เจ้าพูดมันหมายความว่าอย่างไรกัน”
นางจางหลิ่วที่ด่าทอไปครู่หนึ่งถึงได้รู้สึกตัวว่าไม่ถูกต้อง เหตุใดบุตรสาวคนโตที่กลับมาขอแบ่งปันอาหารถึงได้เอ่ยถึงเหล่าซื่อได้
จางเฉาหมิงและภรรยา พวกตัวซวยทั้งสองถูกขับไล่ออกไปจากที่นี่ตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงได้มีคำพูดกล่าวถึงว่าหาเงินได้เป็นหมื่นตำลึงได้นะ
เวลานี้นางจางหลิ่วก็รู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ ตาเฒ่าจางเองก็รู้สึกเหมือนกัน
เขาเคาะก้นบุหรี่ที่พื้นรองเท้า ก่อนจะจ้องมองไปยังจางเฉาจวี๋ “ป้าใหญ่ เจ้าพูดอะไร”ในยุคสมัยนี้ บางครั้งเมื่อบุตรสาวออกเรือนไป เหล่าผู้อาวุโสก็มักจะเรียกนางตามเหล่าหลานๆทำให้ตอนนี้ตาเฒ่าจางเองก็เรียกบุตรสาวว่าป้าใหญ่เหมือนกัน
เมื่อจางเฉาจวี๋เห็นท่าทีไม่รู้เรื่องของคนชราทั้งสองก็ตบขาและจ้องมองทั้งคู่ “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่าน…พวกท่านคงไม่ใช่ว่าไม่รู้ใช่หรือไม่เหล่าซื่อของพวกเราตอนนี้ร่ำรวยแล้ว พวกเขามีโชคมีลาภอยู่ในหมู่บ้านนั้นอย่างเงียบเชียบมีคนลือกันว่าเงินที่พวกเขาหาได้ในหนึ่งปีไม่ต่ำกว่าหมื่นตำลึง เพียงแค่ที่นา พวกเขาก็ซื้อไปมากกว่าพันหมู่”ส่วนนี้จางเฉาจวี๋ไม่ได้เอ่ยถึงที่ดินรกร้างบนเขาไปด้วย
ตาเฒ่าจางและนางจางหลิ่วได้ฟังก็ตกตะลึง “หา?”
ตาเฒ่าจางสูบบุหรี่เข้าไปสองเฮือกจ้องมองบุตรสาวอันเป็นที่รักเบื้องหน้าด้วยความสงสัย “ข้าว่านะป้าใหญ่คำพูดของเจ้า…ฟังดูคุยโม้โอ้อวดเกินจริงไปแล้วนะ ข้าจำได้ว่าพวกเขาออกไปทำงานสองปีก่อนจะหิ้วเอาเงินสิบตำลึงกลับมา เรื่องที่นาเกือบพันหมู่ไม่ควรเอามาล้อเล่นนะ”
จางเฉาจวี๋ได้ยินก็ยิ้มเยาะออกมา “แหมๆ ท่านพ่อที่แสนดีของข้า ท่านพ่อแท้ๆของข้า น้องสี่ที่ท่านเลี้ยงมาอย่างดีเวลาเพียงสองปีเขาเอาเงินมาให้ท่านแค่สิบตำลึงเองหรือนี่ จุ๊ๆ มิน่าเล่าข้าได้ยินมาว่าพวกเขารับครอบครัวของภรรยาไปร่วมเสวยสุขด้วยกัน โวยวายกันมาตั้งนานบุตรชายที่ท่านให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาตอนนี้เปลี่ยนเป็นบุตรชายของคนอื่นไปเสียแล้ว ไอ้หยา นี่เหล่าซื่อไม่สนใจข้าที่เป็นพี่สาวนั้นไม่เป็นเรื่องอันใดหรอก คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่สนใจบิดาอย่างท่านด้วยไอ้หยา ท่านพ่อ…ชีวิตของท่านช่างลำบากจริงๆ”
การเอ่ยคำพูดเสียดสีครั้งนี้ ทำให้ตาเฒ่าซูโกรธจนหน้าแดง
นางจางหลิ่วกลอกตาและขัดจางเฉาจวี๋ที่พูดไม่หยุด “รีบพูดเข้าเรื่องมาเถิด นี่มันเรื่องอะไรกัน”
จางเฉาจวี๋มองตาเฒ่าจางที่โกรธจนหน้าเปลี่ยนไปเป็นสีตับหมูทำให้นางไอและเอ่ยออกมา “เฮ้อ ท่านแม่ ข้าพูดแล้วพวกท่านอย่าโกรธนะเจ้าคะที่ข้ากลับมาขออาหารที่บ้านไม่ใช่ว่าข้ากลับมาโดยไร้สาเหตุเพื่อนบ้านต่างก็พากันพูดว่าข้ายากจนไม่มีอะไรจะกินแต่พวกท่านต่างพากันใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ผู้อื่นพากันพูดว่าข้าทำให้ตระกูลจางขายหน้า”
……
นางจางหลิ่วโกรธจนหน้าแดงตาเฒ่าจางก็ร้อนใจจนส่งเสียงฟึดฟัดออกมาจากจมูกไม่หยุด
เมื่อเห็นท่าทีที่ไม่รู้เรื่องของคนทั้งคู่ จางเฉาจวี๋ก็รู้สึกมีความสุข“เฮ้อ พูดกันมาตั้งนาน ข้าเข้าใจท่านพ่อกับท่านแม่ผิดเสียแล้ว ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าเหล่าซื่อก็มีความสามารถไปอยู่ที่นั่นบุกเบิกที่ดินรกร้างจนคาดไม่ถึงเลยว่าจะหาเงินได้มากมายเช่นนั้นจะว่าไปนั่นเป็นเพราะความสามารถของเขา แต่ก็ไม่สามารถแยกออกไปจากคำสั่งสอนของบิดาอย่างท่านเลยนะ
ต่อให้จางเฉาหมิงหาเงินได้มากมาย อย่างไรท่านก็เป็นบิดาของเขาไม่ใช่หรือหน้าที่ของบุตรชายก็ต้องกตัญญูต่อบิดามารดามิใช่หรือ ท่านพ่อ ท่านไม่รู้ใช่หรือไม่เจ้าคะเมื่อวานข้าไปขออาหารจากอาสะใภ้เฉินบ้านข้างๆ พวกเขาก็เอาคำพูดมากลั่นแกล้งข้าบอกว่าข้ามีคนในครอบครัวเป็นเศรษฐี เหตุใดยังต้องมาขอแบ่งอาหารจากบ้านนางบอกว่าข้าแกล้งจน ยามนั้นข้างุนงงไม่เข้าใจว่ามันคือเรื่องอะไรถามอยู่นานถึงได้รู้ว่าเหล่าซื่อของครอบครัวเราร่ำรวยแล้ว ท่านแม่ปีใหม่ครั้งนี้เหล่าซื่อคงจะกลับมาที่บ้านใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จางเฉาจวี๋กลอกตา เหล่าซื่อร่ำรวยแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องดีคนเป็นพี่สาวอย่างนางก็ควรจะได้อาศัยบารมีด้วย
ถ้าหว่างนิ้วของเหล่าซื่อหลวมสักหน่อยจนทำให้เงินหล่นลงมาให้นางสักสิบตำลึงก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยากจากที่จางเฉาจวี๋คิด คนเป็นเถ้าแก่เป็นคนที่มีเงินมากมายตามเหตุผลแล้วเงินก็ควรจะรั่วไหลออกมาให้กับญาติพี่น้องที่ยากจนบ้าง
ไม่ใช่แค่เพียงนางที่คิด นางจางหลิ่วเองก็คิดแบบนี้เช่นกัน
นางเปลี่ยนน้ำเสียงและเอ่ยถามจางเฉาจวี๋ “เจ้ามั่นใจหรือเจ้าว่าคนที่ซื้อที่ดินเกือบพันหมู่คือเหล่าซื่อของครอบครัวพวกเราจริงๆ หรือ”
จางเฉาจวี๋พยักหน้า “นี่ท่านแม่ ข้าพูดแล้วก็ต้องเป็นความจริงสิ เรื่องเช่นนี้ข้ามีความจำเป็นอะไรจะต้องหลอกลวงพวกท่านด้วย อีกอย่างหากท่านไม่เชื่อก็ลองไปถามคนที่หมู่บ้านหลี่จื่อดูสิได้ยินมาว่าหมู่บ้านหลี่จื่อไม่ได้อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเหล่าซื่อเท่าไรนักหากเหล่าซื่อร่ำรวยจริงก็คงจะมีคนได้ยินกันมาบ้าง แต่ว่าจากหมู่บ้านของพวกเราไปถึงหมู่บ้านหลี่จื่อนั้นค่อนข้างห่างไกลไม่อย่างนั้นท่านก็ลองไปถามคนที่มีญาติอาศัยในหมู่บ้านหลี่จื่อ เช่นนั้นก็น่าจะรู้ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
นางจางหลิ่วได้ยินแล้วก็เห็นว่าสมเหตุสมผล จึงหันไปทางตาเฒ่าจาง “สามี”
ตาเฒ่าจางนั่งไม่ติด คิ้วของเขาเลิกขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะเคาะยาสูบที่ฝ่าเท้า“พวกเจ้าอยู่ที่บ้าน เรื่องนี้ข้าจะไปถามเอง”
จางเฉาจวี๋เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่ามีความหวัง จึงรีบก้าวเข้าไปเบื้องหน้า“ท่านพ่อ คนที่บ้านของข้ายังรอคอยอาหารอยู่นะเจ้าคะ ท่านว่าการที่ข้าเอาข่าวดีเยี่ยงนี้มาให้ท่านท่านจะให้ข้าหยิบอาหารไปสักร้อยจินเพื่อนำไปบรรเทาความทุกข์ก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
ตาเฒ่าจางเดินเซทันที ร้อยจิน ไม่ได้ฟังผิดกระมัง ภรรยาที่ยืนอยู่ถึงกับร้องขึ้นมาทันที“ร้อยจิน เจ้าคิดว่าอาหารของพวกข้าตกลงมาจากท้องฟ้าหรือมอบให้เจ้าสักสิบจินก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เอานางออกไปที หึก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าข้าไม่นับว่าเจ้าเป็นลูกคนหนึ่ง ข้าก็จะยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่นับว่าเจ้าเป็นลูกของข้าสิบจิน เจ้าจะเอาหรือไม่เอา ไม่เอาก็กลับไป”
จางเฉาจวี๋สีหน้าเคร่งเครียด ไม่เคยคิดเลยว่าการมาขอหยิบยืมอาหารของตนเองจะล้มเหลวแต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ได้อาหารมาสิบจินแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าก่อนที่นางจะเดินตามนางจางหลิ่วเข้าไปขอแบ่งอาหารด้วยสีหน้ามืดมนยิ่งกว่าเดิม
ยามที่กรอกข้าวใส่ถุง นางจางหลิ่วนับถังอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกครั้งจางเฉาจวี๋ก็จะคอยบ่นออกมา “ท่านแม่ ท่านใส่ให้เต็มหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะนี่ยังราบเรียบอยู่เลย ยังขาดไปอีกหนึ่งข้อนิ้วนะเจ้าคะ เช่นนี้จะครบถังได้อย่างไรกัน”
นางจางหลิ่วได้ฟังก็ได้เทข้าวลงไปอีกเล็กน้อยก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นและส่งเสียงฮึมฮัมด้วยท่าทีไม่พอใจ “หากพูดอีกข้าจะไม่ให้แล้วแต่จำเอาไว้นะ นี่คือข้าวสิบจิน ยามเจ้ากลับบ้านไป หากเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จะต้องเอามาคืนให้กับพวกเราหากไม่เอามาคืนก็เอาไข่ไก่มาเพิ่มก็ได้ ยามนี้น้องชายของเจ้ากำลังเติบโตกินไข่เยอะๆ ก็จะช่วยบำรุงร่างกายได้”
ใบหน้าอ้วนดำของจางเฉาจวี๋กระตุกมองไปยังนางจางที่เทอาหารลงมาเพิ่มอีกเล็กน้อย คงไม่ต้องกล่าวเลยว่านางรู้สึกอย่างไรต่อให้ในยามนี้นางรู้สึกไม่พอใจอย่างไร แต่ก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำกับนางจางหลิ่วอีก
เมื่อตักเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จางเฉาจวี๋ก็โอ้เอ้อยากจะฉกเอาของดีๆ อย่างอื่นกลับไปที่บ้านอีกแต่นางจางหลิ่วจับจ้องนางเอาไว้ คอยป้องกันอย่างแน่นหนา
เมื่อเห็นว่าจ้องเขม็งเช่นนั้น ทำให้จางเฉาจวี๋รู้สึกช่วยไม่ได้จนทำได้เพียงเบะปาก“น้องเมอก็โตจนอ้วนท้วนแล้ว ครอบครัวชาวนามีเด็กที่ไหนกันที่อวบอ้วนเหมือนน้องเล็กดวงตาคู่นั้นถูกเนื้ออ้วนๆ ปิดจนตากลายเป็นขีดแล้ว เวลาเดินก็สั่นสะเทือน อย่างเขาน่ะหรือยังจะต้องบำรุงอะไรอีกข้าว่าหากบำรุงอีกคงจะต้องมีคนตายเป็นแน่”
นางเอ่ยด้วยเสียงอันแผ่วเบา แต่ถึงอย่างนั้นก็ถูกนางจางหลิ่วที่หูไวตาไวได้ยินเข้าจึงยื่นมือขึ้นตบนาง “ไอ้หยา สวรรค์โปรดนังเด็กคนนี้แต่งงานออกไปก็เปลี่ยนเป็นคนเนรคุณแล้วหรือ ข้าแบ่งอาหารให้เจ้าเจ้ายังมากล้ามาสาปแช่งลูกข้าให้ตายอีกหรือ เทพเซียน…”
เพราะคำพูดที่ไม่ถูกต้องประโยคเดียวก็ทำให้พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ผู้คนที่อยู่ไม่ไกลออกไปต่างก็ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ต่างก็พากันส่ายหน้าคนของบ้านตาเฒ่าจางนี่เอง ตั้งแต่นางจางหลิ่วแต่งเข้ามาในครอบครัวนี้ก็ยิ่งคึกคักมากขึ้น
ความคึกคักนั้นก็คือมีเสียงสาปแช่งกันทุกสามวัน วิวาทกันทุกห้าวันนั่นเอง
สำหรับหญิงที่แต่งงานเข้ามาเป็นคนที่สองคนที่ฉีกหน้าคนอื่นไม่สนใจเรื่องอะไรเช่นนี้ ยากที่จะมีคนพูดถึงในด้านดีๆ
ตาเฒ่าจางใช้โอกาสที่ท้องฟ้ายังไม่มืดรีบเดินทางไปยังหมู่บ้านผิงป้าที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อสอบถามเรื่องของจางเฉาหมิง
“ไอ้หยา เหล่าซื่อของครอบครัวเจ้าเก่งกาจมาก ข้าได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเหล่าซื่อของพวกเจ้าร่ำรวยแล้วตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อ แต่ต่อมามีคนที่ไปล่าสัตว์ที่นั่นเห็นว่าพวกเขาพากันปลูกอ้อยยาวติดกันหลายพื้นที่เลยเชียวบุตรชายของเจ้ากับลูกสะใภ้เป็นคนเก่งกาจมากจริงๆเหมือนว่าตอนนี้เหล่าซื่อกำลังก่ออิฐทำกระเบื้องอยู่ ได้ยินมาว่ากำลังลองทำถึงแม้จะยังไม่ได้ทำสินค้าออกมา แต่เช่นนี้ก็เป็นเส้นทางการทำการค้านะ พี่ชายเจ้าเป็นคนโชคดีเหลือเกิน มีบุตรชายเช่นนี้ อีกหน่อยคงกินดีอยู่ดีแน่นอน มา ไปดื่มสุรากันไม่แน่ว่าหลังจากนี้ข้าก็อาจจะได้พึ่งพาพี่ชายเช่นกันนะ”