วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินทิ้งตัวลงยังเบื้องหน้าของยอดฝีมือที่ถูกยกย่องว่ามีวิทยายุทธ์ทัดเทียมกับตนเองบุรุษผู้มีหน้าตาหล่อเหลา กอปรด้วยเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามคนผู้นี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากสุริยะเทพิหวั่งบุคคลในทำเนียบเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพ
“เ้าััถึงกลิ่นคาวโลหิตเมื่อครั้นกระโน้นหรือไม่วันที่โลหิตหลั่งไหลเป็ท้องธาร ซากศพกองพะเนินเป็ูเา เราท่านบุกตะลุยอยู่ชั้นแนวหน้าสังหารศัตรูนับไม่ถ้วนจำได้ว่าตอนนั้นเ้ายังเป็เพียงเด็กน้อยที่เพิ่งออกท่องยุทธจักร แต่กลับสามารถบุกตะลุยสังหารยอดฝีมือฝ่ายมารหลายคนกลายเป็ที่พูดถึงกันในหมู่ยอดฝีมือฝ่ายเรา ตอนนั้นข้าเองก็ชื่นชมเ้าไม่น้อย”
“ฮาฮา ท่านผิดไปแล้ว ครั้งนั้นบุคคลที่ผู้คนชื่นชมยกย่องมากที่สุดคือท่านต่างหากผู้ที่เข่นฆ่าสังหารศัตรูได้มากที่สุดย่อมเป็ท่านเหล่าศัตรูล้วนแตกกระเจิงเมื่อท่านมาถึง เหล่าชาวยุทธ์แดนมนุษย์ยังเล่าต่อกันมาว่า‘อัคคีลามไปถึงที่ใด ที่นั่นต้องมีมารร้ายล้มตาย’ พวกนั้นยังเล่าต่ออีกว่าท่านคนเดียวก็ฆ่าศัตรูไปนับหมื่นแล้ว”
สุริยะเทพิหวั่งส่ายหัวไปหัวร่อไปมันนับถือในวิธีการคุยโวโอ้อวดของพวกมนุษย์ นั่นเป็สิ่งเหล่าเทพกระทำไม่ได้ มีแต่พวกมนุษย์ที่ริเริ่มการจัดลำดับยอดยุทธ์เท่านั้นที่สรรหาคำพูดเยินยอเกินจริงได้ครั้นกระโน้นที่ชื่อเสียงของตนเองโด่งดังคับฟ้าก็เนื่องมาจากคำบรรยายเกินจริงของชาวยุทธ์แดนมนุษย์ที่ได้ร่วมศึกในครั้งนั้นแท้จริงแล้วบุคคลที่สร้างผลงานยิ่งใหญ่ที่สุดเป็าายุทธจักรหวงหยางหลิวที่ตะลุยบุกเดี่ยวไปจัดการกับสิบยอดฝีมือฝ่ายมารด้วยตัวคนเดียว
“เคล็ดวาตะเป็เช่นไร?”
“เคล็ดวาตะคือตัวเราตัวเราคือเคล็ดวาตะ วาตะไม่ยึดติด วาตะไม่มีพันธะ วาตะไม่มีวันจางหายวาตะอยู่คนอยู่ วาตะดับสูญคนมลาย เริ่มต้นก็วาตะ จบสิ้นก็วาตะ วาตะก็คือวาตะนอกจากวาตะไม่มีอื่นใด เคลื่อนไหวดังใจ ไร้ซึ่งกังวล วางกลยุทธ์ด้วยใจรู้ซึ้งในธรรมชาติ นี่แหละเคล็ดวาตะ”
สุริยะเทพิหวั่งผงกศีรษะถึงสิบครั้งจากการฟังวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินแถลงไขเกี่ยวกับเคล็ดวาตะอันลือลั่นจนบัดนี้มันเพิ่งยอมรับนับถือเทพรุ่นหลังผู้นี้จนหมดใจยอดฝีมือระดับมันเพียงฟังเท่านี้ก็เข้าใจเคล็ดวาตะได้แจ่มแจ้งและยิ่งนับถือใจของคู่ประลองมากขึ้นไปอีกที่เปิดเผยถึงเพียงนี้
“ยอดเยี่ยมยิ่งยอดเยี่ยมยิ่ง วาตะก็คือวาตะ เรายอมรับนับถือจนหมดหัวใจไม่นึกไม่ฝันว่าหลักของเคล็ดวาตะจะเรียบง่ายถึงนี้ พวกเรามักมองข้ามกันมาตลอด ฮาฮาการประลองในครั้งนี้ข้าเพียง้าดูอานุภาพของสองสุดยอดศัสตราและัักับเคล็ดวาตะที่เลื่องชื่อ”
“เริ่มต้นด้วยมือเปล่าก่อนเหรอ?”
สุริยะเทพิหวั่งพยักหน้าคราหนึ่งก็ดีดตัวลอยขึ้นจากพื้นทันใดนั้นบริเวณรอบข้างในรัศมียี่สิบวาล้วนกลายเป็ร้อนอบอ้าวอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นหญ้าใต้ฝ่าเท้าที่เคยยืนล้วนเหี่ยวเฉาหมดสิ้นร่างของเทพสุริยะคล้ายมีประกายไฟพวยพุ่งออกมา ท่ามกลางความร้อนที่แผ่ขยายออกมาไม่ขาดสายลมกลุ่มหนึ่งพัดพาวนรอบกายวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินที่ยืนกำหมัดเผชิญหน้าเทพแห่งเพลิงผู้น่าเกรงขามทั้งคู่กำลังเร่งเร้าพลังลมปราณเพื่อควบคุมฟ้าดินหยิบยืมพลังธรรมชาติรอบด้านที่กระจัดกระจายเต็มไปหมดมาเป็ของตนเอง
สุริยะเทพิหวั่งลอยต่ำลงมาจนถึงพื้นจากนั้นก็ขยับเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ต่อยหมัดที่กำลังลุกโชนออกมาหนึ่งหมัดหมัดที่ขยายใหญ่จนครอบคลุมฟ้าดิน เปลวไฟลุกโชนเผาไหม้ทุ่งหญ้ารอบกายทั้งสองในขณะที่หมัดกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยังคงยืนสงบนิ่งเมื่อหมัดเข้ามาใกล้ในระยะห่างหนึ่งวาเขาจึงขยับกาย แค่เพียงขยับกายคนก็หายลับไปหายลับไปจากสายตาของคู่ต่อสู้
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเคลื่อนไหวด้วยความว่องไวชนิดที่สายตาคนปกติทั่วไปไม่อาจจับความเคลื่อนไหวได้เมื่อนำวิชาตัวเบาอินทรีโฉบเฉี่ยวผสานกับเคล็ดวาตะก็ได้วิชาตัวเบาที่รวดเร็วถึงเพียงนี้คนเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวก็หลบหมัดเพลิงมรณะนั้นได้ พร้อมกับกับดำเนินการตอบโต้ร่างที่ลอยสูงจากพื้นของเทพวายุเคลื่อนไหวดุจภูตพรายพุ่งเข้าจู่โจมใส่สุริยะเทพิหวั่งนับร้อยครั้งในชั่วพริบตาก่อเกิดเป็เงาร่างนับร้อยพุ่งเข้าพุ่งออกจากร่างฝ่ายตรงข้ามที่ยืนหยัดต้านรับอย่างมั่นคง
สุริยะเทพิหวั่งใช้หลักสงบนิ่งสยบเคลื่อนไหวมันใช้การััรับรู้ทางใจแทนการมองด้วยดวงตาทุกหมัดที่ต่อยออกล้วนต้านรับหมัดของฝ่ายตรงข้ามได้ถูกที่ถูกเวลาทุกครั้งเมื่อต้านรับได้ครบถ้วน มันเห็นร่างของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินพุ่งถอยกลับไป มันก็ไม่รอช้าดีดกายตามติดไปทันทีหมัดที่กำลังลุกโชนต่อยออกไม่หยุดยั้ง ทุกหมัดล้วนบรรจุพลังลมปราณเต็มเปี่ยม
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเห็นหมัดฝ่ายตรงข้ามมาถึงก็เบ่งพลังลมปราณให้แตกกระจายออกรอบทิศพร้อมกับจี้ดรรชนีใส่กำปั้นที่จู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็วเมื่อหมัดกับดรรชนีปะทะกันต่างคนต่างถูกกระแทกกระเด็นถอยหลังไปสิบวาเมื่อขาถึงพื้นวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินก็ดีดตัวกลับไปหาคู่ต่อสู้ทันที เขารวบรวมลมปราณดึงดูดธาตุธรรมชาติมารวมตัวก่อเกิดเป็พายุที่มาพร้อมกับหมัดจากนั้นเปลี่ยนฟาดฝ่ามือ จี้ดรรชนี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วลมหายใจเข้าออกเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น
พายุลูกใหญ่พุ่งทะลักเข้าใส่สุริยะเทพิหวั่งอย่างบ้าคลั่งเศษหินดินทราย ใบไม้ใบหญ้าลอยฟุ้งกระจายในพายุคลุ้มคลั่งสุริยะเทพิหวั่งโคจรพลังภายในขั้นสูงสุด กระแทกลมปราณออกไปรอบทิศพร้อมกับต่อยหมัดฟาดฝ่ามือ จี้ดรรชนีตอบโต้กลับไปในลักษณะหนามยอกเอาหนามบ่งเสียงปะทะกันดังะเืเลือนลั่น พายุลูกใหญ่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงหญ้าในรัศมีหนึ่งร้อยก้าวล้วนถูกแผดเผากลายเป็เถ้าถ่านในชั่วพริบตา
ยอดฝีมือทั้งสองผละจากกันอย่างรวดเร็วทั้งคู่กลับไปยืนตระหง่านอยู่ตรงที่จุดเดิมจุดที่เคยยืนสนทนากันก่อนจะเริ่มการประลอง
สุริยะเทพิหวั่งหันกลับไปทางด้านหลังใช้พลังลมปราณะโออกไป
“นำดาบมาให้ข้า”
สิ้นเสียงก็ปรากฏเงาร่างหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปสองร้อยก้าวพุ่งทะยานมาด้วยวิชาตัวเบาอันลึกล้ำเป็บุรุษผมแดงผู้หนึ่งที่ถือดาบอัคคีพิโรธมามอบให้กับสุริยะเทพิหวั่ง เป็บุคคลเดียวกันกับที่นำสารท้าประลองมาถึงวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินจูเฟยหลงนั่นเอง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินผิวปากยาวนานคราหนึ่งก็มีร่างของหญิงสาวชุดแดงเหาะเหินมาจากทางด้านหลัง หญิงสาวผู้นี้ไม่เร่งรีบเท่าใดเพียงใช้วิชาตัวเบาที่งามสง่าชุดหนึ่งเหาะเหินมาด้วยท่วงท่าที่น่าชมดูสตรีผู้นี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากยมทูตน้อยหานหนี่ว์
“ท่านพี่หงไม่ว่างเพราะมัวแต่ฝึกฝนกระบี่ข้าจึงอาสามาแทน เอ้า...เอาไป”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินรับดาบวายุสลาตันมาด้วยรอยยิ้มเป็ไปไม่ได้ที่หงลู่เสียนจะฝึกกระบี่ในยามที่มียอดฝีมือประลองฝีมือให้ชมดูเช่นนี้หญิงสาวเ้าเล่ห์ผู้นี้คงใช้คารมคมคายของนางหลอกล่อให้ผู้อื่นสละหน้าที่นี้ให้ หลังจากการประลองเขาจะต้องไถ่ถามหงลู่เสียนสักครา
“ท่านพร้อมหรือยัง?”
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินหันไปถามสุริยะเทพิหวั่งคำตอบที่ได้คือความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจูเฟยหลงกับยมทูตน้อยหานหนี่ว์รีบจากไปทันที การประลองที่รุนแรงกว่าครั้งแรกกำลังจะเริ่มต้นเมื่อศัสตราเทพกับยอดฝีมือที่แท้จริงออกศึกพร้อมกัน อานุภาพของการทำลายล้างจะต้องยิ่งใหญ่อลังการ
สุริยะเทพิหวั่งถ่ายเทพลังลมปราณเข้าไปในตัวดาบอัคคีพิโรธจนเกิดเป็เปลวไฟลุกโชนดาบที่มีเปลวไฟลุกโชนแผ่รัศมีความร้อนออกมาจนหญ้าที่ห่างออกไปหนึ่งร้อยห้าสิบก้าวลุกไหม้ลามเลียออกไปเป็วงกว้างมันหมุนเวียนลมปราณตนเองกับลมปราณในดาบสามสิบห้ารอบ เมื่อตัวดาบถูกเร่งเร้าถึงขีดสุดมันก็ะโตัวลอยไปข้างหน้า คนสูงจากพื้นเกือบสี่วา ดาบลุกโชนด้วยไฟในมือฟันจากบนลงล่างใส่ร่างของเซียวเหลิ่งเหวินที่ยืนถือดาบอย่างมั่นคง
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินััได้ถึงพลังมหาศาลกำลังกดทับตนเองเขารวบรวมลมปราณใส่ดาบวายุสลาตันไว้พร้อมสรรพแต่ครั้งนี้ตนเองต้องตกอยู่ในสภาพต้านรับ ความร้อนจากอัคคีแผดเผาทำให้เหงื่อไคลไหลย้อยลงมาเขารวบรวมพลังจากฟ้าดินจนก่อเกิดพายุหมุนลูกเล็กปกคลุมร่างของตนเองเอาไว้ดาบในมือฟาดฟันขึ้นบนใส่ดาบเพลิงที่จู่โจมลงมา
เสียงะเิกึกก้องในการปะทะกันครั้งนี้ดังสะท้านไปหลายสิบลี้พื้นดินบริเวณนั้นถึงกับสั่นะเื ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วจนผู้คนมองไม่เห็นอันใดนอกจากเปลวไฟที่ลุกโชนท่ามกลางพายุหมุนที่ยังหมุนวนอย่างต่อเนื่องร่างของสองยอดยุทธ์หายไปในฝุ่นควัน
เนิ่นนานผ่านไป
ฝุ่นควันจางหายไปแล้วปรากฏภาพสองยอดยุทธ์ยังยืนอยู่ในท่าเดิมเหมือนก่อนจะเริ่มต้นต่อสู้กันสุริยะเทพิหวั่งยังคงยืนอยู่ในท่วงท่าเดิม ดาบอัคคีพิโรธในมือยังคงมีเปลวไฟลุกโชนความร้อนจากพลังลมปราณอัคคียังคงทำให้อุณหภูมิในบริเวณสูงกว่าปกติอยู่
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยังคงยืนอยู่ในท่วงท่าเดิมเช่นกันดาบวายุสลาตันในมือส่งเสียงดังกระหึ่ม พายุหมุนที่น่าเกรงขามหายไปแล้วพื้นดินในรัศมีสิบก้าวยกเว้นบริเวณที่ยืนอยู่ล้วนถูกพลังดาบอัคคีพิโรธกระแทกพลังใส่จนกลายเป็หลุมลึกเกือบสองวาพื้นดินด้านหลังของเขาเป็ร่องลึกยาวนับร้อยก้าว การจู่โจมในครั้งนี้น่าหวาดเสียวถึงที่สุดยอดฝีมือในทำเนียบเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพมีพลังลมปราณถึงระดับนี้
“วายุสลาตันเ้าพร้อมออกศึกแล้วหรือไม่?”
วายุเทพเซียวเหวิ่งมองดูดาบในมือพลังลมปราณมากมายมหาศาลในตัวหลั่งไหลไปยังตัวดาบ ถึงเวลาที่เขาจะสำแดงเดชบ้างแล้ว
ฟ้าดินรอบข้างเกินการเปลี่ยนแปลงลมพายุกำลังแปรปรวน
วายุเทพเอาจริงแล้ว