วูบ!
แสงสว่างสีเขียวปรากฏขึ้นจากหน้าหนังสือจากนั้นสติและิญญาของไป๋ชิงอวิ๋นก็ถูกดูดเข้าไปในคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่ง ด้านในคัมภีร์มีโลกที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ในโลกใบนี้มีแต่ชั้นหนังสือและหนังสือหนาแน่นอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะ้าหรือด้านล่างมองไปก็มีแต่หนังสือที่ถูกจัดวางเรียงอยู่บนชั้น
ไป๋ชิงอวิ๋นพินิจพิจารณาหันมองรอบกายด้วยความสงสัย เขาก้มๆเงยๆอยู่หลายครั้งในใจทั้งตกตะลึงและตื่นเต้น มองไปสุดสายตาของเขาเห็นเพียงหนังสือที่ถูกจัดวางเรียงอยู่บนชั้น เหมือนกับว่ามันเป็โลกหนังสือที่ไร้ขอบเขต ไป๋ชิงอวิ๋นหยิบหนังสือจากชั้นวางออกมาหนึ่งเล่ม หน้าปกหนังสือเขียนไว้ว่า กระบี่สังหารวาฬ
ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดหน้าหนังสือออกอักษรตัวแรกที่เขียนอยู่ในหนังสือก็คือ กระบี่ เขาอ่านได้เพียงตัวอักษรเดี่ยวก็ต้องปิดหนังสือในมือลง ขณะเดียวกันเหงื่อเย็นก็ไหลออกมาจากหน้าผากและด้านหลังของเขา เมื่อครู่เขารู้สึกเ็ปเหมือนกับว่ามีเข็มนับหมื่นรุมล้อมทิ่มแทงจิติญญาของเขาอย่างหนักหน่วง
มันเ็ปมากเพียงแค่ตัวอักษรเดียวที่ได้อ่านก็เหมือนกับจะฆ่าเขาได้แล้ว หากอ่านต่อไปจิติญญาของเขาคงจะต้องแหลกสลายต้องตายอยู่ตรงนี้เป็แน่
ไป๋ชิงอวิ๋นหันมองหนังสือทุกเล่มที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบ ในใจก็ยิ่งรู้สึกอัศจรรย์ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทุกอย่างไม่ใช่ความฝันที่แห่งนี้เหมือนจะเป็สถานที่ฝึกฝนเพิ่มพูนความรู้ให้กับเขา นี่ถือเป็เื่ที่ดีมากจริงๆเมื่อมีหนังสือมากมายขนาดนี้นั่นก็หมายความว่า เขาได้ยืนอยู่บนไหล่ของั์เป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เขาไม่จำเป็ต้องเริ่มใหม่ั้แ่ต้น เขาสามารถฝึกฝนตามหนังสือเหล่านี้ได้ในทันที มีความรู้ติดตัวนี่ถึงจะมีเส้นทางในการทำมาหากิน มีความรู้มากมายขนาดนี้ให้กอบโกยก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆที่ได้เจอกับผู้าุโคนนี้
และในระหว่างที่ความคิดมากมายมหาศาลกำลังวิ่งแล่นอยู่ในสมองของเขา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในโลกหนังสือ เสียงนั้นเก่าแก่และแหบพร่าเหมือนกับดังออกมาจากห้วงอดีตกาล
"ข่มจิตสงบใจของตนเองให้ดี อย่าปล่อยให้เวลาฝึกฝนต้องผ่านไปอย่างสูญเปล่า ตำราทั้งหลายในโลกหนังสือนี้มีอยู่หลายเล่มที่เ้ายังอ่านไม่ได้ เพราะมันอาจจะนำอันตรายและหายนะมาสู่เ้า ตามข้ามาทางนี้ ข้าจะพาเ้าไปยังชั้นตำราที่เ้าสามารถฝึกฝนและอ่านมันได้"
ด้านหลังของไป๋ชิงอวิ๋นปรากฏชายชราสวมอาภรณ์สีดำขึ้น ในมือของเขายังถือตำราอยู่หนึ่งเล่มหน้าปกของตำราเล่มนั้นเขียนไว้ว่า จิติญญาแห่งฟ้าดิน
ไป๋ชิงอวิ๋นเห็นชายชราปรากฏตัวอย่างกะทันหันเขาก็รู้สึกระแวดระวังขึ้นมา แต่ไม่นานก็สะกดความสงสัยและความตื่นตระหนกลง เขาโค้งกายคารวะพร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมว่า
"ไป๋ชิงอวิ๋นคารวะผู้าุโ ไม่ทราบว่าผู้าุโคือ....เอ่อ...."
ไป๋ชิงอวิ๋นไม่รู้ควรจะตั้งคำถามอย่างไรจึงจะเหมาะสม บุคคลเบื้องหน้าถึงแม้จะแต่งกายเรียบหรูธรรมดาเหมือนกับบรรณารักษ์ห้องสมุดทั่วไป แต่บรรยากาศที่ััได้จากเขามันกลับยากที่จะอธิบายออกมาเป็คำพูดได้
"ข้าเป็จิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่ง เื่นี้เ้าวางใจข้าได้ โลกหนังสือนี้มีข้าเป็ผู้ดูแล เ้าเหมือนจะเป็เ้านายคนใหม่ของข้านับแต่นี้ไป ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ใช่คนไร้ประโยชน์ ไม่เช่นนั้นนายท่านคนก่อนคงผิดหวังมากเป็แน่ที่ผู้สืบทอดของเขาไร้ความสามารถ"
ไป๋ชิงอวิ๋นรับฟังอย่างตั้งใจ วันนี้มีเื่ให้แปลกประหลาดใจมากจริงๆและเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ใช่คน เขาบอกว่าตัวเองเป็จิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่ง นั่นก็เท่ากับว่าร่างกายของเขาคือคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่ง หนังสือหนึ่งเล่มที่มีชีวิตมันต้องเป็เื่มหัศจรรย์มากขนาดไหน ถึงจะได้อ่านเื่ราวที่คล้ายกับเื่เหล่านี้จากนิยายกำลังภายใน
แต่ความรู้สึกที่ได้อ่านกับความรู้สึกที่เผชิญหน้ากับความเป็จริงเอง บอกได้เพียงว่ามันต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนที่อ่านมังงะและนิยายกำลังภายในเหตุผลหลักๆก็เพราะว่ามันได้เปิดโลกใบใหม่ให้กับเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้โลกที่น่าเบื่อหน่ายมีสีสันและมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่พอได้มาพบเจอกับตัวเองถึงได้รู้ว่าความรู้สึกนี้ยอดเยี่ยมขนาดไหน
"อย่าเสียเวลาอีกต่อไปเลยตามข้ามาเร็วเข้าเถอะ ยังมีตำราให้เ้าได้ศึกษาอยู่อีกมหาศาล"
กล่าวจบร่างเงาของไป๋ชิงอวิ๋นและจิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งก็หายวับไปจากตรงนั้น แต่เพียงพริบตาเดียวอีกมุมหนึ่งของโลกหนังสือก็ปรากฏร่างเงาของทั้งสองคนขึ้น
ตอนนี้ทั้งสองคนยืนอยู่ด้านหน้าชั้นหนังสือที่มีชื่อว่าหมื่นเส้นทาง เมื่อมาถึงจิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งก็เอ่ยขึ้นอีกว่า
"ตำราในชั้นหนังสือนี้เ้าสามารถอ่านมันได้ทุกเล่ม จากนั้นก็จงเลือกมันมาหนึ่งเล่ม ข้าจะช่วยเ้าสร้างรากฐานการบำเพ็ญยุทธ์"
ไป๋ชิงอวิ๋นมีสีหน้างุนงงก่อนพูดขึ้นว่า "ผู้าุโข้าเป็เพียงคนธรรมดาจะฝึกวิชาเหล่านี้ได้อย่างไร ในอดีตใช่ว่าจะไม่เคยลองฝึกฝน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องล้มเหลว เหมือนว่าข้าจะไร้พร์ในด้านการฝึกยุทธ์นะขอรับ"
จิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งจ้องมองร่างของไป๋ชิงอวิ๋นอย่างละเอียด เขาพินิจดูั้แ่เส้นผมปลายศีรษะจรดปลายเท้าของเด็กหนุ่มเลยทีเดียว ใบหน้าของเขาแข่งทื่อแววตาเปลี่ยนเป็เฉียบคมมากขึ้น เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม
"ใครเป็คนบอกเ้าว่าเ้าเป็คนธรรมดา อีกทั้งยังบอกว่าเ้าฝึกยุทธ์ไม่ได้" เสียงของเขาเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด "ที่ฝึกไม่ได้ต้องเป็เพราะวิชาที่เ้าใช้ฝึกเป็เพียงแค่ขยะของเคล็ดวิชาแห่งการบำเพ็ญ เ้ารู้หรือไม่ว่าร่างกายของตัวเองพิเศษและยอดเยี่ยมมากเพียงไหน? ข้าจะบอกให้ ร่างกายที่เ้าถือครองอยู่เป็ร่างกายที่หาได้ยากที่สุดในจักรวาล มันถูกเรียกว่าจุดเหนือกฎเกณฑ์ ร่างกายนี้ใน่แรกจะเหมือนกับคนปกติแต่พออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ ร่างกายนี้จะแสดงถึงพร์ที่มันควรจะมีออกมา เ้าไม่สังเกตหรือว่าััรับรู้เกี่ยวกับพลังิญญาของเ้าเพิ่มสูงขึ้นขณะเดียวกันเืลมในร่างก็ไหลเวียนแปลกๆ คิดอยากจะสั่นก็สั่น คิดอยากจะปะทุรุนแรงก็ปะทุ สายตาของเ้าชัดเจนกว่าปกติและมองได้ไกลยิ่งขึ้น นี่เป็เพียงผลพลอยได้จากร่างของจุดเหนือกฎเกณฑ์ หากไม่มีเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งหรือพลังที่แข็งแกร่งคอยควบคุมมัน หลังจากนี้ผ่านไปอีกเพียงสองปีร่างกายของเ้าก็จะะเิออกสุดท้ายก็ต้องตาย"
"ข้อดีของร่างจุดเหนือกฎเกณฑ์คือมันสามารถทำในสิ่งที่เป็ข้อห้ามของกฎเกณฑ์สูงสุดของจักรวาลได้ และเพราะมันเป็สิ่งที่กฎเกณฑ์สูงสุดควบคุมไม่ได้มันจึงหาได้ยากที่สุดในจักรวาล ั้แ่ยุคลมปราณถือกำเนิดนี่ก็ผ่านมาสิบยุคสมัยจักรวาลแล้ว ร่างจุดเหนือกฎเกณฑ์นี้เพิ่งปรากฏขึ้นเพียงแค่สองร่าง ร่างแรกก็คือร่างของนายท่านของข้าเขาเองก็ร่างกายนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ นั่นก็คือคว้าพลังเวทย์เสี้ยวสุดท้ายมาไว้ในได้สำเร็จ จากนั้นก็ฝึกฝนจนกลายเป็มหาจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่มีพลังที่สามารถสั่นคลอนทั้งจักรวาลได้ แม้แต่กฎเกณฑ์สูงส่งยังไม่สามารถกดพลังเวทย์ในร่างของนายท่านได้ เขาเป็ผู้แข็งแกร่งและไร้เทียมทานในจักรวาลลมปราณยุคแรกเริ่ม"
"เ้าต้องรู้ว่าก่อนหน้าจักรวาลยุคลมปราณก็คือยุคจักรวาลเวทมนตร์ แต่ฟ้าดินแปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์สูงสุดเองก็เปลี่ยนไป ทำให้ยุคจักรวาลเวทมนตร์ต้องจบสิ้นลงพลังเวทย์หายไปพลังลมปราณเข้ามาแทนที่ เมื่อเริ่มยุคสมัยจักรวาลลมปราณตอนนี้ก็ผ่านมาสิบยุคสมัยจักรวาลแล้ว เพิ่งปรากฏร่างที่สองขึ้นมา ทีนี้เ้าพอจะเข้าใจในความหายากและพร์ของร่างกายนี้หรือไม่"
ไป๋ชิงอวิ๋นได้ฟังก็จิตใจเหม่อลอยในทันที ยุคสมัยของจักรวาลเวทมนตร์และยุคสมัยของจักรวาลลมปราณ เื่ทั้งหมดนี้เหลือเชื่อจริงๆหากเป็ไปตามที่ผู้าุโจิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งกล่าวมาทั้งหมด สิบยุคสมัยจักรวาลมันต้องยาวนานขนาดไหนกัน ในโลกเดิมของเขาไดโนเสาร์ที่เป็สิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านักวิทยาศาสตร์ทำได้เพียงแค่คาดการณ์่เวลาที่มันยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ยังไม่สามารถฟันธงตัวเลขได้ว่ามันเกิดขึ้นมาบนโลกแล้วกี่ปี
แต่ผลจากการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และซากฟอสซิลของไดโนเสาร์ยุคโบราณเหล่านี้ ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าพวกมันมีชีวิตบนโลกมาแล้วประมาณสองร้อยสามสิบล้านปี แต่นั่นก็ยังเทียบไม่ได้กับสิบยุคสมัยจักรวาล เทียบกันแล้วสองร้อยสามสิบล้านปีนับเป็อะไร เทียบไม่ได้กับอายุขัยของหนึ่งกาแล็กซี่เลยด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันโลกก็เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้เพียงแค่สี่พันห้าร้อยกว่าล้านปีเท่านั้น แต่สี่พันห้าร้อยกว่าล้านปีนี้ก็ยังเทียบไม่ได้กับอายุขัยของหนึ่งกาแล็กซี่ออยู่ดี
ช่างเป็กาลเวลาที่ยาวนานจนยากจะคิดคำนวณได้จริงๆ ผ่านไปกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีเชื่อว่าคนในจักรวาลยุคแรกเริ่มก็คงจะบอกให้แน่ชัดไม่ได้ว่าสิบ ยุคสมัยรวมกันผ่านไปแล้วกี่ปี
แต่หลังจากคิดได้ถึงตรงนี้ร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็แข็งทื่อราวกับก้อนหิน เขาเปิดปากพูดขึ้นอย่างยากลำบาก
"เช่นนั้นขอถามผู้าุโ ท่านมีชีวิตรอดมาจนถึงจักรวาลยุคที่สิบนี้ได้อย่างไร ข้าคิดว่าตอนจักรวาลทำลายตนเองจะเกิดบิ๊กแบงและซุปเปอร์โนวาขึ้นเป็จำนวนมาก การะเิตัวเองของดาวฤกษ์และดาวเคราะห์น้อยใหญ่ต่างๆ ต้องทำให้จักรวาลถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ มองดูแล้วไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตไหนสามารถทนต่อแรงะเิแล้วมีชีวิตรอดมาจนถึงยุคจักรวาลนี้ได้เลย ท่านมีชีวิตรอดมาได้อย่างไร?"
จิติญญาของคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยแววตาอ่อนโยนขึ้น เขาคิดว่าเด็กคนนี้สามารถสั่งสอนได้ ่แรกหลังจากที่ได้ยินเขาพูดเด็กหนุ่มยังมีท่าทีงุนงงและตื่นตระหนก แต่หลังจากนั้นแววตาของเขาก็สงบนิ่งแล้วเอ่ยถามในสิ่งที่เขาเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินออกมา สำหรับเด็กอายุเท่านี้มีไหวพริบสติปัญญามากขนาดนี้ เด็กคนนี้ต้องเป็อัจฉริยะแต่กำเนิดแน่ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางถามคำถามเหล่านี้ออกมาได้ ถึงจะมีคำพูดบางคำที่ฟังแล้วขัดหูแต่ก็พอจะอนุมานและทำความเข้าใจได้
"นี่คือความสุดยอดของร่างจุดเหนือกฎเกณฑ์ เื่ราวทั้งหลายยังให้เ้ารับรู้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะมันเป็เื่ที่ไกลตัวเ้ามากจนเกินไป ตอนนี้มีสมาธิกับเื่ตรงหน้าดีกว่า จงเลือกหนังสือในนี้มาหนึ่งเล่มข้าจะช่วยเ้าสร้างรากฐานการบำเพ็ญยุทธ์ด้วยตัวเอง"