เมื่อคิดได้ดังนั้น เวินจื่อถงจึงรีบวิ่งกลับไปทันที!
ทว่าเพิ่งวิ่งไปได้เพียงระยะสั้น ๆ เวินจื่อถงก็ได้ยินเสียงสิ้นหวังดังมาจากด้านหลังว่า "ช่วย... ช่วยข้าด้วย..."
เวินจื่อถงหันกลับไปมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นใช้สองมือยันพื้น พยายามเงยหน้าขึ้นมองนาง
ใบหน้าคมคายแฝงไปด้วยความอ่อนแอและสิ้นหวัง ดวงตาของเขาเป็สีน้ำเงินราวกับท้องทะเลลึกที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อย ทำให้ผู้ที่มองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและเวทนา
เมื่อเวินจื่อถงเห็นคำขอร้องที่ซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น ในใจของนางก็เกิดการต่อสู้กันอย่างหนัก
ถ้าช่วย ตัวนางอาจจะหนีไม่พ้น!
แต่ถ้าไม่ช่วย? นางเป็หมอนะ จะทนเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร?
ในชั่วขณะที่ความคิดแล่นผ่าน เวินจื่อถงก็กัดฟันหักกิ่งไม้ข้างตัวจนขาด จากนั้นก็ะโเสียงดังด้วยน้ำเสียงใส ๆ ราวกับเด็กน้อย แล้วพุ่งเข้าใส่เสือโคร่งตัวใหญ่ตัวนั้น
"ย๊า! ข้าจะสู้กับเ้า!"
ร่างเล็กจ้อยนั้น ใบหน้ากลมป่องแดงก่ำเพราะกลั้นหายใจ น้ำเสียงทั้งหวานทั้งใส ในมือถือท่อนไม้ที่หนาและใหญ่กว่าตัวนางเสียอีก แล้วเหวี่ยงเข้าใส่เสือโคร่งตัวใหญ่อย่างแรง!
เสือโคร่งขาวตัวนั้นว่องไวมาก มันหลบการโจมตีของเวินจื่อถงได้อย่างง่ายดาย และะโออกห่างจากร่างของเด็กหนุ่ม!
เวินจื่อถงเห็นดังนั้นจึงะโก้องอีกครั้ง แล้วฟาดท่อนไม้เข้าใส่เสือโคร่งขาวอีกรอบ!
"โฮก!"
เสือโคร่งขาวคำรามต่ำด้วยความโกรธเล็กน้อยและหลบได้อย่างว่องไวอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้พุ่งเข้ามา แต่มองจ้องเวินจื่อถงด้วยดวงตาเขม็ง ครู่ต่อมา มันกลับหันหลังะโหายเข้าไปในพุ่มไม้ และไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
เอ๊ะ?
ทะ... ทำไมถึงหนีไปเสียแล้ว?
เวินจื่อถงยืนถือท่อนไม้ใหญ่อยู่ที่เดิมด้วยความมึนงง พลางพึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า "หรือว่าข้าจะเก่งกาจและน่าเกรงขามขนาดนี้? แม้แต่เสือก็ยังกลัวข้าหรอกหรือ?"
หลังจากนั้น เวินจื่อถงก็เลิกสงสัยว่าทำไม นางรีบทิ้งท่อนไม้นั้นแล้ววิ่งไปข้างกายเด็กหนุ่ม ยื่นมือไปจับข้อมือของเขาเพื่อตรวจชีพจร
ทว่าเด็กหนุ่มกลับชักข้อมือกลับตามสัญชาตญาณ จ้องมองนางด้วยสายตาระแวดระวังและเป็ศัตรู
เวินจื่อถงเห็นดังนั้นก็ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห!
"เ้ายังกลัวว่าข้าจะทำร้ายเ้าอีกหรือ? ข้าเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเ้าเชียวนะ! มีศักดิ์ศรีขนาดนี้ แล้วเมื่อกี้ขอให้ช่วยทำไมกัน?"
เด็กหนุ่มได้ยินคำพูดของเวินจื่อถงก็มีสีหน้าตกตะลึง ราวกับไม่คิดว่าเวินจื่อถงจะพูดเช่นนี้
เมื่อครู่เวินจื่อถงเพียงแค่รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ช่างน่าสงสาร จึงคิดจะลองช่วยดู อย่างไรเสียนางก็มีมิติจิตส่วนตัว หากเกิดอะไรขึ้นก็แค่หลบเข้าไปในมิติจิตส่วนตัวก็สิ้นเื่
แต่ถึงจะเป็เช่นนั้น เพื่อช่วยเด็กหนุ่มที่ไม่เคยรู้จักมักจี่คนนี้ นางก็ยอมเสี่ยงสุดตัวแล้ว!
ผลปรากฏว่าเด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนพวกเนรคุณ ไม่รู้จักน้ำใจคนเสียจริง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เวินจื่อถงก็เกิดอารมณ์โกรธ นางลุกขึ้นยืนทันที พลางส่งเสียง "หึ" ใส่เด็กหนุ่มและพูดอย่างโมโหว่า
"ไม่อยากให้ข้าแตะต้อง ข้าก็ไม่แตะแล้ว! เหอะ เ้าก็รอเป็อาหารค่ำของเสือโคร่งขาวตัวนั้นไปเถอะ!"
หลังจากพูดจบ เวินจื่อถงก็รู้สึกหงุดหงิดใจ
ทั้งที่ท่าทางของนางดูน่าเกรงขามเต็มที่ แต่ดันมีน้ำเสียงเด็กน้อยแบบนี้ จะไปมีบารมีได้อย่างไร? กลับดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังงอแงเสียมากกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น เวินจื่อถงก็... ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่!
นางหันหลังเตรียมจะเดินจากไปทันที
ทว่าเวินจื่อถงเพิ่งเดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินเสียงตุบ! ดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหมดสติล้มฟุบลงบนพื้นหิมะ
"อย่าคิดจะแกล้งทำนะ!"
เวินจื่อถงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางส่งเสียง "หึ" ในลำคอ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นางจึงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง และยื่นมือไปตรวจชีพจรของเขา
นี่มัน...
เขามีสภาวะเสียเืมาก าเ็สาหัส แถมยังถูกพิษที่ไม่รู้จักอีก!
จึ๊...
เด็กหนุ่มคนนี้อายุยังน้อย เหตุใดจึงถูกพิษได้?
คราวนี้เวินจื่อถงจึงพิจารณาเสื้อผ้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียด แม้จะไม่รู้ว่าทำจากผ้าชนิดใด แต่เมื่อเทียบกับชุดผ้าป่านหยาบ ๆ ที่นางสวมอยู่ เห็นได้ชัดว่านี่คือผ้าไหมชั้นเลิศ
ดูท่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีฐานะไม่ธรรมดา อย่างน้อยต้องมาจากตระกูลที่โด่งดังแน่นอน
แล้วเหตุใดเขาถึงมาปรากฏตัวในป่าลึกที่ห่างไกลเช่นนี้?
การห้ำหั่นในตระกูล? การชิงดีชิงเด่นในครอบครัว? หรือถูกกำจัดเพื่อขัดขวางไม่ให้เป็ผู้สืบทอด?
ความคิดมากมายแล่นผ่านหัวของเวินจื่อถง แต่สุดท้ายนางก็ยิ้มออกมา พลางบีบแก้มของเด็กหนุ่มที่หมดสติอยู่เบา ๆ แล้วพูดว่า
"ช่างเถอะ ในเมื่อได้พบกันก็นับเป็วาสนา! ข้าช่วยเ้า ไม่ใช่เพราะเงินหรอกนะ!"
"ช่วยชีวิตคนหนึ่งคน มีบุญยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น! อย่าคิดว่าการรับเงินเป็เื่ต่ำต้อย ข้านี่แหละชอบเื่ต่ำต้อย"
"ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ส่งพระต้องส่งให้ถึงตะวันตก! วันหลังค่อยจ่ายเงินมาก็แล้วกัน"
"หมอต้องมีเมตตา! แต่หมอก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนกันนะ!"
เวินจื่อถงพึมพำเบา ๆ พลางป้อนน้ำวิเศษให้เขาหนึ่งหยด หลังจากมั่นใจว่าเขารอดชีวิตแล้ว นางจึงยื่นมือไปดึงคอเสื้อของเด็กหนุ่ม และเริ่มลากเขาลงจากเขาอย่างช้า ๆ
ทว่าเวินจื่อถงไม่รู้เลยว่า ในขณะที่นางกำลังพึมพำอยู่นั้น เปลือกตาของเด็กหนุ่มกลับเปิดขึ้นเล็กน้อย ในดวงตามีแววประหลาดใจพาดผ่าน เพียงแต่ไม่นานเขาก็ทนไม่ไหวและหมดสติไปอีกครั้ง
เมื่อเวินจื่อซ่างกลับมาถึงป่าไผ่ เขาเดินหาทั่วป่าไผ่แต่ก็ไม่พบเวินจื่อถง
ในขณะที่เวินจื่อซ่างกำลังร้อนใจ ชาวบ้านคนหนึ่งบังเอิญเดินผ่านมาพอดี เมื่อเห็นว่าเวินจื่อซ่างกำลังตามหาคน จึงพูดว่า
"เ้ากำลังหาถงเป่าหรือ? ข้าเห็นนางกำลังขึ้นเขาไปเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าขึ้นเขาไปแล้วหรือเปล่า"
"ขึ้นเขา?"
เวินจื่อซ่างรู้สึกเหมือนมีไฟพุ่งจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงสมอง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความร้อนรน เขารีบขอให้ชาวบ้านคนนั้นไปแจ้งข่าวที่บ้าน เพื่อให้เวินจื่อเอ๋อร์และคนอื่น ๆ รีบตามมา
ชาวบ้านเห็นดังนั้นก็รู้ว่าเื่นี้ร้ายแรง จึงไม่ได้ปฏิเสธและรีบจากไปทันที
เวินจื่อซ่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบพุ่งเข้าไปในป่า ทว่าเพิ่งเข้าป่าไปได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงหอบหายใจ "แฮ่ก แฮ่ก"
เขารีบเร่งฝีเท้าและะโเสียงดังว่า "ถงเป่า? นั่นถงเป่าหรือเปล่า?"
เมื่อเวินจื่อถงได้ยินเสียงของเวินจื่อซ่าง นางรีบปล่อยคอเสื้อของเด็กหนุ่ม เช็ดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ บนหน้าผาก แล้วขานตอบว่า "พี่สาม พี่สาม ถงเป่าอยู่นี่เ้าค่ะ!"
เมื่อเวินจื่อซ่างวิ่งมาถึงตัวเวินจื่อถง เขาก็เห็นว่าบนใบหน้าและร่างกายของเวินจื่อถงมีคราบเืติดอยู่! ดูแล้วน่าใยิ่งนัก!
ในทันใดนั้น หัวใจของเวินจื่อซ่างสั่นสะท้าน เขารีบเข้าไปอุ้มเวินจื่อถงขึ้นมา ตรวจสอบร่างกายอย่างลนลานว่า
"ถงเป่า ถงเป่า! เ้าเป็อย่างไรบ้าง? าเ็ตรงไหน? คงไม่ได้เจอเสือโคร่งใช่ไหม? ทำไมเ้าถึงทำแบบนี้! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าบนเขามันอันตราย! ทำไมเ้าถึงไม่เชื่อฟัง? เ้า..."
ในขณะนี้ เวินจื่อซ่างขอบตาแดงก่ำ ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งสั่นเครือด้วยความร้อนใจ
เวินจื่อถงเห็นดังนั้นจึงรีบยื่นมือไปกอดคอเวินจื่อซ่าง และพูดด้วยน้ำเสียงอ้อน ๆ ว่า
"พี่สาม! ถงเป่าไม่เป็ไรเ้าค่ะ! ถงเป่าได้ยินคนร้องให้ช่วย เลยมาช่วยคนน่ะเ้าค่ะ! จริง ๆ นะ พี่สามดูสิ เืพวกนี้เป็ของพี่ชายคนนี้ต่างหาก"
เวินจื่อถงรีบชี้ไปยังเด็กหนุ่มที่นางทิ้งไว้บนพื้น พลางกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยท่าทางไร้เดียงสา
เวินจื่อซ่างชะงักไปครู่หนึ่ง จึงเลื่อนสายตาไปมองที่เด็กหนุ่มคนนั้น เพียงแวบเดียว เวินจื่อซ่างก็ดูออกว่าเสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มสวมใส่นั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ในวินาทีแรก เวินจื่อซ่างรู้สึกว่า เด็กหนุ่มคนนี้อาจจะนำปัญหามาให้พวกเขาเสียแล้ว!