บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นว่าประธานเหยียนเริ่มจะตกที่นั่งลำบากเสิ่นหลินจึงเอ่ยขึ้นเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์
“ผมเองก็เป็นพี่ชายคนหนึ่งเหมือนกัน ความรู้สึกของเสี่ยวจี้ผมพอจะเข้าใจได้เรื่องของจี้ทิงคงยังตัดสินไม่ได้ในเวลาสั้นๆ นี้ เพราะงั้นประธานเหยียนครับเราให้เสี่ยวจี้เข้าไปเยี่ยมน้องชายก่อนดีไหม?”
ในเมื่อมีคนยื่นบันไดมาให้ประธานเหยียนจึงรีบก้าวลงทันทีเขาเรียกทหารยามที่เฝ้าหน้าห้องพักผู้ป่วยให้หลีกทาง
ทันทีที่บานประตูห้องพักปิดลงฝีเท้าที่เคยหนักแน่นของจี้เยี่ยนจื๋อก็ค่อยๆ แผ่วเบาลงทว่าเมื่อเดินมาถึงข้างเตียง มือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างกายกลับกำแน่นจนกลายเป็นหมัด
จี้ทิงที่นอนอยู่บนเตียงยังคงไม่ได้สติใบหน้าภายใต้หน้ากากออกซิเจนดูซูบซีด ร่างทั้งร่างดูบอบบางราวกับแผ่นกระดาษ
ความหงุดหงิดพลันจู่โจมเข้ามาในหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋ออย่างไม่ทันตั้งตัวเขาบอกไม่ถูกว่ามันคือความโกรธหรือความว้าวุ่นกันแน่แต่มันรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกราวกับถูกขังอยู่ในซึ้งนึ่ง
เขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับต้องเค้นมันออกมาจากส่วนลึกของร่างกาย
“นายเก่งนักไม่ใช่เหรอ อยู่บ้านเถียงฉันได้เป็นฉากๆพอออกมาข้างนอกกลับกลายเป็นคนใบ้ไปได้”
“ไม่มีปากหรือไง ทำไมไม่บอกพวกเขาล่ะว่าร่างกายตัวเองไม่ไหวแล้วฉันเคยเตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของลู่เหยียนชู...”
ลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกก้อนสำลีอุดไว้คำพูดที่แสนเย็นชาและแข็งกร้าวเหล่านั้นถูกกักขังอยู่ภายในจนไม่อาจเอ่ยออกมาได้แม้แต่คำเดียว
เขายืนนิ่งอยู่ข้างเตียงจ้องมองจี้ทิงอยู่อย่างนั้นโดยไม่วางตา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดเขาจึงโน้มตัวลงแล้วใช่มือกดลงบนไหล่ของจี้ทิงเบาๆ ผ่านผ้าห่ม
“พี่อยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครกล้ารังแกนายได้อีก”
ครู่ต่อมาจี้เยี่ยนจื๋อเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยและตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลเพื่อขอทราบผลตรวจของจี้ทิง
ทว่าเขากลับได้รับคำตอบจากทางโรงพยาบาลว่าทันทีที่ผลตรวจออก ทางกองทัพก็นำผลนั้นออกไปทันที
เสิ่นมู่หลานซึ่งยืนอยู่ข้างๆลอบกลืนน้ำลาย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟ
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมาเขาเพียงแต่มองไปที่เสิ่นมู่หลานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย“ประธานเหยียนคนนั้นล่ะ”
“ไปแล้ว แต่พี่ชายฉันยังอยู่นะ นายจะลองถามสถานการณ์จากเขาดูก่อนไหม?”
“อืม”
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ปัง!
เสียงผู้บัญชาการฟาดแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างแรง
เขามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเกรี้ยวกราดหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์ “ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่ากระบวนการสอบสวนต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายแล้วดูสิ่งที่คุณทำสิ!”
ใบหน้าของฉินไจ้เย่ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกใดๆเขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “กระบวนการสอบสวนไม่มีการละเมิดระเบียบผมเพียงแต่บีบอัดเวลาการสอบสวนให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้เท่านั้น”
“ขอบเขตที่ควบคุมได้งั้นเหรอขอบเขตที่คุณว่าหมายถึงอารมณ์ส่วนตัวของคุณน่ะสิ!” ผู้บัญชาการเคาะโต๊ะเสียงดังปลายนิ้วแทบจะทิ่มทะลุเนื้อไม้ “คุณดูสิ่งที่เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์เขียนไว้ในบันทึกนี่ซะก่อน!”
“รับทราบครับ”
ฉินไจ้เย่ก้าวไปข้างหน้าแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมากวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ย “ในบันทึกมีจุดที่คลาดเคลื่อนอยู่สองประการครับ”
“ว่ามา!”
“หนึ่ง ในการสอบสวนครั้งแรก จี้ทิงมีท่าทีไม่ให้ความร่วมมือผมจึงเพิ่มเวลาการสอบสวนตามระเบียบข้อบังคับ ไม่ได้เป็นการทำผิดกฎครับ”
“สอง เรื่องที่ผมไม่ให้จี้ทิงพักผ่อนเป็นเพราะเขามีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอในห้องเดี่ยวเมื่อคืนนี้แล้วผมไม่ได้จงใจ...”
“โธ่เว้ย! พักผ่อนบ้าอะไรกัน!!” ผู้บัญชาการระเบิดคำหยาบออกมาด้วยความโมโหจนต้องลุกขึ้นยืนตบโต๊ะ“คุณขังเขาไว้ในห้องเดี่ยว คุณได้ดูจอมอนิเตอร์บ้างไหมถ้านับรวมคืนก่อนหน้านั้นด้วย เขาไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดสองวันสองคืนก่อนจะหมดสติไปคุณกะจะให้เขาตายคากองรักษาการณ์เลยหรือไง?”
“แค่ไม่ได้นอนสองวันสองคืน ไม่ถึงตายหรอกครับ” ฉินไจ้เย่ตอบเขามองว่าตนเองเพียงแค่พูดความจริงตามหลักการเท่านั้น
คำพูดนั้นทำให้ผู้บัญชาการถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความขุ่นเคืองเขามองฉินไจ้เย่พลางเอ่ย “จนถึงตอนนี้คุณยังไม่รู้ซึ้งถึงความรุนแรงของเรื่องนี้เลยใช่ไหมผมจะบอกให้ชัดๆ เลยนะ ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา คุณเองก็จบเห่เหมือนกัน”
แววตาของฉินไจ้เย่เคร่งขรึมลง“ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ทำผิดระเบียบครับ”
ผู้บัญชาการสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนออกมาราวกับเหนื่อยหน่ายที่จะโกรธเคืองเขาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง“นี่ยังไม่เชื่ออีกใช่ไหม งั้นคุณก็ไปดูที่โรงพยาบาลซะสิคนจากสถาบันวิจัย 13 และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สลับเวรกันไปรออยู่ที่นั่นลองถามพวกเขาดูสิว่าทำไมถึงไม่ยอมทำงานวิจัยแต่กลับไปนั่งเสียเวลาอยู่ที่นั่นกันหมด”
“รับทราบครับ” ฉินไจ้เย่ทำความเคารพแบบทหารก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะเปิดประตูผู้บัญชาการก็เรียกเขาไว้ “เสี่ยวฉินไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความถูกต้อง เรื่องนี้คุณเป็นฝ่ายผิดไปถึงโรงพยาบาลแล้วก็ขอโทษจี้ทิงเขาดีๆ แสดงความจริงใจหน่อย”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้ตอบคำใดเขาปิดประตูแล้วเดินจากไป
...
ตอนเที่ยงเสิ่นมู่หลานหิ้วข้าวแกงกะหรี่ที่ทำเองมายังโรงพยาบาล
เมื่อเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยเขาดูอาการของจี้ทิงก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงหันไปถามจี้เยี่ยนจื๋อ“เป็นยังไงบ้าง คุณหมอแจ้งผลตรวจหรือยัง?”
“อืม”
ผลตรวจของจี้ทิงไม่มีปัญหาอะไรที่น่ากังวลนักเพียงแต่ตอนที่ส่งมาถึงโรงพยาบาลความดันต่ำมากมีอาการหายใจเร็วเกินไปและภาวะขาดน้ำ
เมื่อได้ยินดังนั้นเสิ่นมู่หลานก็ขมวดคิ้ว “ในเมื่อเป็นแบบนั้นแล้วทำไมเสี่ยวทิงยังไม่ฟื้นอีกล่ะ?”
“ตั้งแต่สถานีตำรวจไปจนถึงกองรักษาการณ์ เขาไม่ได้นอนเลยตลอดสองวันสองคืนเพราะต้องถูกสอบสวนอยู่ตลอดเวลา” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อหนักอึ้งและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ การสอบสวนก็ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนบ้างสิไม่ยอมให้คนนอนเนี่ยนะ เกินไปจริงๆ”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย“เรื่องที่นายช่วยไว้ ฉันยังไม่ได้ขอบคุณเลยฝากขอบคุณพี่ชายนายด้วยนะ”
“โถ่ เรื่องแค่นี้เองไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า” เสิ่นมู่หลานเอ่ยจบก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง“อ้อ จริงสิ พี่ชายฉันบอกว่าเบื้องบนส่งคนมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้วคาดว่าภายในหนึ่งถึงสองวันนี้น่าจะมีผลสรุปออกมา”
“เขายังบอกอีกว่าเรื่องนี้ยังไงทางกองรักษาการณ์ก็ต้องให้คำอธิบายที่ชัดเจนวันนี้อาจจะมีคนมาเยี่ยมจี้ทิงด้วย”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับคมมีด“พวกเขายังกล้ามาอีกเหรอ?”
“เขาก็ต้องมาแสดงท่าทีรับผิดชอบหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าพวกเขามาจริงๆนายก็ไม่ต้องเกรงใจก็ได้”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น“ดี ฉันก็จะรอดู”
เสิ่นมู่หลานหยิบกล่องข้าวออกจากถุงเก็บความร้อนเปิดฝาแล้วยกไปวางที่ข้างเตียง “เสี่ยวจี้ทิงนี่คือข้าวแกงกะหรี่ของโปรดนายนะ อยากตื่นขึ้นมาทานสักคำสองคำไหม?”
“เสิ่นมู่หลาน” จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาเย็นชา“ถ้านายจะกินก็ก้มหน้าก้มตากินไป อย่าไปกวนเขา”
เสิ่นมู่หลานเดาะลิ้น“ฉันจะไปกวนได้ยังไง...”
ยังไม่ทันขาดคำเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง และในวินาทีต่อมาประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามาทันที
จากนั้นฉินไจ้เย่ก้าวเข้ามาในห้องสิ่งแรกที่เขาเห็นคือจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างและอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นหน้าเขา
“ฉินไจ้เย่?” จี้เยี่ยนจื๋อสายตาคมกริบเขาขมวดคิ้วแน่น “นายมาได้ยังไง...”
ทันใดนั้นราวกับเขานึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาพลันฉายแววเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก“นายคือคนที่มาเยี่ยมนั่นเองเหรอ?”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัวเขาเบือนสายตาไปมองที่เตียงผู้ป่วยด้วยท่าทีนิ่งเฉย “เขาฟื้นหรือยัง?”
ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มลงมัดกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเกร็งเขม็ง “ฉันถามนายว่าใช่นายหรือเปล่า”
“ใช่” ฉินไจ้เย่สบตาเขาตรงๆราวกับผู้ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด “และฉันก็เป็นคนสอบสวนเขาเองด้วย”
โครม!เสียงดังสนั่น เมื่อโต๊ะข้างหน้าต่างถูกเหวี่ยงลงกับพื้น
ฉินไจ้เย่ยกมือขึ้นปัดสิ่งของที่กระเด็นเข้าใส่ทว่าในวินาทีต่อมา หมัดหนักๆ ก็พุ่งเข้าปะทะที่แก้มขวาของเขาอย่างจัง