ท่ามกลางป่าดงพงไพร ร่างสี่ร่างกำลังเดินทางอยู่ในป่า นิลนั้นไม่ถูกนับรวมเนื่องจากขี่หลังพี่สาวมาั้แ่เช้า ทุกคนดูจะแปลกใจในความแข็งแรงของร่างกายพลอยมากทีเดียว เพราะเธอไม่มีบ่นเลยสักคำว่าหนักหรืออยากจะส่งต่อนิลให้คนอื่น
"คืนนี้คงถึงค่ำ พวกเอ็งพักที่บ้านข้าไปก่อนแล้ววันพรุ่งค่อยตามหาญาติเอ็ง ว่าแต่ญาติเอ็งชื่อกระไร" มั่นหันไปคุยกับพลอยเพื่อสอบถามข้อมูล หวังว่าเขาจะสามารถช่วยเหลือได้
"ตาฉันชื่อปัดจ้ะ" พลอยตอบด้วยรอยยิ้มบาง
"ชื่อปัดรึ ก็มีรู้จักอยู่บ้าง แต่บางคนก็ย้ายไปที่อื่นแล้ว ไอ้ปัดที่ขายไข่ในตลาดรึ" ลุงมั่นทำท่าครุ่นคิด คนชื่อปัดก็มีอยู่ไม่น้อย แต่บ้างเป็หญิง บ้างยังหนุ่ม บ้างตกตายไปแล้วก็มี ปัดที่พอจะเข้าท่าก็คงมีแต่ไอ้ปัดที่ขายไข่คนนั้นเพียงคนเดียว
"ข้าก็ไม่รู้จ้ะ ไม่เคยเห็นตามาก่อน" พลอยส่ายหน้า นั่นเป็ความจริง เพราะแม้แต่แม่พลอยตัวจริงก็ไม่เคยเห็นออกญารณปัตย์มาก่อน
"เอ้า แล้วอย่างนี้จะหาเจอได้เยี่ยงไร" มั่นขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างงุนงง ถ้าเป็เยี่ยงนี้ เขาก็คงหาทางช่วยไม่ถูกน่ะสิ
"ก็คงต้องเสี่ยงดวงเอาจ้ะ ถ้าหาไม่เจอ พวกข้าก็คงต้องพึ่งตนเอง" พลอยพูดอย่างไม่ยี่หระ อยู่กันเองแล้วอย่างไร ไม่มีญาติแล้วอย่างไร ทำไมพวกเธอจะเอาตัวรอดกันเองไม่ได้ ในเมื่อพลอยในชาติก่อนนับว่าเป็ผู้ใหญ่แล้วด้วยซ้ำ
"ถ้าไม่เจอก็มาอยู่บ้านข้าเสียสิ เด็กแลผู้หญิงอยู่กันเองมันอันตราย" มั่นเอ่ยเชิญชวน เขายังคงไม่ล้มเลิกความคิดที่จะช่วยลูกชาย หากได้แม่พลอยเป็ลูกสะใภ้ นั่นคงดีไม่น้อยเลยทีเดียว ฝีมือปิ้งปลาของแม่พลอยนั้นเลิศนัก แม้จะไม่มีเครื่องปรุงใดก็ยังรสดี สะใภ้ดีๆแบบนี้ จักหาได้จากที่ใดอีก
"ข้าขอไม่รบกวนลุงมั่นดีกว่านะจ๊ะ พวกข้าพอทำมาหากินเป็ อย่างไรก็ไม่อดตายดอกจ้ะ" เด็กสาวส่ายหน้าปฏิเสธ พังความหวังของลุงมั่น อีกฝ่ายก็ได้แต่ยอมความตามความ้าของแม่พลอย
"นั่นสิ แม่พลอยออกจะเก่งกาจ เอ้า ก็สุดแท้แล้วแต่เอ็งเถิดหนาแม่พลอย” มั่นกล่าวกับเด็กหญิง เขาไม่อยากบังคับใจเด็ก แต่ก็คงดูอยู่ห่างๆว่าจักสบายดีไหม หากมีคนรังแก เขาค่อยเข้าไปช่วยเหลือ
ตลอดการเดินทางนั้นต่างคนต่างเงียบ ไม่มีผู้ใดพูดจากันเพราะกลัวจะเสียแรงเปล่า นั่นทำให้พลอยนั้นความคิดเตลิดไปไกล อยู่ๆเธอก็คิดถึงบ้าน เธอคิดถึงพ่อกับแม่ ยาย และมูมู่ ในดวงตามีน้ำใสรื้นขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครเห็น
"พลอย วันนี้อยากกินอะไรลูก แม่จะทำให้กิน" หญิงวัยหกสิบต้นๆแต่ยังแต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดะโถามเธอจากนอกห้อง
"พลอยอยากกินสามชั้นคั่วพริกเกลือจ้ะแม่" พลอยรดาโผล่หน้าออกมาจากห้องตัวเอง ก่อนจะตอบแม่ไปด้วยน้ำลายที่สอ
"กินแต่สามชั้นจนอ้วนจะเป็หมูอยู่แล้ว กินอย่างอื่นที่มันเฮลตี้บ้างเถอะจ้า" คุณแม่ของพลอยนั้นเป็สาวสวย เธอดูแลรูปร่างหน้าตาอย่างดีแม้อายุจะล่วงเลยไปถึงเลขหกแล้ว ซึ่งอุปนิสัยนั้นไม่ได้ตกทอดมาถึงพลอยเลย
"เอาน่า ลูกทำงานมาเหนื่อยๆ ให้ลูกได้กินตามใจบ้างเถอะ" ชายอายุไล่เลี่ยกับแม่ของเธอเอ่ยปกป้องลูกสาว เขาตามใจพลอยเป็ที่หนึ่ง ไม่ว่าอะไรเขาก็จะฟังความคิดเห็นของเธอเสมอ ไม่เคยบังคับเธอเลย
"คุณนี่ก็ตามใจลูกตลอดเลย ดูซิ อายุขนาดนี้แล้วยังไม่มีแฟนกับเขาเลย แล้วเมื่อไหร่ฉันจะได้อุ้มหลาน" แม่ของพลอยเท้าสะเอวแล้วบ่นใส่สามี ทำให้อีกฝ่ายที่นั่งอ่านข่าวในแท็บเล็ทอยู่เงยหน้าขึ้นมามอง
"ไม่ต้องไปเร่งลูกเลย ผู้ชายดีๆสมัยนี้หายาก เลือกดีๆก่อนแต่งนะลูก ไม่มีก็ไม่เป็ไร พ่อแม่เลี้ยงลูกได้จนตายนั่นแหละ" ประโยคแรกนั้นพูดกับภรรยาแต่ประโยคที่สองนั้นเขาพูดกับลูก เขาเชื่อว่าที่ลูกไม่แต่งงานนั้นย่อมมีเหตุผล และเขาเองที่เป็ครูมาตลอดก็รู้สึกว่าเด็กผู้ชายรุ่นใหม่นั้นไม่เข้าท่าขึ้นทุกวัน
"แหม พ่อกับแม่ก็เว่อร์ไป พลอยแค่อยากกินสามชั้นคั่วน้ำปลา ไหงโยงมาเื่ผู้ชายซะได้" หญิงสาวเอ่ยกระเง้ากระงอด พลางทำหน้างอแล้วทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างๆพ่อของเธอ
"ก็เราน่ะ ไม่ดูแลตัวเองเหมือนผู้หญิงคนอื่นเลย รูปลักษณ์มันเป็สิ่งสำคัญนะลูก บุคลิกดีก็มีแต่คนอยากเข้าใกล้และน่าเชื่อถือ เอาอย่างนี้ไหม แม่จะพาลูกไปชอปปิ้งที่ห้าง ตอนนี้เซลกระหน่ำเลยนะลูก ทั้งเสื้อผ้าเครื่องสำอาง” ฝ่ายคุณแม่เอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ใช่หรอแม่ ไม่ใช่ว่าแม่อยากให้พลอยพาแม่ไปงานเซลล์หรอกหรอ มาอ้างว่าจะพาพลอยไปเนี่ย” พลอยที่รู้นิสัยแม่ดีเอ่ยขึ้น ก็เธอน่ะไปนั่งเฝ้าแม่ซื้อเสื้อผ้าลดราคามาั้แ่เด็กแล้วยังไงล่ะ! นี่ก็เป็หนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอเข็ดขยาดกับการต้องมานั่งแต่งตัวดีๆ ออกภารกิจยังไม่แย่เท่าาเซลล์เสื้อผ้าเลยสำหรับเธอ
“เด็กมันรู้ทัน หึหึ” คุณพ่อที่รู้ทันหัวเราะหึในลำคออย่างขบขัน แต่ก็ถูกคุณแม่ดุเอาจึงเงียบไป
“เงียบไปเลยคุณ”
ในตอนนั้นเองที่หญิงชราในวัยเกือบแปดสิบแต่ยังสุขภาพแข็งแรงเดินออกมาจากห้อง เธอนั่งลงบนเก้าอี้โยกแล้วเอ่ยกับพลอยอย่างเอ็นดู
“ออกไปข้างนอกบ้างก็ดีลูก ยายเห็นหนูอุดอู้อยู่แต่ในห้องวันหยุด มันไม่ดีต่อร่างกาย” คุณยายของพลอยห่วงใยเธอจากใจจริง หลานสาวของเธอเคยเป็คนน่ารักสดใส หากแต่เมื่อโตแล้วกลับกลายเป็คนเงียบขรึม ไม่สุงสิงกับใคร
“แหม คุณยาย ตอนหนูออกไปภารกิจหนูก็อยู่ข้างนอกจนเบื่อแล้ว พอกลับถึงบ้านมันก็คิดถึงที่นอน คิดถึงพ่อกับแม่กับยายด้วยไงคะ” พลอยลุกขึ้นพลางะโดึ๋งดั๋งไปหาคุณยายแล้วซบลงบนตัก
“ปากหวานจริงๆนะเรา” คุณยายลูบหัวพลอยอย่างพออกพอใจในคำป้อยอ
“ก็แค่ในบ้านแหละค่ะ หนูไม่เอาใจใครแบบนี้ข้างนอกหรอกนะคะ” พลอยเงยมองคุณยายตาใส ใช่ เธอจะแสดงมุมนี้ให้แค่คนในครอบครัวเห็นเท่านั้น
“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว แม่แกก็อยากไปงานเซลล์ เราก็ออกไปกันหมดนี่แหละ อ้อ อย่าลืมให้อาหารเ้ามูมู่ไว้ล่ะ พ่อเทให้มันเท่าไหร่มันก็ไม่กิน ติดลูกจนเสียนิสัยแล้ว” พ่อของพลอยเอ่ยแม้จะยังอ่านข่าวอยู่ก็ตาม
“ค่ะพ่อ งั้นเดี๋ยวหนูไปดูมูมู่ก่อนนะ” ว่าแล้ว หญิงสาวก็วิ่งออกไปหลังบ้าน เจอสุนัขคอร์กี้สุดี้เีของเธอนอนอยู่
“ว่าไงมูมู่ แกแอบมานอนตรงนี้อีกแล้วหรอ เย็นสบายใช่มั้ยล่ะ” เธอเอ่ยกับมันพลางหยิบถุงอาหารติดมือมาด้วย เ้าหมายน้อยลุกขึ้นแล้วส่ายหางดุ๊กดิ๊กเพราะมนุษย์คนโปรดของมันมาหามันแล้ว
“แกจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ แกต้องกินอาหารที่พ่อแม่เทให้เข้าใจมั้ย ถ้าวันนึงฉันต้องออกไปภารกิจอีกแกจะทำยังไง” พลอยรดาเอ่ยสั่งสอนเ้ามูมู่ แต่มันจะเข้าใจหรือเปล่านั้นก็หารู้ได้ไม่
“ว่าไงนะ จะตามไปด้วยหรอ ตามกับผีสิ เขาให้เอาหมาไปด้วยที่ไหนกันเล่า” เสียงหงิงๆของเ้ามูมู่ประท้วงกับเธอ มันเอาขาหน้าสะกิดเธอไม่หยุด ราวกับว่าชาตินี้จะไม่แยกกันไปไหนอีกแล้ว
“โอ๊ย โอ๊ย อย่าเลีย ยอมแล้ว ฉันยอมแล้ว แกนี่นะ เอาแต่ใจเหมือนใครเนี่ย” หญิงสาวสาวหัวเราะร่า ก่อนจะดึงเ้ามูมู่เข้ามากอดและหอมด้วยความรัก ไม่ได้แต่งงานก็ไม่เป็ไร เลี้ยงหมาแทนลูกนี่แหละสบายใจที่สุด ก่อนจะเทอาหารไว้ในชามให้กับมัน กำชับให้มันเฝ้าบ้านอย่าแค่กินข้าวเฉยๆ
“ฉันเทอาหารไว้ตรงนี้แล้วนะ กินซะนะ แล้วเฝ้าบ้านด้วย พวกฉันจะกลับมาเย็นๆ” พลอยเดิมกลับเข้ามาในบ้าน ก่อนจะมองหาสมาชิกครอบครัวทุกคนในห้องนั่งเล่น พบว่าแม่เธอนั้นไม่อยู่
“พลอยให้อาหารมูมู่เสร็จแล้ว ทุกคนเตรียมตัวกันพร้อมรึยัง” เธอกล่าวกับทุกคน
“พร้อมกันหมดแล้วยกเว้นแม่แก กำลังแต่งหน้าอยู่” คุณพ่อของเธอเอ่ยยิ้มๆ เพราะเจอเื่นี้จนชินเสียแล้ว
“แม่จะแต่งหน้านานไปไหน เป็ผู้หญิงรักสวยรักงามมันลำบากซะจริง” พลอยบ่นกระปอดกระแปด แต่เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้เธอขนลุกเกรียว
“นี่บ่นอะไรกันพ่อลูก มีปัญหากับหน้าแม่รึไง” พลอยหันไปก็เจอกับคุณแม่สุดเซี้ยวเปรี้ยวแซ่บของเธอ แต่เวลาสองแม่ลูกเดินด้วยกัน เห็นทีจะไม่เข้ากันแม้แต่น้อย
“ไม่มีค่าคุณแม่ คุณแม่สวยที่สุดในจักรภพเลยค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเอาใจแม่
“แหม ไม่ต้องเลยแม่ตัวดี ตัวเองก็หัดแต่งตัวบ้างเถอะ เสียดายที่เป็ผู้หญิง รู้ไหม” คุณแม่แหวขึ้นมาด้วยความห่วงใย เธออยากให้พลอยมีครอบครัว แก่ตัวไปจะได้ไม่ต้องตัวคนเดียว
“ผู้หญิงไม่จำเป็ต้องแต่งตัวสวย ใส่กระโปรง แต่งหน้าก็ได้นี่ สมัยนี้แต่งแบบไหนก็ได้” พลอยเถียงกลับ ทำเอาคนเป็แม่หน้าคล้ำลงด้วยความไม่พอใจ พ่อที่เห็นดังนั้นก็เข้ามาห้ามทัพทันที
“เอาล่ะๆ แต่งแบบไหนก็ได้ แต่ต้องสะอาดสะอ้านและสุภาพ พอ จบ” พ่อของพลอยเอ่ยขึ้น จากนั้นก็จูงมือแม่ของพลอยไปขึ้นรถ
“ไปกันเถอะค่ะ ขึ้นรถ วันนี้พลอยขับนะคะ คุณยายค่อยๆเดินนะคะ” พลอยเองก็จูงยายของเธอค่อยๆเดิน คุณยายนั้นแข็งแรงมาก ยังเดินเหินได้สะดวกแม้ว่าอายุจะใกล้แปดสิบแล้วก็ตามที
“ขอบใจมากลูก” ดวงตาขุ่นมัวนั้นมองไปยังหลานสาวคนเดียวที่เธอมี โดยที่หารู้ไม่ว่านั่นจะเป็ครั้งสุดท้ายของครอบครัวที่จะได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
น้ำตาของพลอยหลั่งออกมา พลางสะอึกสะอื้น คนที่รู้ตัวคนแรกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับพลอยก็คือนิลที่ซบอยู่ข้างหลัง เขาใช้มือน้อยๆปาดน้ำตาของพลอยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พี่พลอยเป็กระไรรึขอรับ” นิลถามด้วยความเป็ห่วง
“แม่พลอย ร้องไห้ทำไมรึ” เมื่อได้ยินคำพูดของนิล เรืองก็ปรี่เข้ามาดูพลอยทันที ใบหน้าของเธอดูวิตกกังวลอย่างยิ่ง
“ไม่มีอะไรดอกจ้ะ พี่เรือง แค่… คิดถึงคนทางโน้นน่ะ” เธอพยายามอธิบายให้กับเรือง ซึ่งเรืองก็เข้าใจว่าคนทางโน้นที่พลอยหมายถึงคือใคร
“คนทางโน้น…อ๋อ” เรืองพยักหน้าพลางทอดถอนใจ
“แค่ข้าไม่ทันได้ร่ำลา ก็จากมาเสียก่อน ไม่รู้ว่าจักโกลาหลกันแค่ไหน” เด็กหญิงเอ่ยความจริงออกมา พ่อ แม่ ยาย และมูมู่ ทุกคนจะใจสลายแค่ไหนที่พลอยได้ลาโลกนั้นไปแล้ว
“พี่เข้าใจนะแม่พลอย เพราะตอนที่แม่พลอยและพ่อนิลจมน้ำ พี่ก็เหมือนโลกนี้แตกสลายเหมือนกัน ทางนั้นเองก็คงไม่ต่างกันดอกจ้ะ” เรืองกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ยังดีที่คุณพลอยของเธอกลับมาได้ มิเช่นนั้นเธอเองก็คงเคว้ง ไม่รู้จะทำอย่างไร
“ข้าไม่รู้ ว่าควรจะอยู่ที่ใดกันแน่” พลอยเอ่ยออกมาด้วยความไม่แน่ใจ
“เราเลือกไม่ได้ดอกจ้ะแม่พลอย ชะตาชีวิตท่านให้เดินมาทางนี้ เราก็ต้องมา หากแม่พลอยมิมีเื่ต้องสะสางให้เสร็จที่นี่ ก็คงไม่ได้กลับมาดอกจ้ะ” เด็กสาวที่โตกว่าทำได้เพียงหาถ้อยคำมาปลอบใจ หากเธอทำได้ เธอก็อยากรับเอาความเศร้าของคุณพลอยของเธอมาไว้เสียเอง แต่นั่นเป็ไปไม่ได้
“นั่นสินะ ทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลเสมอ ข้ากลับมาด้วยเหตุผลอันใดกันนะ แล้วชีวิตข้าต้องเดินต่อไปทางใด ควรทำอะไรต่อไป” เธอถามตัวเองด้วยร้อยยิ้มเศร้าสร้อย จนตอนนี้เธอยังหาเหตุผลไม่เจอว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร แล้วเธอต้องทำอย่างไรต่อไป
“จักทำกระไรก็ทำเถิด แต่อย่าลืม ว่ายังมีพี่ที่จะติดตามแม่พลอยไปทุกที่ ชีวิตของพี่เป็ของแม่พลอย จะบุกน้ำลุยไฟ กระไรพี่ก็ทำทั้งสิ้น” คนเป็บ่าวพยายามให้กำลังใจนายของตนเอง ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนก็ต้องมีชีวิตต่อไป
“พี่เรือง พี่ช่างดีกับข้านัก” พลอยเอ่ยซาบซึ้ง ในโลกที่ไม่รู้จักใครเลย เธอยังมีเรืองและนิล
“คุณพี่พลอยกับพี่เรืองพูดเื่กระไรกันอยู่หรือขอรับ น้องไม่เข้าใจ” นิลทำหน้าฉงน พร้อมกับถามคนทั้งสองเพราะไม่เข้าใจคำพูดเลยแม้แต่น้อย
“ไม่มีอันใดดอกพ่อนิล พี่แค่ไม่รู้ว่าเมื่อถึงปากน้ำโพจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อ” พลอยเอ่ยกลบเกลื่อน
“ไม่มีคุณหญิงกานดา ไม่มีคุณพ่อ ไม่มีคุณพี่แก้ว ไม่มีบ่าวคอยรังแก เราจักทำอะไรก็ทำได้ดั่งใจมิใช่หรือขอรับ เป็เื่ที่น่ายินดีมิใช่หรือขอรับ” เด็กชายกล่าวด้วยสีหน้าโล่งใจ นอกจากเรือนหลังนั้นที่ราวกับนรก ยังมีที่อื่นที่แย่ยิ่งกว่าอีกหรือ
“จริงอย่างที่พ่อนิลว่า” พลอยพยักหน้าเห็นด้วย ทำให้เรืองเอ่ยตามมา
“เราอาจต้องลำบากกันแต่ก็เพียงแค่ทางกาย แต่ก็มีอิสระมากกว่าตอนอยู่เรือนโน้นมากนัก ลางที นี่อาจจะเป็ฟ้ามีตาช่วยให้แม่พลอยแลพอนิลแคล้วคลาดจากภัยพาลใดๆก็ได้หนา” เรืองยิ้มปลอบใจพลอย มือของเธอบีบมือพลอยไว้เบาๆเพื่อให้กำลังใจ
“ก็จริงจ้ะ” เด็กหญิงเอ่ยตอบรับ มันเป็ความจริงอย่างที่ทั้งนิลและเรืองกล่าว เธอไม่ควรจะโศกเศร้าโดยไม่เดินหน้าต่อไป