บทที่ 11 ความหลังครั้งวัยเยาว์
ตำหนักเยว่ฮวา เป็ตำหนักที่เงียบสงบ ล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยเบ่งบานงดงามยามฤดูชุนเทียน (ใบไม้ผลิ) แต่บัดนี้กลับดูร้างไร้ชีวิตชีวา
ฉีตงหยาง หรือ หลี่เฟยเทียน ยืนอยู่กลางลานตำหนัก สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับย้อนกลับไปในอดีตที่เขายังเยาว์วัย ตำหนักแห่งนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของมารดา ‘เฉินซิงเหยียน’ สนมเอกผู้มีใบหน้างดงามดั่งบุปผาแรกแย้ม พระนางมักอุ้มเขานั่งเล่นอยู่ใต้ศาลา หวีผมให้ด้วยพระหัตถ์อันอบอุ่น และเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน
แต่ภาพเ่าั้ก็เลือนรางลงไปเมื่อพระนางจากไปอย่างไม่มีวันกลับ และเขาถูกส่งไปยังเจียวตง เมืองชายแดนที่แสนหนาวเหน็บและห่างไกล
"ตำหนักยังคงเดิม แต่คนกลับไม่อยู่แล้ว"
ฉีตงหยางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความทรงจำ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางเดินเื้ั เมื่อเขาหันกลับไปก็พบกับร่างของ องค์จักรพรรดิ และ หลี่กงกง ขันทีคนสนิท
"ผ่านไปหลายปี เ้ายังคงจำตำหนักนี้ได้สินะ"
เสียงขององค์จักรพรรดิดังขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ภายในแฝงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะเข้าใจ
ฉีตงหยางรีบประสานมือคารวะ
"ถวายพระพรเสด็จพ่อ"
องค์จักรพรรดิมองบุตรชายคนที่เก้า ก่อนจะก้าวเข้ามายืนข้าง ๆ ดวงเนตรคมกริบกวาดมองตำหนักเยว่ฮวาอย่างครุ่นคิด
"เ้าโกรธข้าหรือไม่ ที่ส่งเ้าไปยังเจียวตง?"
พระองค์ตรัสขึ้น
ฉีตงหยางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"หม่อมฉันไม่เคยโกรธพ่ะย่ะค่ะ"
"จริงหรือ? ..."
องค์จักรพรรดิปรายตามอง
"...ข้ารู้ว่าเ้าอาจไม่เข้าใจในตอนนั้น แต่ที่ข้าส่งเ้าไป ไม่ใช่เพราะข้ารังเกียจเ้า"
ฉีตงหยางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรขององค์จักรพรรดิ สิ่งที่เขาเห็นในแววตานั้นมิใช่เพียงความเ็าอย่างที่เขาเคยคิด หากแต่มีบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"เ้าเป็บุตรของเฉินซิงเหยียน นางเป็หญิงที่งดงามและมีจิตใจดี แต่นางอยู่ในวังหลังได้ไม่นานนัก ก็มีคนหมายเอาชีวิต เ้าเองก็เคยถูกลอบทำร้ายหลายครั้ง"
องค์จักรพรรดิทอดถอนพระทัย
"การส่งเ้าไปเจียวตง คือทางเดียวที่ข้าจะปกป้องเ้าได้"
ฉีตงหยางนิ่งไปเล็กน้อย เขามิใช่เด็กไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว ย่อมเข้าใจว่าในวังหลวงเต็มไปด้วยเล่ห์กลอุบาย หากเขาเติบโตอยู่ที่นี่ บางทีอาจไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้
แต่ถึงกระนั้น หัวใจของเขาก็ยังรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย
"หม่อมฉันเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เขาตอบเสียงเบา
องค์จักรพรรดิมองบุตรชายที่เติบโตขึ้น ก่อนตรัสอย่างแ่เบา
"เ้าโตขึ้นมาก เ้าไม่ใช่เด็กที่วิ่งตามมารดาไปทั่ววังหลวงอีกต่อไปแล้ว"
ฉีตงหยางเพียงประสานมือ มิได้กล่าวอะไร
องค์จักรพรรดิพยักหน้าช้า ๆ ก่อนตรัสสั้น ๆ
"พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ เ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับศึกที่จะมาถึง"
หลังจากนั้นพระองค์จึงเสด็จจากไป โดยมีหลี่กงกงเดินตามเงียบ ๆ
ฉีตงหยางยืนอยู่ที่เดิม มองเงาของพระบิดาที่ทอดยาวไปตามทางเดิน พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
"ข้าไม่โกรธ แต่ก็ไม่อาจลืม..."
"หึ... ฉีตงหยาง เ้าคิดจริงหรือว่าตัวเองจะเป็วีรบุรุษกอบกู้ศักดิ์ศรีของแคว้นฉีได้?"
เสียงเยาะเย้ยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของตำหนักเยว่ฮวา องค์ชายรอง ฉีเฟยเจิน ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับข้ารับใช้ผู้ภักดีของเขา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้า
ฉีตงหยาง ค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาของเขาสงบนิ่ง แต่ลึกลงไปคล้ายมีเปลวไฟบางอย่างซุกซ่อนอยู่
"พี่รองมีธุระอันใดถึงต้องมาเยือนตำหนักของข้า?"
เขาถามเสียงเรียบ
"ธุระหรือ? ..."
ฉีเฟยเจินหัวเราะเยาะ
"...ก็แค่้ามาเตือนเ้าให้รู้ตัวว่า ศึกครั้งนี้ เ้าไม่มีทางชนะ! เ้าเป็แค่สุนัขที่ถูกขับไล่ไปอยู่เจียวตง ใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความสามารถ ขนาดข้ายังเอาชนะพวกมันไม่ได้ เ้ายังกล้ามาหวังดีจะสู้กับแคว้นฉู่? หึ! ไม่เจียมตัวเลยจริง ๆ"
เหล่าข้ารับใช้ขององค์ชายรองหัวเราะเยาะตามไปด้วยอย่างสอพลอ
แต่ฉีตงหยางเพียงยิ้มเย็น มิได้สะทกสะท้านกับคำถากถาง เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันกลับไป
"แล้วเหตุใดแคว้นฉีต้องพ่ายแพ้?"
คำพูดของเขาทำให้เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายเงียบลง
"เพราะผู้ที่ขึ้นสู้ก่อนข้านั้นพ่ายแพ้ไปแล้ว และพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง…"
ฉีเฟยเจินขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน ฉีตงหยางยังคงพูดต่อไป
"...พ่ายแพ้เพราะความขลาดเขลา มิใช่เพราะฝีมือด้อยกว่า พ่ายแพ้เพราะมิกล้าต่อสู้ พ่ายแพ้เพราะกลัวตัวเองจะสูญเสียมากกว่าที่จะกลัวประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน"
สีหน้าขององค์ชายรองเริ่มแปรเปลี่ยนเป็โทสะ
"เ้า…"
"ข้าเพียงพูดความจริง…"
ฉีตงหยางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"...แคว้นฉีไม่ได้สิ้นคนดีคนเก่ง แต่กลับมีคนบางพวกที่ยอมศิโรราบ ยอมเสียแผ่นดิน ยอมเสียศักดิ์ศรีเพียงเพราะหวาดกลัว สงสัยคนเช่นนั้นจะมิใช่ข้า แต่เป็องค์ชายรองเสียมากกว่า"
คำพูดของเขาเสียดแทงลึกเข้าไปในใจของฉีเฟยเจิน
"เ้า…เ้าอย่าคิดว่าเพราะได้เสด็จพ่อสนับสนุน แล้วเ้าจะทำอะไรก็ได้!..."
องค์ชายรองกัดฟันพูด
"...ข้าจะรอดูวันที่เ้าพ่ายแพ้ ข้าจะรอดูว่าเ้าจะขายหน้าขนาดไหนเมื่อพวกแคว้นฉู่เหยียบย่ำเ้า!!"
ฉีตงหยางหัวเราะเบา ๆ
"เช่นนั้นก็โปรดรอดูให้ดีเถิด ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร"
ฉีเฟยเจินโกรธจนตัวสั่น กัดฟันกรอด ก่อนสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหลังเดินออกไปจากตำหนัก
ดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตอย่างชัดเจน
"ฉีตงหยาง... ข้าจะทำให้เ้าพินาศด้วยมือของข้าเอง!"
ในความเงียบสงัดของตำหนัก ฉีเฟยเจินก้าวไปยังหน้ากระจกทองเหลือง มือของเขาเอื้อมไปลูบรอยแผลเป็บนหน้าผากเบา ๆ ดวงตาฉายแววขุ่นมัว ความทรงจำที่ฝังลึกมาั้แ่ยังเยาว์วัยหวนกลับมาอย่างชัดเจน
ครั้งนั้น สนามฝึกซ้อมขององค์ชายในวังหลวงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ สนุกสนานของเหล่าองค์ชายที่ยังเป็เด็กน้อย องค์ชายรอง ฉีเฟยเจินในวัยเยาว์วิ่งไล่จับ โจวเยี่ยนฟาง องค์หญิงน้อยธิดาของ โจวซูเฟย น้องสาวขององค์จักรพรรดิ
"ฮ่าๆๆ! จับเ้าได้แล้ว!"
เสียงหัวเราะขององค์ชายดังลั่น ขณะที่องค์หญิงน้อยถูกล้อมไว้กลางสนาม นางสะบัดตัวหนี แต่กลุ่มองค์ชายหลายคนต่างช่วยกันขวางทาง
"องค์หญิงเยี่ยนฟาง เ้ามาเล่นกับพี่ชายดีกว่า พี่จะดูแลเ้าเอง? ..."
ฉีเฟยเจินร้องบอก
"...เห็นหรือไม่ว่าในวังนี้ ไม่มีใครปกป้องเ้าได้เลย"
โจวเยี่ยนฟางตัวสั่น นางขบริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา แม้จะเป็องค์หญิง แต่ก็ยังเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่อาจต่อสู้กับพวกองค์ชายได้ นางไม่ชื่นชอบ ไม่อยากเล่นด้วยกับองค์ชายเ่าั้ เพราะชอบแกล้งให้นางร้องไห้
ทว่าในวินาทีนั้น เสียงะโหนึ่งก็ดังขึ้น
"เหตุใดพวกเ้าต้องแกล้งน้องหญิงเล็ก นางไม่ชื่นชอบก็ไม่ควรขืนใจนางเช่นนั้น"
เด็กชายร่างผอมบางคนหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่ม นั่นคือ ฉีตงหยาง องค์ชายเก้าผู้เงียบขรึม
ฉีเฟยเจินหรี่ตาลง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็หงุดหงิดทันที
"เ้าอย่าได้มายุ่งเื่ของข้า! หรืออยากจะลองสู้กันดู?"
ฉีตงหยางยกยิ้มมุมปาก
"เ้ามีตั้งหลายคน ข้ามีแค่คนเดียว หากเ้ายังกลัว ข้าก็ไม่ว่าอะไร"
คำพูดนั้นเป็ประกายไฟจุดเชื้อโทสะของฉีเฟยเจินทันที
"เ้านี่มันปากดีนัก!"
ว่าแล้ว ฉีเฟยเจินก็พุ่งเข้าหา ฉีตงหยาง ทั้งสองต่อสู้กันกลางสนาม ฉีเฟยเจินฝึกวิชาต่อสู้มาั้แ่เด็ก ย่อมเหนือกว่าฉีตงหยางอยู่มาก แต่แม้จะเป็เช่นนั้น ฉีตงหยางกลับมิได้หวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
พลั่ก!
กำปั้นกระแทกเข้าเต็มท้อง ฉีเฟยเจินเซถอยหลัง แต่เขากัดฟันพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
"ข้าจะให้เ้ารู้ว่าคนที่อ่อนแอไม่ควรจะมีปาก!"
แต่ก่อนที่กำปั้นของเขาจะถึงตัวฉีตงหยาง เด็กชายกลับหลบฉากได้อย่างรวดเร็ว
ฉีเฟยเจินเสียหลัก ลื่นล้ม หัวกระแทกเข้ากับก้อนหินที่อยู่ใกล้ ๆ
เืไหลซึมออกมาเป็ทางยาว...
ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่าง สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธและความอับอาย
ฉีตงหยางมองดูร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ก่อนจะเอ่ยเสียงเ็า
"คนที่ดูถูกผู้อื่น ควรมีฝีมือมากพอที่จะยืนหยัดด้วยตัวเอง"
เด็กชายกล่าวจบก็เดินจูงมือองค์หญิงเล็กออกไป ปล่อยให้เหล่าข้ารับใช้ขององค์ชายรองรีบเข้ามาพยุงร่างของเ้านาย
รอยแผลเป็บนหน้าผากของฉีเฟยเจิน... ก่อกำเนิดขึ้นจากวันนั้น
ไม่ใช่เพียงแผลทางกาย แต่เป็แผลในใจ... ที่มิอาจลบเลือน
เขาเกลียดฉีตงหยาง เกลียดมาตลอดหลายปี
และแม้วันนี้ เขาก็รอเวลาที่เขาจะต้องเอาคืนให้ได้!
โปรดติดตามตอนต่อไป