เสียงเสี่ยวซูวิ่งหน้าตาตื่นมาั้แ่เช้าตอนนี้เขาแข็งแรงขึ้นมากแล้ว มีคนกล่าวว่า ‘ใจเป็นายกายเป็บ่าว’ คำกล่าวนี้เป็ความจริงสำหรับเสี่ยวซูเพราะั้แ่เขากลับมาอยู่บ้าน เขาก็สุขภาพแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆเสี่ยวซูสนิทกับหม่าต้านมากชนิดเ้าไปไหนข้าไปนั่น ตอนนี้ผ่านมา 3 ปีแล้วเสี่ยวซูกลายเป็เด็กหนุ่มอายุ 15 ปีแล้วเขาตามหม่าต้านขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่าทุกวันและเมื่อเช้าเขาก็อาสาเอาของป่าไปขายในเมือง
“พี่หม่าต้านข้าหางานเสริมมาให้ท่านได้แล้ว รายได้ดีทีเดียว” หน้าตาเสี่ยวซูดูดีใจยิ่งนัก“20ตำลึง สำหรับการนำทางคุณชายท่านนั้นขึ้นเขาไปล่าสัตว์” เขาชี้ไปที่รถม้าที่อยู่ไม่ไกล
“เ้าเก่งมากเสี่ยวซู” เป็นางจางที่ออกปากชมน้องชายพวกเ้าพาคุณชายท่านนั้นขึ้นเขาล่าสัตว์เสร็จแล้ว รีบลงมาก่อนค่ำละ อย่าเถลไถล
“ครับท่านพี่” เสี่ยวซูตั้งท่าจะจูงมือพี่เขยเดินไปทางรถม้า
“ว่าแต่เป็คุณชายตระกูลไหนกัน” นางจางถามขัดขึ้นมา
“บ้านสกุลตงที่เคยรับซื้อสมุนไพรจากบ้านเราเมื่อ 3 ปีก่อนไง ข้าไปแล้วท่านพี่อย่าถ่วงเวลาพวกเราเลย” เสี่ยวซูรีบลากพี่เขยไปอย่างกลัวจะเสียงาน
‘คุณชายสกุลตง’ นางจางรู้สึกมีอะไรไม่ถูกต้องแต่นางก็นึกไม่ออกว่าเป็เื่ใด
นางจางทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมาลานบ้านนั่งคุยกับมารดา ขณะคุยกันอยู่นั้นมีชายวัยกลางคนเดินผ่านหน้าบ้านนางนางหลี่ทักขึ้น “นั้นมันนายพรานเผิงนี่นา”
นางจางได้ยินชื่อของพรานเผิงเข้าก็หน้าซีดเหมือนไก่ต้มจนนางหลี่กังวลใจขึ้นมา “ฟางเอ๋อ มีเื่อันใดทำไมหน้าเ้าซีดเซียวขนาดนี้”
“ท่านแม่แย่แล้ว ข้าจำได้แล้ว ในนิมิตข้ามีข่าวเื่คุณชายตระกูลตงมาท่องเที่ยวล่าสัตว์บนเขา และได้นายพรานเผิงเป็คนนำทางวันนั้นเกิดพายุบนเขา ทุกคนที่อยู่บนเขาตายหมด”
นางจางรู้สึกใจหายวูบนางตั้งท่าจะวิ่งออกไปตามสามีและน้องชาย แต่นางหลี่รีบห้ามไว้ “เ้าจะทำอะไรเ้าจำได้ไหมว่าพายุเข้ายามไหน”
“น่าจะยามนี้ล่ะท่านแม่” นางจางมองเมฆตั้งเค้าบนท้องฟ้าแล้วมีน้ำตาเอ่อนางรู้สึกว่า 3 ปีที่ผ่านมานี้สำหรับนางแล้วมีความผูกพันกับหม่าต้านยิ่งกว่า15 ปีในนิมิต นางจะอยู่อย่างไรถ้าไร้สามีแล้วยังมีน้องชายของนางอีกหนึ่งชีวิตอีก นางพยายามปัดมือมารดาออก แต่มือของนางหลี่กลับจับแขนนางไว้แน่นมากขึ้นจนนางขยับไม่ได้
นางหลี่มองบุตรสาวก็เข้าใจ‘ฟางเอ๋อคงรักเ้าหนุ่มหม่าต้านนั้นมากทีเดียวข้าจะปล่อยบุตรสาวที่เป็ความหวังเดียวในตระกูลไปเสี่ยงตายไม่ได้’
“แม่ไปเองเ้าไปแจ้งกับผู้ใหญ่จง ให้ตามคนหนุ่มในหมู่บ้านมาช่วยกันแต่ถ้าไม่ทันการก็รอจนพายุสงบแล้วค่อยไปหาคนเถอะนะ” นางมองบุตรสาวเหมือนสั่งลา“เ้าต้องรับปากแม่เ้าต้องทำให้ตระกูลเราคงอยู่สืบไป อย่าให้แม่ผิดต่อบรรพบุรุษตระกูลจางนะ”
“ไม่นะท่านแม่ข้าไปเอง ข้าไปเอง”
“ข้ารู้ทางบนเขาดีกว่าเ้าเ้าไปรังแต่จะหลงทางไม่เกิดประโยชน์อันใด” นางหลี่ไม่รอบุตรสาวรับปากเพราะนางรู้ว่าบุตรสาวของนางมีความกตัญญูเกินใครถ้านางสั่งเสียไปแล้วบุตรสาวต้องทำตามอย่างแน่นอน นางจึงตรงปรี่ขึ้นเขาไปทันที
นางจางยืนงงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อตั้งสติได้นางก็เริ่มเดินทางไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านนางจางอยู่บริเวณตีนเขาห่างจากบ้านผู้ใหญ่บ้านไป4 ลี้ (2กิโลเมตร) ระหว่างทางไปหมู่บ้านนางพบรถม้าคันใหญ่ดูหรูหราคันหนึ่งมีสัญลักษณ์ตระกูลตงติดอยู่บนรถม้า รถม้าคันนี้ติดหล่มมีชายสองคนยืนอยู่บริเวณนั้น
เมื่อนางเดินเข้าไปใกล้ก็ปรากฎร่างคนชุดดำผู้หนึ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ข้างทางคนชุดดำผู้นั้นใช้ดาบแทงชายสองคนที่ยืนอยู่อย่างว่องไวจากนั้นเขาก็เข้าไปในรถม้าสังหารคนที่อยู่ข้างใน
นางจางยืนใตัวแข็งห่างจากรถม้าไม่ถึงสามจั้ง(สิบเมตร) เป็เวรกรรมของนางคนชุดดำผู้นั้นทำผ้าปิดหน้าหลุดต่อหน้านาง ‘ข้าเห็นหน้าเขาแล้ว’ นางจางหันหลังกลับและวิ่งหนีทันที
แต่ฝีเท้าสตรีไร้วรยุทธอย่างนางหรือจะทันชายผู้เยี่ยมยุทธชายผู้นั้นวิ่งตามนางทันอย่างรวดเร็ว และใช้ดาบแทงทะลุทรวงอกนางจากทางด้านหลัง