บทที่ 33 คุณจะไปกับเขางั้นเหรอ
“ไม่ต้องมาเตือนผม!” จิ่งเป่ยเฉินกัดฟันกรอด เสียงของเขาเ็าสุดขีด ดวงตาสีดำมืดมิด
คำพูดของอันอวี้หานทำให้เขารู้สึกท้อแท้
ในทางกลับกัน ผู้หญิงไร้หัวใจคนนี้กลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย
ยังไงการทำให้เขาโกรธก็ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่มีอะไรน่ากลัว
หลังจากเต้นรำเสร็จ โอวหยางลี่ก็ถูกดึงดูดความสนใจั้แ่จิ่งเป่ยเฉินและอันอวี้หานเต้นรำเปิดงาน สายตาของเขาจับจ้องไปที่อันโหรวอย่างละสายตาไม่ได้
บุคลิกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ และระดับความเข้าใจในการเต้นแทงโก้ ทำให้เขาสงสัยใคร่รู้มากขึ้น
ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งทันทีที่ได้เห็นเธอ
แต่ว่า...
เธอจะเป็อันโหรวจริง ๆ หรือ
เหอเหมียวหันหน้าไป มองตามสายตาของโอวหยางลี่ แล้วรู้สึกเกลียดชังในทันที
คืนนี้โอวหยางลี่เสียการควบคุมไปหลายครั้งเพราะอันอวี้หาน และเป็ครั้งแรกที่เขาดุเธอ ที่ผ่านมาเขาเอาใจใส่เธอเป็อย่างดี
แค่ผู้หญิงแก่และน่าเกลียด ก็คู่ควรให้เขาทำแบบนี้งั้นเหรอ
ไม่ได้ ดูเหมือนเธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อสั่งสอนอันอวี้หานให้ดีและระบายความแค้นในใจ
เหอเหมียวตัดสินใจแน่วแน่ สายตาเหมือนมีดชุบยาพิษ แม้แต่เล็บที่จิกลงในฝ่ามือยังไม่รู้ตัว ได้แต่ตัวสั่นด้วยความโกรธ
……
จิ่งเป่ยเฉินเดินนำอยู่ข้างหน้า เขาก้าวเท้ายาวพร้อมกับความโกรธเล็กน้อย
อันโหรวตามไม่ทัน ประกอบกับชุดราตรีที่เดินลำบาก เธอจึงต้องยกชายกระโปรงยาว วิ่งตามไปข้างหลัง
เมื่อเธอวิ่งไปถึงประตูรถอย่างยากลำบาก กลับต้องมองรถเบนท์ลีย์ที่ขับผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เขาต้องจงใจแน่ ๆ!
“จิ่งเป่ยเฉิน!” อันโหรวโกรธและไม่พอใจ กระทืบเท้าอย่างแค้นใจ
โอวหยางลี่ที่เพิ่งออกมาจากงาน บังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้พอดี เขาเห็นเธอยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางสายลม ผมยาวของเธอพลิ้วไหวในยามค่ำคืน เขาก็หัวเราะเบา ๆ แล้วก้าวขายาวเดินไปหาเธอโดยไม่รู้ตัว
“คุณหนูอัน ที่นี่เรียกรถไม่ได้หรอก ทำไมคุณจิ่งถึงทิ้งคุณไว้คนเดียวล่ะ” โอวหยางลี่ยิ้มบนใบหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ดูเหมือนสุภาพบุรุษผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
อันโหรวชำเลืองมองเขา แล้วมองไปที่เหอเหมียวซึ่งเต็มไปด้วยความเป็ศัตรูกับเธอ พลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณชายโอวหยาง ทำไมไม่ไปอยู่กับคนรักลับหลังของคุณให้ดี แต่กลับมายุ่งเื่ของฉันแทน”
“คุณพูดถึงใครว่าเป็คนรักลับหลัง พี่โอวหยางชอบฉัน ในอนาคตเขาต้องแต่งงานกับฉันแน่นอน!” เหอเหมียวยื่นปากพูด กระทืบเท้ามองไปที่โอวหยางลี่ ยิ่งดูเอาแต่ใจและงอแง “พี่โอวหยาง บอกผู้หญิงแก่คนนี้หน่อยสิว่าฉันพูดถูกไหม!”
“เหอเหมียวอย่าซน เธอลืมสิ่งที่ฉันบอกเธอไปแล้วเหรอ” โอวหยางลี่พูดอย่างดุดัน มีความรำคาญแฝงในแววตา
ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าเหอเหมียวเหมือนสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก แต่ตอนนี้กลับพบว่า แม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เชื่องที่สุดก็ยังมีอารมณ์ฉุนเฉียวได้
และเขาไม่ชอบเลย
เหอเหมียวใ ได้แต่หุบปากเชื่อฟัง คืนนี้เธอโดนดุมามากเกินไปแล้ว ไม่กล้าทำตัวเกเรอีกต่อไป
อันโหรวมองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกขำขัน เธออดหัวเราะเบา ๆ ออกมาไม่ได้
“คุณหนูอัน ระหว่างเรามีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า” โอวหยางลี่ได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ของอันโหรว และเห็นเธอจ้องมองด้วยสายตาเยาะเย้ย เขาจึงขมวดคิ้วและอดถามออกมาไม่ได้ “ถ้ามี ผมขอโทษ หวังเพียงว่าต่อไปเราจะเป็เพื่อนกันได้”
เขาพูดจาได้อย่างคล่องแคล่วและรัดกุม
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่กล้าคิดสูงถึงขนาดนั้น คุณชายโอวหยาง” อันโหรวพูดอย่างขอไปที เดินอ้อมตัวเขาไป แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจะโทรหาหลินจือเสี่ยว แต่โทรศัพท์กลับถูกแย่งไป
เธอหันหน้ากลับไป สีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม โทรศัพท์มือถือของเธออยู่ในกำมือของโอวหยางลี่
“พี่โอวหยาง…” เหอเหมียวเห็นท่าไม่ดี จึงรีบพูดออดอ้อน “ผู้หญิงแก่คนนี้มีอะไรดี เหอเหมียวกลับไปนวดไหล่ให้พี่นะ พี่ไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าชอบให้เหอเหมียวนวดให้ที่สุด”
“เธอกลับไปก่อน” โอวหยางลี่ค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออกมาอย่างแเี พอเห็นคนขับรถขับรถมาแล้ว เขาก็ผลักเหอเหมียวเข้าไปในรถ “ไปส่งเธอกลับบ้าน”
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอโต้แย้ง แล้วปิดประตูรถทันที
เหอเหมียวไม่อยากยอมแพ้แต่ก็ไม่มีทางเลือก ใบหน้าอันงดงามเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง ตอนนี้เธอทำได้เพียงกลับไปคิดแผนการระยะยาวต่อไป
……
โอวหยางลี่กำโทรศัพท์มือถือในมือแน่น พลางยักคิ้ว “คุณเกลียดผม ผมรู้สึกได้”
อันโหรวได้แต่หายใจเข้าลึก พยายามกดความโกรธที่พุ่งขึ้นมาในใจ แล้วแสดงออกด้วยรอยยิ้มที่เหมาะสมตามแบบแผน “คุณชายโอวหยาง คุณเป็โรคหวาดระแวงหรือเปล่า ฉันบอกแล้วว่าเราเพิ่งเจอกันเป็ครั้งที่สอง พูดถึงชอบหรือเกลียดไม่ได้หรอก”
พอพูดจบ เธอก็ยื่นมือออกไปตรงหน้าเขา “ข่าวลือว่าคุณชายโอวหยาง เป็สุภาพบุรุษที่อ่อนโยนดุจหยก ตอนนี้ทำไมถึงเหมือนนักเลงกันนะ”
โอวหยางลี่โดนอัดจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะมีปฏิภาณไหวพริบขนาดนี้ เขาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้บนมือเธอ สำหรับการกระทำที่ไม่ทันคิดเมื่อครู่ เขาเองก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อ
แน่นอนว่าเป็การกระทำของนักเลง ยิ่งไปกว่านั้นมันคือสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
อันโหรวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหลินจือเสี่ยว แต่ไม่มีใครรับสายเป็เวลานาน
เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้หลินจือเสี่ยวกำลังอาบน้ำให้เด็กสองคน และยุ่งจนหัวหมุน เลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์
“ไม่มีใครรับสายเหรอ” โอวหยางลี่ยืนอยู่ด้านข้าง สังเกตปฏิกิริยาของเธอมาตลอด
อันโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใส่โทรศัพท์กลับเข้าไปในกระเป๋า ไม่อยากจะสนใจโอวหยางลี่อีก จึงเดินอ้อมตัวเขาเตรียมจะไป
“ผมไปส่งคุณ” โอวหยางลี่ไม่ยอมแพ้ ก้าวไปข้างหน้าคว้าข้อมือเธอไว้ “คุณรอผมสักครู่ ผมจะไปขับรถ”
อันโหรวกำลังจะปฏิเสธ แต่โอวหยางลี่กลับปล่อยมือเธออย่างน่าประหลาดใจ น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยการลองใจ “คุณฉลาดนะ รู้จักตื้นลึกหนาบาง ที่นี่เรียกรถไม่ได้แน่นอน คุณน่าจะรู้ว่าตอนนี้ควรเลือกอย่างไรจึงจะดีที่สุดสำหรับคุณ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มุมปากยิ้มเล็กน้อย สายตาที่มั่นใจอย่างประหลาดทำให้อันโหรวรู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง หากไม่มีรถ เธอก็ต้องเดินกลับบ้าน คาดว่าคงต้องเดินจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะใช้อารมณ์ตัดสินใจ
“คุณไปขับรถมา ฉันจะรอที่นี่” ในที่สุดอันโหรวก็ยอมแพ้
“ไม่ต้องรอนานหรอก เดี๋ยวก็มา” พอพูดจบ โอวหยางลี่ก็ถอดเสื้อสูทของตัวเองออก คลุมไว้บนตัวของอันโหรว เมื่อเห็นเธอจะถอดออก เขาก็รีบยื่นมือไปกดมือเธอไว้ “สุขภาพสำคัญที่สุด ตอนกลางคืนลมแรง อย่าให้เป็หวัดนะ”
เขาไม่รอให้อันโหรวพูดอะไรอีก เดินตรงไปที่ลานจอดรถของงาน
อันโหรวมองเสื้อสูทบนไหล่ของเธอ จากนั้นก็ยกมือดึงเสื้อสูทออก
เธอจะไม่รับสิ่งของใด ๆ จากโอวหยางลี่อีกแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาก็ใส่ใจแบบนี้ ทำให้เธอรู้สึกประทับใจเสมอ และหลงใหลในกับดักแห่งความอ่อนโยน แต่ตอนนี้ หากเขาทำเช่นนี้กับเธออีก เธอก็มีแต่ความรู้สึกขยะแขยง
โดนหลอกมาครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่มีครั้งที่สองแน่นอน
โอวหยางลี่ขับรถออกมาอย่างรวดเร็ว รถฮัมเมอร์ค่อย ๆ แล่นมาหาและจอดข้าง ๆ ตัวเธอ
“ขึ้นรถสิ!” โอวหยางลี่โน้มตัวเปิดประตูรถ
อันโหรวกัดริมฝีปากล่างด้วยความลังเล แต่พอเธอกำลังจะนั่งเข้าไปในรถ กลับมีแสงสว่างวาบขึ้นข้างหน้า ตามมาด้วยเสียงยางรถเสียดสีกับพื้นอย่างรุนแรง ฟังแล้วแสบแก้วหู
“อันอวี้หาน คุณกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” จิ่งเป่ยเฉินคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะใจอ่อน เขาเหยียบคันเร่งกลับมารับเธอ แต่กลับได้เห็นฉากแบบนี้
ใบหน้าของเขาดูหม่นหมอง เขารีบปลดเข็มขัดนิรภัยและก้าวลงจากรถ สาวเท้ายาว ๆ เดินไปหาอันโหรว
ดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยเปลวไฟ เขาคว้ามือของอันโหรวไว้แน่น ความโกรธที่พยายามข่มกลั้นเปลี่ยนเป็ออร่าอำมหิตที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว “ถ้าผมไม่กลับมา คุณก็จะไปกับเขางั้นเหรอ”