แสงอรุณแรกของวันใหม่สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามาในห้องนอนอันกว้างขวางของจวนท่านอ๋อง หลินเยว่ลืมตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในร่างกายเริ่มทุเลาลงบ้างแล้วหลังจากที่เธอแอบปรุงยาสมุนไพรพื้นฐานกินเองเมื่อคืนนี้ เธอขยับกายลุกขึ้นนั่ง พลางสำรวจรอบห้องที่เงียบเชียบจนน่าประหลาด
“จวนท่านอ๋องผู้นี้...ช่างเ็าเหมือนเ้าของไม่มีผิด”
เธอพึมพำกับตัวเอง
แม้จะเป็คืนเข้าหอ แต่เย่จิ่นหลีกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากทิ้งคำขู่ไว้ในห้องโถงใหญ่ เขาไม่ได้ย่างกรายเข้ามาในห้องหอเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสำหรับหลินเยว่แล้ว นั่นถือเป็เื่ดีอย่างยิ่ง เพราะเธอเองก็ยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับบุรุษที่ดูอันตรายผู้นั้นในยามค่ำคืน
หลินเยว่ลุกขึ้นจากเตียงและเริ่มบริหารร่างกายเบาๆ ตามหลักศิลปะการต่อสู้ที่เธอถนัด ทว่าในขณะที่เธอกำลังเคลื่อนไหว เธอกลับรู้สึกถึงกระแสความร้อนบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ในจุดชีพจร มันเป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่ ไม่ใช่ความร้อนจากไข้ แต่เป็พลังงานที่ดูเหมือนจะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของเธอ
“นี่หรือคือพลังปราณ?”
เธอหยุดนิ่งและพยายามรวบรวมสมาธิ หลับตาลงเพื่อััถึงกระแสพลังนั้น เธอพบว่าในร่างของซูหลินเยว่ที่ดูอ่อนแอ กลับมีขุมพลังมหาศาลที่ถูกปิดกั้นไว้ด้วยพิษร้ายที่ตกค้างอยู่
“หากข้าสามารถชำระล้างพิษนี้ออกไปได้ทั้งหมด พลังบำเพ็ญเพียรของข้าคงจะก้าวหน้าไปได้ไกล”
ดวงตาของเธอเป็ประกายด้วยความหวัง
ทว่า ความสงบสุขของเธอก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากหน้าห้อง
“หลีกไป! ข้าจะเข้าไปหาพี่สาวของข้า ใครกล้าขวางข้าจะสั่งโบยให้ตาย!”
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังขึ้น
หลินเยว่ขมวดคิ้ว
“ซูเม่ยเอ๋อร์...”
ประตูห้องถูกผลักออกอย่างแรงจนกระแทกกับผนัง หญิงสาวในชุดผ้าไหมสีชมพูสดใส ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะเดินนวยนาดเข้ามาด้วยท่าทางอวดดี ข้างกายของนางมีสาวใช้รับใช้สองคนที่ทำหน้าตาถมึงทึง
“โอ้...พี่สาวผู้น่าสงสารของข้า”
ซูเม่ยเอ๋อร์จีบปากจีบคอพูด พลางใช้พัดในมือปิดปากหัวเราะเบาๆ
“ได้ยินว่าเมื่อคืนท่านอ๋องไม่ได้เข้าหอด้วยหรือเ้าคะ ช่างน่าเวทนานัก แต่งงานวันแรกก็ถูกทิ้งเสียแล้ว”
หลินเยว่มองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะน้ำชาอย่างใจเย็น พลางรินน้ำชาใส่ถ้วยช้าๆ
“เ้ามาที่นี่เพื่อจะบอกเื่ที่ข้ารู้อยู่แล้วอย่างนั้นหรือ เม่ยเอ๋อร์? ช่างเป็น้องสาวที่กตัญญูเสียจริงที่อุตส่าห์ถ่อมาถึงจวนท่านอ๋องเพื่อเื่ไร้สาระเช่นนี้”
ซูเม่ยเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย นางคาดหวังจะเห็นซูหลินเยว่ร้องไห้ฟูมฟายหรือแสดงท่าทางอ่อนแอเหมือนทุกครั้ง แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็หญิงสาวที่ดูสงบนิ่งและมีอำนาจอย่างประหลาด
“เ้า! กล้าดียังไงมาพูดกับข้าเช่นนี้!”
ซูเม่ยเอ๋อร์แผดเสียง
“อย่าลืมนะว่าที่เ้าได้แต่งเข้าจวนท่านอ๋อง ก็เพราะท่านพ่อ้ากำจัดเ้าออกไปพ้นหูพ้นตาต่างหาก ท่านอ๋องขี้โรคผู้นี้ก็แค่หุ่นเชิดที่ไม่มีใคร้า เหมาะสมกับเ้าที่สุดแล้ว!”
หลินเยว่วางถ้วยน้ำชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับซูเม่ยเอ๋อร์
“หากท่านอ๋องเป็หุ่นเชิดที่ไม่มีใคร้า แล้วเหตุใดเ้าถึงได้พยายามวางยาพิษข้าเพื่อจะแย่งชิงตำแหน่งพระชายานี้ไปล่ะ?”
ใบหน้าของซูเม่ยเอ๋อร์ซีดเผือดลงทันที
“เ้า...เ้าพูดเื่อะไร! ข้าไม่ได้ทำ!”
“ความลับไม่มีในโลกหรอกนะน้องสาว”
หลินเยว่ลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาซูเม่ยเอ๋อร์ช้าๆ
“พิษที่เ้าใส่ลงในน้ำแกงวันนั้น ข้ายังจำรสชาติมันได้ดี และข้าก็รู้ด้วยว่าเ้าไปซื้อมันมาจากที่ไหน”
หลินเยว่ใช้ความรู้จากการเป็ศัลยแพทย์และการสังเกตอาการของร่างกายเ้าของร่างเดิมบวกกับการคาดเดาจากนิสัยของซูเม่ยเอ๋อร์ ซึ่งดูเหมือนจะถูกจุดเข้าอย่างจัง
“เ้า...เ้าไม่มีหลักฐาน!”
ซูเม่ยเอ๋อร์ถอยหลังหนีด้วยความหวาดกลัว
“หลักฐานน่ะหรือ?”
หลินเยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“ข้าไม่จำเป็ต้องใช้หลักฐานหรอก เพราะตอนนี้ข้าคือพระชายาของท่านอ๋องเย่จิ่นหลี หากข้าบอกเขาว่าเ้าพยายามลอบสังหารข้า เ้าคิดว่าท่านอ๋องจะทำอย่างไรกับตระกูลซู?”
แม้เย่จิ่นหลีจะถูกมองว่าไร้อำนาจ แต่ฐานะท่านอ๋องก็ยังเป็สิ่งที่สามัญชนไม่อาจล่วงเกินได้ ซูเม่ยเอ๋อร์เริ่มสั่นเทาด้วยความกลัว
“เ้าไม่กล้าหรอก! ท่านอ๋องไม่สนใจเ้าด้วยซ้ำ!”
ซูเม่ยเอ๋อร์พยายามข่มขวัญกลับ
“งั้นเรามาลองดูกันไหม?”
หลินเยว่แสยะยิ้ม ก่อนจะคว้าข้อมือของซูเม่ยเอ๋อร์ไว้แน่น แรงบีบของเธอนั้นมหาศาลจนซูเม่ยเอ๋อร์ร้องออกมาด้วยความเ็ป
“ปล่อยนะ! นังคนบ้า! ปล่อยข้า!”
“จำใส่หัวเ้าไว้เม่ยเอ๋อร์”
หลินเยว่กระซิบที่ข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ซูหลินเยว่คนเดิมที่เ้าเคยรังแกได้ตายไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงหลินเยว่ที่จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเหยียบหัวอีก หากเ้ายังกล้ามายุ่งกับข้าอีกแม้แต่ปลายก้อย ข้าจะทำให้เ้าได้รู้ซึ้งถึงคำว่าตายทั้งเป็!”
หลินเยว่สะบัดข้อมือของซูเม่ยเอ๋อร์ออกอย่างแรง ทำให้นางล้มลงไปกองกับพื้น สาวใช้ของซูเม่ยเอ๋อร์รีบเข้ามาพยุงนายสาวของตนด้วยท่าทางลนลาน
“ไปซะ! ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจสั่งโบยพวกเ้าทุกคน!”
หลินเยว่ตวาด
ซูเม่ยเอ๋อร์รีบวิ่งหนีออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความอับอายและโกรธแค้น หลินเยว่มองตามไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช
“นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็แค่ยัยคุณหนูสมองนิ่ม”
เธอกลับมานั่งที่โต๊ะน้ำชาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอรู้สึกเหนื่อยหอบเล็กน้อย ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไปจริงๆ
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้ หลินเยว่ตัดสินใจออกไปเดินเล่นในสวนหลังจวนเพื่อสำรวจสถานที่และหาทางฝึกฝนพลังปราณ จวนท่านอ๋องกว้างขวางและรกร้างในบางส่วน โดยเฉพาะบริเวณป่าไผ่หลังจวนที่ดูเงียบสงบและมีพลังงานธรรมชาติหนาแน่น
ในขณะที่เธอกำลังเดินลึกเข้าไปในป่าไผ่ เธอก็ได้ยินเสียงครางแ่เบาที่เต็มไปด้วยความเ็ป หลินเยว่รีบตามเสียงนั้นไปจนพบกับพุ่มไม้หนาทึบ
ที่นั่น เธอพบกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตัวหนึ่ง ร่างกายของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีเงินระยิบระยับ มีเขาสีทองเล็กๆ สองข้างบนหัว และดวงตาสีฟ้าใสที่ดูเศร้าสร้อย มันคือัน้อยตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะได้รับาเ็ที่ปีก
“ั?”
หลินเยว่เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ในโลกนี้มีัจริงๆ ด้วยหรือนี่?”
ัน้อยขู่ฟ่อในลำคอ พยายามจะถอยหนีแต่ก็ไร้เรี่ยวแรง หลินเยว่รีบคุกเข่าลงและแสดงท่าทีที่เป็มิตร
“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำร้ายเ้า ข้าเป็หมอ...ข้าจะช่วยเ้าเอง”
เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดพันแผลที่ปีกของมันอย่างเบามือ พร้อมกับส่งกระแสพลังปราณบางเบาเข้าไปเพื่อช่วยบรรเทาความเ็ป ัน้อยเริ่มสงบลงและจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“เ้าชื่ออะไรน่ะ?”
หลินเยว่ถามพลางลูบหัวมันเบาๆ
ัน้อยส่งเสียงร้องแหลมเล็ก ราวกับกำลังสื่อสารบางอย่างกับเธอในใจ
*“ข้า...เสี่ยวหลง...”*
หลินเยว่ชะงัก
“เ้าพูดได้ด้วยหรือ?”
*“ข้าสื่อสารทางจิตกับเ้าได้ เพราะเ้ามีพลังปราณที่บริสุทธิ์...ขอบคุณที่ช่วยข้า มนุษย์ผู้แปลกประหลาด”*
หลินเยว่หัวเราะเบาๆ
“ข้าชื่อหลินเยว่ ยินดีที่ได้รู้จักนะเสี่ยวหลง ดูเหมือนว่าข้าจะได้เพื่อนใหม่ที่น่าสนใจเสียแล้ว”
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเื้ัเธออย่างเงียบเชียบ
“เ้ามาทำอะไรที่นี่?”
เสียงเ็าของเย่จิ่นหลีดังขึ้น ทำให้หลินเยว่สะดุ้งโหยง
เธอรีบหันกลับไปมอง พบว่าเย่จิ่นหลียืนกอดอกพิงต้นไผ่อยู่ สายตาของเขาจ้องมองมาที่เธอและัน้อยด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ท่านอ๋อง...”
หลินเยว่พยายามรวบรวมสมาธิ
“ข้าเพียงแค่มาเดินเล่นและพบกับสัตว์ตัวนี้ที่าเ็เท่านั้น”
เย่จิ่นหลีก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปที่เสี่ยวหลง
“สัตว์ตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา เ้ารู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
“ข้าพอจะเดาได้ว่ามันคือั”
หลินเยว่ตอบตามตรง
เย่จิ่นหลีแสยะยิ้ม
“ัเงินในตำนาน...สัตว์เทพที่หายสาบสูญไปนานนับพันปี กลับมาปรากฏตัวต่อหน้าพระชายาของข้า ช่างเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ”
เขาก้มลงมองหลินเยว่ด้วยสายตาที่ลึกล้ำ
“ดูเหมือนว่าเ้าจะมีความลับมากกว่าที่ข้าคิดนะ ซูหลินเยว่”
หลินเยว่จ้องมองเขากลับอย่างไม่ลดละ
“ทุกคนย่อมมีความลับของตัวเองไม่ใช่หรือท่านอ๋อง? แม้แต่ท่านเอง...ก็คงไม่ได้เป็เพียงท่านอ๋องขี้โรคอย่างที่คนเขาเล่าลือกันหรอกใช่ไหม?”
บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นทันที เย่จิ่นหลีจ้องมองเธอเนิ่นนาน ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ซึ่งเป็เสียงหัวเราะที่ทำให้หลินเยว่รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“เ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิด”
เขากล่าวพลางยื่นมือมาเชยคางของเธอขึ้น
“แต่จำไว้...ความฉลาดที่มากเกินไป มักจะนำภัยมาสู่ตัว”
เขาสะบัดมือออกและเดินจากไป ทิ้งให้หลินเยว่ยืนอยู่กับเสี่ยวหลงท่ามกลางความเงียบของป่าไผ่
หลินเยว่กำหมัดแน่น เธอรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับเย่จิ่นหลีในครั้งนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นของเกมการเมืองและอำนาจที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม และเธอต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะตามมา