จ้าวหงเหมยเป็นคนซื่อๆจึงไม่ได้คิดอะไรมากแต่หลันเยวี่ยไม่อาจสลัดความคิดที่ตีกันมากมายในหัวของตนเองได้เลย
เดิมทีหลันเยวี่ยไม่ได้ตั้งใจจะสอดปากทว่าคราวนี้มันทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ
ก่อนเอ่ยปากหลันเยวี่ยกระแอมไอเบาๆ “ถ้าให้บ้านเราออกเงินเยอะกว่าแล้วพอจัดงานวันเกิดคุณย่าเสร็จ ของที่เหลือ รวมถึงของที่ญาติๆเอามาอวยพรวันเกิดให้คุณย่า ก็ต้องแบ่งให้บ้านเรามากกว่าเดิมหน่อยจริงไหมคะ?”
พอหลันเยวี่ยพูดจบสีหน้าของสะใภ้รองกับสะใภ้สามก็เปลี่ยนไปในทันที
คนที่ทนไม่ได้ก่อนคือสะใภ้สาม“หลันเยวี่ยเธอหมายความว่าให้บ้านพวกเธอออกเงินเยอะกว่าแล้วรู้สึกเหมือนถูกเอาเปรียบเหรอ?”
“อาสะใภ้สามคะ หนูได้ยินมาว่าทุกปีพอจัดงานวันเกิดคุณย่าเสร็จของที่เหลือทั้งหมดก็ตกเป็นของบ้านพวกอาทั้งนั้นคนที่ควรออกเงินเยอะกว่าไม่ใช่บ้านพวกอาหรอกเหรอคะ?” ถึงแม้หลันเยวี่ยจะเถียงกับพวกเธอแต่บนใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่
“ถ้าจะให้ดีพวกเราสามบ้านก็ต้องออกเงินเท่ากันสิคะพอถึงเวลาของที่เหลือจากงานก็แบ่งกันไป”
เมื่อได้ยินว่าต้องเอาของมาแบ่งกันสะใภ้สามก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที “จะเอาของมาแบ่งกันได้ยังไง?คุณย่าพักอยู่ที่บ้านพวกเรา พอจัดงานวันเกิดก็ต้องให้พวกเราดูแลสิไหนจะเรื่องที่ปกติหล่อนอยากได้อะไร ก็สั่งแต่พวกเราก่อนด้วย”
หลันเยวี่ยหัวเราะ“ปกติที่คุณย่าช่วยทำงานบ้าน ช่วยเลี้ยงลูกให้พวกอาทำไมไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้บ้างล่ะคะ? คุณย่าไม่ได้ช่วยบ้านพวกเรากับบ้านอาสะใภ้รองก่อไฟทำกับข้าวนี่คะ”
เดิมทีบ้านรองกับบ้านสามเป็นแนวร่วมเดียวกันทว่าคำพูดเมื่อครู่ของหลันเยวี่ยได้ไปกระตุ้นต่อมบางอย่างของสะใภ้รองเข้า
สะใภ้รองเหลือบมอง“ฉันว่าหลันเยวี่ยพูดถูกนะ บ้านสามปีนี้คุณย่าอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอ บ้านเธอก็เหมือนมีแรงงานเพิ่มมาคนหนึ่งทุกครั้งที่คุณย่าไปตลาด ถ้าหูเจี้ยนหมิงของบ้านเธอไม่ได้ไปเรียนก็จะตามไปด้วยพวกเด็กๆ บ้านฉันไม่ค่อยได้ไปตลาดกับคุณย่าบ่อยนักหรอกนะ”
“พี่สะใภ้ พูดแบบนี้ก็เกินไปหน่อยนะ” สะใภ้สามเริ่มร้อนใจ“พวกเด็กๆ บ้านพี่ก็กินของของคุณย่าไปไม่น้อยเหมือนกันนี่นาคุณย่ามีอะไรก็สั่งแต่พวกเรากับบ้านพี่สะใภ้ใหญ่ให้ไปทำพวกพี่สองคนแทบไม่ได้ช่วยคุณย่าทำอะไรเลยด้วยซ้ำ”
หลันเยวี่ยคิดไม่ถึงว่าตนแค่ยุนิดหน่อยมิตรภาพของสะใภ้รองกับสะใภ้สามจะพังทลายลงได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
พอนึกถึงเรื่องที่บ้านรองกับบ้านสามร่วมมือกันวางแผนเอาเปรียบพ่อแม่หลันเยวี่ยก็กัดฟันด้วยความแค้น
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสารที่พ่อกับแม่ซื่อเกินไป
คนที่ซื่อเกินไปมักจะถูกรังแกแล้วก็ถูกเอาเปรียบได้ง่ายๆ
จ้าวหงเหมยไม่อยากให้สะใภ้ทั้งสองทะเลาะกันจึงรีบออกมาประสานรอยร้าวด้วยรอยยิ้ม “พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันถ้าคิดเล็กคิดน้อยเกินไปมันก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฉันว่าวันเกิดแม่เฒ่าครั้งนี้พวกเราสามบ้านมาออกเงินเท่ากันเหมือนทุกปีเถอะ”
วันเกิดแม่เฒ่าในทุกๆปี ทั้งสามบ้านจะออกเงินเท่าๆ กัน ของที่ซื้อก็จะซื้อแต่ของที่จำเป็นเท่านั้น
พอจัดงานวันเกิดเสร็จพวกอาหารที่เหลือ รวมถึงของที่ญาติๆ เอามาให้แม่เฒ่า ก็จะตกเป็นของบ้านสามทั้งหมด
เหตุผลเพราะว่างานเลี้ยงวันเกิดแม่เฒ่าจัดขึ้นในห้องโถงที่บ้านสามอาศัยอยู่น่ะสิ
ห้องของแม่เฒ่าก็เล็กเกินไปแถมยังไม่ใช่ห้องโถงด้วย
เมื่อไม่กี่วันก่อนสะใภ้รองจะตัดชุดให้แม่ของตน จึงคิดว่าถ้าไม่ตัดให้แม่สามีบ้างสามีของตนอาจจะไม่พอใจได้
เธอจึงซื้อผ้ามาสองผืนตัดเป็นเสื้อตัวนอกให้แม่ของตนและแม่สามีคนละตัว
เธอตัดเสื้อผ้าเองไม่เป็นจึงต้องไปเสียเงินจ้างช่างตัดเสื้อในหมู่บ้าน
เธอคิดว่าตนเองตัดเสื้อใหม่ให้แม่สามีแล้วหากตอนออกเงินในวันเกิดต้องให้เงินเยอะเหมือนเดิม ก็คงขาดทุนเกินไป
ดังนั้นพอได้ยินจ้าวหงเหมยพูดว่าจะออกเงินเหมือนเดิมสะใภ้รองจึงไม่ยอม
“ถ้าจะให้ออกเงินเท่ากันเหมือนเดิมก็ได้แต่ตอนแบ่งของหลังจากจัดงานวันเกิดเสร็จ บ้านพวกเราก็ต้องได้ของเยอะกว่าหน่อยนะฉันเพิ่งพูดไปว่าเสื้อตัวใหม่ที่คุณย่าใส่ในวันเกิด ฉันจะเป็นคนเสียเงินซื้อผ้าเสียเงินจ้างช่างเขาตัดให้”
สะใภ้สามก็ไม่อยากแบ่งของเช่นกัน“ถ้าจะต้องแบ่งของจริงๆ บ้านพวกเราก็ต้องได้เยอะกว่าสิคะของที่ใช้ในวันเกิดทั้งหมดเป็นของบ้านพวกเราทั้งนั้น ทั้งฟืน น้ำมัน เกลือน้ำส้มสายชู ไหนจะจานชามตะเกียบ โต๊ะเก้าอี้อีก”
จ้าวหงเหมยกำลังจะพูดแต่ถูกหลันเยวี่ยห้ามไว้ “ก็ออกเงินเท่ากันเหมือนทุกปีสิคะพ่อแม่ของหนูเป็นพี่ใหญ่ บ้านเรายอมเสียเปรียบหน่อยก็ไม่เป็นไรตอนแบ่งของหลังจากจัดงานวันเกิดเสร็จ บ้านเราจะแบ่งของไปน้อยลงหรือไม่เอาเลยก็ได้ส่วนที่เหลือพวกอาสองคนก็ตกลงแบ่งกันเอา”
เป้าหมายของหลันเยวี่ยไม่ใช่การแบ่งของที่เหลือจากงานวันเกิดแม่เฒ่าแต่เธอต้องการใช้เรื่องนี้ยุแหย่ ทำลายความสัมพันธ์ของบ้านรองกับบ้านสามเท่านั้น
ในเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วหลันเยวี่ยจึงเลือกที่จะยอมรามือ
ถ้าจุดไฟแรงเกินไปตั้งแต่ครั้งแรกอาจจะลามมาถึงตัวเองได้
ตอนนี้สะใภ้รองกับสะใภ้สามเอาแต่คิดว่าตนเองเสียเปรียบอย่างไรบ้างจึงไม่ได้ตระหนักว่าพวกตนถูกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งปั่นหัวเข้าให้แล้ว
ถึงแม้จ้าวหงเหมยจะเสียเปรียบอยู่เสมอแต่เธอก็ไม่ได้โง่ เพียงแค่ไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยเกินไปเท่านั้นประกอบกับที่เธอไม่มีลูกชาย เมื่ออยู่ต่อหน้าสะใภ้ที่มีลูกชายถึงสองคนจึงรู้สึกว่าตนด้อยกว่ามาก
ไม่ต้องรอให้หลันเยวี่ยบอกเป็นนัยจ้าวหงเหมยก็เข้าใจเจตนาของลูกสาว
จ้าวหงเหมยจึงไม่ได้ขัดคอลูกสาวแต่อย่างใด
ดังนั้นพอหลันเยวี่ยพูดจบจ้าวหงเหมยก็รีบพูดต่อ “สิ่งที่เยวี่ยเยวี่ยจะสื่อก็คือความคิดของฉันกับพ่อเขาสะใภ้รอง สะใภ้สาม ฉันก็ยังคิดว่าเราควรออกเงินตามธรรมเนียมเดิมดีกว่า”
“ในเมื่อพี่สะใภ้จะทำตามธรรมเนียมเดิมให้ได้ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้วแค่ขอให้ตอนนั้นบ้านสามอย่ากินรวบทุกอย่างเหมือนที่ผ่านมาก็พอ” น้ำเสียงของสะใภ้รองฟังยังไงก็ดูออกว่าแปลกไป
สะใภ้สามไม่อยากแบ่งของให้แต่เธอก็ดูออกแล้วว่าถ้าไม่รวมเงินตามธรรมเนียมเดิม บ้านใหญ่กับบ้านรองคงไม่ยอมแน่
สะใภ้สามรู้ว่าจ้าวหงเหมยเป็นคนซื่อๆทั้งหมดเป็นเพราะยัยเด็กหลันเยวี่ยแท้ๆ เชียว
ดังนั้นขณะที่กำลังจะกลับสะใภ้สามจึงจ้องมองหลันเยวี่ยที่นั่งไขว่ห้างจิบชาอย่างอาฆาต
“ถ้าเด็กผู้หญิงฉลาดไม่ยอมคนเกินไป มันไม่ดีหรอกนะแม่สามีที่ไหนจะอยากได้ลูกสะใภ้ที่ร้ายกาจเกินไปกันล่ะ! สะใภ้รองพี่คิดว่าจริงไหมคะ?”
สะใภ้รองไม่ได้ต่อความกับสะใภ้สามนั่นเพราะว่าเธอเคยเจอความร้ายกาจของหลันเยวี่ยมาแล้วหลายครั้ง
แถมเธอก็เพิ่งมีเรื่องขัดแย้งกับสะใภ้สามไปหมาดๆตอนนี้จึงไม่อยากช่วยอีกฝ่ายพูด
พอเห็นอีกฝ่ายไม่ช่วยพูดสะใภ้สามจึงเสียหน้า โทสะที่มีอยู่เต็มอกก็ยิ่งโหมกระพือยิ่งไม่พอใจสะใภ้รองมากขึ้นไปอีก
พอคนอื่นๆกลับไปแล้ว จ้าวหงเหมยก็พูดกับหลันเยวี่ยอย่างอ่อนโยน“เยวี่ยเยวี่ย พวกอาสะใภ้ของลูกไม่ดีจริงแต่ลูกก็อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเธอนักเลย ถ้าพวกเธอออกไปพูดให้ลูกเสียๆ หายๆคนที่เสียเปรียบก็คือลูกเองนะ”
หลันเยวี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ“แม่คะ หนูรู้ค่ะว่าคำพูดคนมันน่ากลัว แต่หนูไม่ใส่ใจหรอกค่ะก็เห็นอยู่ว่าสะใภ้สองคนนั้นกำลังวางแผนเอาเปรียบพวกเราที่ผ่านมาเป็นยังไงหนูไม่สน แต่หนูจะไม่ยอมให้คนของหนูถูกเอาเปรียบก็เท่านั้นเอง”
“ยัยเด็กคนนี้นี่!” จ้าวหงเหมยทั้งยินดีที่ลูกสาวเห็นใจพวกเขาในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตนเองช่างไร้ประโยชน์
จากนั้นหลันเยวี่ยกับถิงถิงก็ขึ้นเขาไป