"หมิงเล่ย แผ่นดินใหญ่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นย่อมมีสาเหตุมาจากสัตว์เทพ หนึ่งเป็นครุฑ อีกหนึ่งเป็นจักรพรรดิมัจฉา"ผู้เฝ้าประตูสวรรค์กล่าวไปตามจริง เจ้าสำนักเป่ยเทียนนามหมิงเล่ยแสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้าพลางกล่าวขึ้นมาอย่างมิอาจเชื่อได้ลง
"สาเหตุมาจากทั้งสองมิอาจผิดเพี้ยน เพียงแต่มิน้อยเกินไปหรือท่าน...สัตว์เทพสองตนถึงขั้นทำให้เกิดความโกลาหลบนแผ่นดินใหญ่มากอักโข"
"หมิงเล่ย เจ้าสงบลงเสีย..ข้ายังมิได้บอกกล่าวส่วนที่เหลือให้เจ้าฟัง อย่าพึ่งด่วนสรุปไป"ผู้เฝ้าประตูสวรรค์หลับตาลงคราหนึ่ง หมิงเล่ยเห็นว่าตนเผลอตัวมากเกินไป เพราะความวิตกจึงเร่งทำทีท่านิ่งสงบราวเด็กน้อยสำนึกผิดพลางกล่าวขออภัยต่อผู้เฝ้าประตูสวรรค์
"ขออภัยท่านเทพศักดิ์สิทธิ์"หมิงเล่ยกล่าวจากใจจริงพลางป้องมือคราวะ แต่ผู้เฝ้าประตูสวรรค์กลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อยซ้ำยังกล่าวอีกครา
"สัตว์เทพทั้งสองในยามปกติพวกมันมิอาจทำได้ถึงขั้นนี้ แต่ยามนี้พวกมันกำลังบ้าคลั่ง ครุฑบ้าคลั่งถึงขั้นส่งผลกระมบกับสัตว์วิญญาณจากการอาละวาดของมัน อย่างไรแล้วจักรพรรดิมัจฉามันน่าพิศวงกว่าหลายร้อยเท่านัก ข้ามิรู้ว่ามันปลดปล่อยไอมารออกมาได้อย่างไร นอกเสียจากมันจักตกตายแล้วฟื้นคืนขึ้นมาด้วยความเคียดแค้นอันมากล้น..ข้าผู้เฒ่ามิอาจล่วงรู้ได้ว่ามันฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร"
ผู้เฝ้าประตูสวรรค์กล่าวถึงตรงนี้แล้วก็ถอดถอนลมหายใจอย่างไร้หนทาง เพราะมิรู้ว่ามันฟื้นคืนมาได้เช่นไร ทว่า! หากหลินหลงได้ยินสิ่งนี้คงจะคาดเดาได้ว่ามันเกิดอันใดขึ้น
"ท่านเทพศักดิ์สิทธิ์ จักเป็นไปได้อย่างไรนี่มิใช่ว่าจักรพรรดิมัจฉาคือนามที่หลังจากมันกลายเป็นมารไปแล้วรึท่าน"เสี่ยวหู่เจ้าสำนักเทียนหู่กล่าวขึ้นมาหลังคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้เฝ้าประตูสวรรค์หันมามองมันแล้วพยักหน้า
"มิผิดนั่นคือนามหลังจากมันกลายเป็นมารไป"
"รึว่าก่อนหน้ามันคือจักรพรรดิฉลาม"ซีเยว่เจ้าสำนักปิงลู่กล่าวไปตามสิ่งที่คาดเดา เพราะในทะเลนี้มิมีสิ่งใดโหดร้ายและเจ้าคิดเจ้าแค้นไปกว่ามันแล้ว
"มิใช่และใช่เช่นกัน ข้ามิอาจรับรู้ได้แน่ชัดนัก ข้าสัมผัสได้เพียงกลิ่นอายของราชันย์วิญญาณที่ดับสูญอย่างช้าๆ ก่อนมันจะกลายเป็นเทพวิญญาณในฉับพลัน ข้าผู้เฒ่ามิอาจทราบสาเหตุนี้ได้"ผู้เฝ้าประตูสวรรค์รับรู้ได้เพียงเท่านี้ แม้ว่าจักคาดเดาเช่นไรล้วนมีเพียงทางตันขวางกั้นความจริงเอาไว้
"ท่าเทพศักดิ์สิทธิ์ ข้ามิสงสัยเรื่องราวที่ท่านบอกกล่าวเพียงแต่อยากทราบถึงวิธีคลี่คลายปัญหาเหล่านี้"อู่หลงจากสำนักเทียนหลงมิอยากรับรู้สิ่งใดต่อให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เพราะยิ่งเสียเวลามากเท่าใดแผ่นดินใหญ่ยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้นเป็นเท่าทวี
"มีเพียงสองวิธี หนึ่งคือสังหารสัตว์วิญญาณและสัตว์เทพให้หมดสิ้น วิธีที่สองออกจักยากไปเล็กน้อยคือหาตัวผู้ที่ทั้งสองมันโกรธแค้น แม้แต่ข้าผู้เฒ่ายังมิอาจอาจหาพบ"
สิ้นคำกล่าวของเทพศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่งกลายเป็นเงียบไร้ซุ่มเสียงใดๆทั้งสิ้น ย่อมเป็นความเงียบสงบภายใต้ปัญหาที่ไร้หนทางแก้ไข ยิ่งมาความเงียบสงบยิ่งมากมากขึ้นเสียจนน่าหวาดกลัว เทียบกับเทพศักดิ์สิทธิ์และศิษย์สืบทอบที่ปิดตาเข้าสู่ห้วงแห่งการฝึกฝนแล้วเจ้าสำนักทั้งเจ็ดราวเด็กน้อยยืนตะลึง
. . . . .
บนหินริมทะเลอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นโลหิตรอบด้าน ผืนน้ำสีแดงฉานผสมผสานซากร่างมัจฉานับร้อยพันบนผิวน้ำ สายลมพักโชกลิ่นโลหิตให้เจือจางอย่างแผวเบา น่าเสียดายที่ยิ่งมามันกับยิ่งเข้มข้น บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นดั่งฝันร้ายยามราตรี
ฟุบ!
ร่างเงาของเด็กอายุสิบขวบปีย่างเข้าปีเอ็ดปีลอยลงมายืนบนหินสะอาดไร้สิ่งปนเปื้อนใดๆ สายตาของเขามองทอดไปด้านหน้า สัมผัสปราณและสัมผัสปราณถูกปลดปล่อยออกมา
"กลิ่นอายอันคุ้นเคย ข้าหลินหลงประมาทมิตรวจสอบมันอีกสักหนึ่งวัน...เทพวิญญาณก็ดี เทพนภาก็ชั่ง รอข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้วพวกเจ้าจักเสียใจ ในยามนี้...ปล่อยให้พวกนั้นจัดการไป"หลินหลงกล่าวเสียงเบา ไม่นานนักร่างเขาก็หายไปจากก้อนหิน คลื่นพลันซัดน้ำทะเลเข้าหาจนหินก้อนนั้นกลับเป็นดั่งเดิม มินานนักเหล่าสานุศิษย์ของสำนักต่างๆก็รีบมาเพื่อจัดการกับโลหิตและเศษซากของเหล่ามัจฉา ทั้งยังช่วยเหลือคนที่อยู่บริเวณนั้น
ส่วนหลินหลงที่พึ่งจากไปเมื่อครู่ปรากฎอยู่บนก้อนเมฆาสีขาวนวล เขาจ้องมองไปยังด้านล่างก่อนจะล่องหนแล้วพุ่งลงไปยังเมืองสุดหรูหราในแผ่นดินใหญ่โดยมิสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ทั้งยังปกปิดกลิ่นอายของตนกับอสรพิษทั้งห้าอย่างมิดชิด
เมืองด้านล่าง
หลินหลงพุ่งเข้าสู่ฝูงชนอย่างแนบเนียบเดินไปตามเส้นทางอย่างสุ่มๆ ไม่รู้ทิศรู้ทาง เพียงแต่เขารู้ภาษาจึงรู้ว่ามันคือสิ่งใด นอกเหนือจากนี้หลินหลงยังเดินสำรวจไปเรื่อยๆ อย่างเงียบงันและรวดเร็ว มีบางครั้งที่ต้องใช้กายาล่องหน เพราะเร็วเกิดไป
ทุกหนแห่งที่หลินหลงเดินผ่านมักจะมีร้านอาหารหรูหรา โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสัตว์เลี้ยง ร้านขายของชำ ตลาด และร้านอื่นๆอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน
หลินหลงมิได้ไปร้านอาหารหรือที่ใด เพียงแต่เขาเดินเข้าไปในโรงแรมธรรมดาเพื่อเข้าไปฝึกฝนโดยมิให้ผู้ใดรบกวน เพราะช่วงเวลานี้ด้านนอกมิปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง ตัวหลินหลงเองก็ทราบแล้วว่าเขานั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ไม่มีทางที่สัตว์เทพทั้งสองจักหาเขาพบเป็นแน่
ในห้องของโรงแรงสุดแสนธรรมดา
หลินหลงกำลังปล่อยอสรพิษทั้งห้าให้ไปอยู่ในส่วนต่างๆของห้อง ทั้งยังให้มันช่วยสัมผัสอันตรายแและรายงานเรื่องราวด้านนอก ก่อนที่เขาจะนอนลงบนเตียง ไม่นานนักก็เข้าสู่ห้วงแห่งความฝันอันมีสติคิดเพื่อหาหนทางสังหารสัตว์เทพทั้งสอง
'ราชันย์ฉลามกลับกลายเป็นมารไปด้วยโชคชะตาของมัน'หลินหลงอยู่ภายในห้วงความฝันอันเป็นดั่งหมอกเมฆกำลังครุ่นคิดสร้างภาพในช่วงเวลานั้นขึ้นมาเพื่อหาความสมเหตุสมผลตามความเข้าใจ
ภายในห้วงแห่งความฝันของหลินหลงค่อยๆกลายเป็นใต้มหาสมุทรอันเงียบงั้นหลังจากที่เขาจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงก้อนสีดำรูปร่างไร้ความคล้ายคลึงใดๆกับราชันย์ฉลาม
เวลาเดินผ่าน ก้อนสีดำก็ค่อยๆปล่อยกลิ่นอายของจักรพรรดิวิญญาณและความโกรธแค้นควบรวมกับพิษออกมาผ่านรอยแตกร้าว ไม่นานนักมันก็เริ่มแตกออกเผยให้เห็นภาพจักรพรรดิฉลามแสนน่าอดสู
สภาพของจักรพรรดิฉลามนี้ดูแล้วใกล้ตามเต็มที แต่ดวงตามันอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นวูบหนึ่งก่อนจะมุดลงไปใต้ดิน หลังจากนั้นกลิ่นอายของเทพวิญญาณก็หลุดลอยออกมาพร้อมของเหลวสีขลับที่สามารถสังหารเหล่ามัจฉาและทำให้ำวกมันบ้าคลั่งได้
เมื่อทราบสาเหตุอั่นเป็นดังบุญวาสนาของจักรพรรดิมัจฉาแล้วหลินหลงเกิดความสนใจพื้นดินในทางความคิดทันที เพราะมิว่าสิ่งใดก็ล้วนมิอาจช่วยยืดชีวิตจักรพรรดิฉลามตอนนั้นได้ สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นจักรพรรดิมัจฉาต้องอยู่ใต้ผืนพิภพ นอกเหนือจากนี้ก้มิมีใดอีกแล้ว
'เป็นเช่นนี้มิผิดแน่...ใต้นั้นต้องมีมุกมารส่วนครุฑตนนั้นมันต้องบ้าคลั่งด้วยสันดารมันมิผิดแน่'หลินหลงคิดไปตามความเป็นจริงและไม่ผิดเพี้ยน เพราะใต้น้ำและบนท้องนภามันต่างกันลิบลับราวกับขอบสนามรบและใจกลางสนามรบอันบ้าคลั่ง
ยามวิเคราะห์ทุกสิ่งได้แล้วหลินหลงพลันหลับตาลงแล้วเข้าไปสู่ห้วงแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เพราะหลายวันมานี้มันทำให้เขาเหนื่อยจากการใช้วิชาทั้งสองติดต่อกันหลายครั้งนัก
-----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
ไรท์:ฝากอุดหนุนเล่มหนึ่งด้วยนะจ๊ะ ปัญหาทุกอย้่างถูกแก้แล้วจ้า มาบอกแค่นี้แหละไม่รู้จะพิมพ์อะไร ไรท์นั่งวาดตราประจำสำนักเล่นๆอยู่ ฮ่าๆๆๆ
ติชมได้นะ