หลังจากที่สร้างห้องครัวแยกออกมาเรียบร้อยแล้วเถาฮวาเหลยรู้สึกว่าชีวิตของเธอดูง่ายขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะทำมื้อเช้าให้สามีกินไม่ทันไปทำงานหรือไม่ต้องคอยเกรงใจใคร เธอทำเหมือนที่รับปากกับสามีเอาไว้ก่อนหน้าหลังจากที่ถูกแม่สามีตบหน้าในครั้งนั้น เธอก็กลายเป็คนใหม่ที่ไม่สนใจโลกอีกอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะกินอาหารจานเนื้อกับสามีเธอก็ทำโดยไม่สนคำพูดค่อนขอดจากใคร
“วันนี้คุณห่อเอาข้าวไปกินที่ทุ่งนาด้วยนะคะฉันว่าจะเข้าไปในเมืองเสียหน่อยน่ะค่ะ” เถาฮวาเหลยบอกกับสามี หลังจากที่เข้าครัวทำมื้อเช้าพร้อมทั้งเตรียมมื้อกลางวันให้เขาเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมไม่รอวันหยุดผมก่อนล่ะครับ” กู่เซียวจ้านขมวดคิ้วสงสัยเพราะภรรยาไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียว เขาเกรงว่าเธอจะถูกรังแกเอาได้
“ฉันไปไม่นานหรอกค่ะ จะเข้าไปซื้อผ้าสำหรับเย็บที่นอนใหม่น่ะค่ะ"เธอทนนอนบนผ้าผืนบางที่ใช้สำหรับปูเตียงไม้ไผ่ไม่ได้อีกต่อไป สงสารสามีที่ยืนก้มหน้าหลังสู้แดด หน้าสู้ฝน กลับบ้านมาแทนที่จะได้นอนที่นอนแสนสบายกลับกลายเป็ว่าต้องมาทนนอนบนที่นอนแข็งๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปรีบกลับนะครับ” กู่เซียวจ้านจำต้องยอมพยักหน้าอนุญาตแม้ว่าจะเป็ห่วงภรรยามากแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากจะห้ามเธอมากจนเกินไปได้เห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของภรรยา เขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นไม่น้อย
หลังจากที่บอกกับสามีเสร็จเถาฮวาเหลยก็ออกเดินทางในทันที ตอนนี้ยังเป็เวลาเช้าอยู่ น่าจะประมาณ่ 06.00น. เพราะชาวบ้านบางคนก็เริ่มออกไปทำงานกันบ้างแล้วไม่ใช่ทุกหลังที่จะทำงานแลกแต้มค่าแรง ลูกหลานบางหลังคาเรือน ก็ตัดสินใจเข้าไปทำงานที่ในเมืองเพื่อเอามาเป็เงินสำหรับใช้จ่ายในครอบครัว ส่วนบางคนที่ทำงานแลกข้าวในบ้าน ก็ทำงานแลกอาหารไปบ้านไหนที่สมาชิกภายในบ้านเยอะ ก็จะอยู่ดีกินดีกว่าหลังอื่นๆ
เมื่อถึงในเมืองเถาฮวาเหลยก็เดินสำรวจครั้งที่แล้วที่มากับสามีต้องรีบซื้อรีบกลับ เพราะต้องรีบกลับไปสร้างครัวให้เสร็จแต่วันนี้เธอไม่จำเป็ต้องรีบกลับแต่อย่างใด จึงตัดสินใจเดินดูรอบๆ เมืองเผื่อว่าพอจะมีลู่ทางสำหรับใช้หาเงินเข้าบ้านได้บ้าง
เถาฮวาเหลยไม่ได้ซื้อผ้าตามที่เคยพูดกับสามีนั่นเป็เพราะเธอมีของที่ว่าอยู่ในมิติอยู่แล้ว แต่ครั้นจะเอาออกมาใช้โดยที่ไม่รู้ที่มาที่ไปก็กลัวว่าสามีจะสงสัยเอาได้จึงจำเป็ต้องเดินทอดน่องเข้ามาในเมือง
“พี่สาวจ๊ะ เนื้อนี่ขายยังไงหรือจ๊ะ?” เถาฮวาเหลยเดินเข้าไปถามแผงเนื้อ ตั้งใจว่าจะขอซื้ออกระดูกหมูไปทำน้ำซุปให้กับสามีเย็นนี้เธอจะทำบะหมี่ให้เขากินร้อนๆก่อนเข้านอน
“มีเ้าของหมดแล้วล่ะจ้ะน้องสาวหากว่าอยากจะได้เนื้อล่ะก็เธอต้องมาทำการสั่งจองเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อที่ว่าทางสหกรณ์จะได้ลงคิวเอาไว้” พนักงานเขียงหมูคนหนึ่งบอกรายละเอียด ขั้นตอนคร่าวๆให้เถาฮวาเหลยได้ฟังไม่ใช่ว่ามีเงินอย่างเดียวจะซื้อเนื้อราคาแพงพวกนี้ได้ยิ่งเป็กระดูกยิ่งต้องจองล่วงหน้าเป็สัปดาห์ เพราะมีราคาถูกที่สุดแม้ว่าจะมีเนื้อติดเพียงน้อยนิด แต่ขอให้ได้มีกลิ่นเนื้ออยู่บ้างก็ยังดี
“อย่างนั้นหรือคะ” เถาฮวาเหลยรู้สึกเสียดายเล็กน้อยเธอไม่มีคูปองพวกนั้นอยู่กับตัวเลย ทำยังไงถึงจะได้คูปองที่หายากพวกนั้นมาล่ะ
“แม่หนู เมื่อครู่หนูบอกว่าอยากจะได้เนื้อใช่ไหม?” คุณป้าวัยกลางคนเข้ามาสะกิดเป็เพราะเห็นสีหน้าที่ผิดหวังของหญิงสาว ทำให้ท่านไม่สามารถที่จะมองผ่านไปได้
“ใช่แล้วล่ะค่ะคุณป้า แต่พนักงานบอกว่าต้องจองและใช้คูปองซื้อฉันไม่มีคูปองพวกนั้นอยู่เลยค่ะ”
เถาฮวาเหลยเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้กับหญิงวัยกลางคนที่เธอเพิ่งจะเคยเห็นหน้าครั้งแรกฟังมันก็ไม่แปลกหากเราอยากจะบอกเล่าเื่ราวความผิดหวัง ที่เราเจอให้กับใครสักคนฟังมันก็แค่เป็การระบายความในใจออกมาบ้างก็เท่านั้น
“ป้ามีสถานที่หนึ่งที่อยากจะแนะนำ หนูตามป้ามาสิจ๊ะ”คุณป้าท่านนั้นยังไม่ได้ไปไหน ซ้ำยังกระซิบบอกเื่บางอย่างให้เธอรู้และเรียกให้หญิงสาวเดินทางเธอมาอย่างเงียบๆอีกด้วย
เถาฮวาเหลยไม่รู้จะไปไหนแต่เธอยังไม่อยากกลับบ้าน จึงเดินตามคุณป้าท่านนั้นไปอย่างเงียบๆ ท่านพาเข้ามายังตรอกซอยหนึ่งที่ค่อยข้างจะลึกลับและซับซ้อนเล็กน้อย อีกทั้งยังเหม็นอับมากอีกด้วยแม้ว่าภายในใจจะเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง แต่ลึกๆ แล้วใจบอกให้เดินตามไปอย่างเพิ่งสงสัยอะไรเมื่อพ้นตรอกซอยคับแคบกลับเจอเข้ากับสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนเดินพลุกพล่านอยู่เป็จำนวนมากหลายต่อหลายคนเดินสวนกันไปมาเพื่อแลกเปลี่ยนของกันไม่มีใครเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ทุกคนต่างปิดบังหน้าตา ทำให้เธอนึกถึงสถานที่ต้องห้ามของคนในยุตนี้นั่นก็คือ ตลาดมืด
“ที่นี่มีทุกอย่างที่หนู้าแต่เพียงแค่ต้องจ่ายในราคาที่สูงจากราคาจริง” คุณป้าพูดจบก็เดินจากไปทิ้งให้เถาฮวาเหลยยืนงงในดงของเถื่อนพวกนี้
“หาอะไรอยู่หรือเปล่าครับ” จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบทำให้เถาฮวาเหลยสะดุ้งด้วยความใ
“อะเอ่อ”
“ครั้งแรกล่ะสิ หาอะไรอยู่ล่ะจะช่วยดูให้” ชายหนุ่มคนนั้นยังคงมีท่าทีสบายๆไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกเหมือนที่หญิงสาวกำลังเป็อยู่
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”เถาฮวาเหลยรีบเดินออกมาจากจากที่แห่งนั้นโดยเร็วที่สุด เธอไม่ได้ปกปิดใบหน้า เพื่ออำพลางตัวเหมือนคนอื่นๆทำให้หญิงสาวไม่มั่นใจในความปลอดภัยสักเท่าไหร่
หลังจากที่ออกมาได้เถาฮวาเหลยก็มุ่งหน้ากลับบ้านในทันทีขอกลับบ้านไปตั้งหลักก่อนก็แล้วกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปเธอเจอสถานที่ที่สามารถทำเงินให้กับตนเองได้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าต้องทำอะไรถึงจะให้เงินมันงอกเงยออกมาได้ก่อนทางที่จะเข้าบ้าน หญิงสาวไม่ลืมที่จะเอาผ้าพร้อมทั้งฝ้ายออกมาจากในมิติในเมื่อบอกสามีเอาไว้แล้วว่าจะไปซื้อผ้าจึงจำเป็ต้องแบกผ้าและฝ้ายกลับบ้านมาด้วย
“ไอหยา…ได้เงินขวัญถุงไปตั้งเป็ร้อยหยวนนี่มันสบายจริงๆ” พี่สะใภ้รองตอนนี้กำลังนั่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อน้องสะใภ้สี่เดินเข้าบ้านมาก็อดที่จะพูดจาถากถางไม่ได้
“ก็สบายจริงๆ นั่นแหละค่ะ ฉันสงสารพี่เหมือนกันนะคะ สามีเป็ถึงทหาร แต่กลับไม่มีอำนาจในการใช้เงินที่สามีส่งมาได้อย่างเต็มที่แต่จะว่าไปมันออกจะแปลกอยู่บ้างนะคะเพราะว่าฉันได้ข่าวมาว่าเงินเดือนทหารขึ้นทุกปีแต่สำหรับพี่รองแล้วกลับได้เงินเดือนเท่าเดิมมา 3 ปีแล้วพี่ว่ามันแปลกไหมล่ะคะ?” เถาฮวาเหลยทิ้งะเิเวลาไว้ให้กับพี่สะใภ้รอง
ทำไมจะดูไม่ออกว่าหล่อนแอบซุกเงินเดือนของสามีเอาไว้เสื้อผ้า เครื่องสำอางหล่อนไม่เคยขาด จะเอาเงินมาจากไหนหากไม่ใช่เงินเดือนของสามีลำพังแค่เงินสินเดิมติดตัวมาไม่น่าจะเหลือไว้ใช้ได้นานมาเกือบสิบปีอย่างแน่นอน
“มะ หมายความว่าไง” พี่สะใภ้รองพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้เื่ที่หมกเม็ดเงินเดือนของสามีหากแม่สามีรู้คงเอาเธอตายแน่
“หมายความว่าต่างคนต่างอยู่ค่ะ” เถาฮวาเหลยไม่เชิงขู่แต่เชื่อว่าคนฉลาดอย่างพี่สะใภ้รองไม่น่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอ้าจะบอกหากพี่สะใภ้รองไม่ยุ่งเื่ของเธอ แน่นอนว่าเธอก็จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเื่ของหล่อนเช่นกัน
“แล้วฉันจะมั่นใจ”
“ฉันไม่ใช่คนปากโป้ง ที่ผ่านมาฉันยอมมามากพอแล้วพี่เข้าใจความหมายของฟางเส้นสุดท้ายไหมคะ ตอนนี้ฉันก็เป็เหมือนฟางเส้นนั้นแหละพี่คงไม่อยากจะถูกคุณแม่แหกอกเป็ชิ้นๆหรอกใช่ไหมคะ?" ไม่ทันได้ยืนฟังว่าพี่สะใภ้รองจะพูดอะไรต่อเถาฮวาเหลยก็ตรงเข้าห้องนอนของเธอไป อยากจะเอาผ้าออกมาแล้วเย็บที่นอนให้เสร็จเร็วๆ
เธอเคยทำงานที่โรงงานทอผ้ามาก่อนก่อนที่จะมาทำโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั่นจึงทำให้หญิงสาวพอจะมีความรู้เื่เย็บปักอยู่มากพอสมควร เมื่อทำการวัดขนาดของเตียงจากนั้นก็เริ่มตัดเย็บผ้าเข้าหากัน เธอยัดนุ่นทำเป็ที่นอนจะได้แน่นๆ ส่วนผ้าห่มนั้นจะใช้ฝ้ายในการยัดเพื่อที่ว่าจะได้ไม่ไหลและอบอุ่นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว
เถาฮวาเหลยใช้เวลาทั้งวันในการวัดผ้าเมื่อรู้สึกว่าใกล้จะได้เวลาที่สามีจะเลิกงานกลับมา หญิงสาวจึงละมือจากสิ่งที่ทำเพื่อเข้าครัวเธอนวดแป้งเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่ทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเท่านั้นในเมื่อไม่มีกระดูกหมูก็ใช้หมูจากในมิตินี่ก็แล้วกันเคี่ยวน้ำซุป
วันนี้เถาฮวาเหลยทำก๋วยเตี๋ยวน้ำซุปหม่าล่าแต่ไม่ได้ทำเผ็ดมากจนเกินไป เพราะกลัวว่าสามีอาจจะกินอาหารรสจัดไม่ได้แต่สำหรับเธอแล้วนั้น แทบจะกินข้าวกับพริกเป็อาหารประจำวันอยู่แล้ว
“กลิ่นหอมจังเลยครับแม่” กู่จิ้นหู เด็กชายวัย 8 ขวบเพิ่งกลับจากเก็บผักป่า หลังจากเลิกเรียนวันแรก เขารู้สึกหิวจนตาลาย เนื่องจากว่าไม่เคยทำงานหนักมาก่อน
“เข้ามาในห้องก่อน” พี่สะใภ้รองเรียกลูกชายทั้งสองคนเข้าห้องเธอมักจะแอบเข้าไปในตัวเมืองอยู่บ่อยๆเพื่อซื้อของกินแล้วเก็บไว้กินกับลูกๆของเธอแค่ 3 คน
“ว้าว แอปเปิ้ล” กู่จิ้นหูตาโตเมื่อเห็นลูกแอปเปิ้ล
“เอาไปแบ่งกันคนละครึ่งลูกจำเอาไว้ว่าอย่าให้คนในบ้านรู้เด็ดขาดแม้กระทั่งคุณย่าของลูกๆ” พี่สะใภ้รองกำชับลูกชายเธอมักจะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อผลไม้รวมไปถึงนมผงมาแอบชงให้ลูกชายกินก่อนนอนอยู่เสมอทำให้ลูกชายของเธอรูปร่างสูงใหญ่กว่าพี่น้องคนอื่นๆ
“รู้แล้วครับ แม่บอกพวกเราแบบนี้ทุกครั้งแหละ”กู่เจิ้นฝานคนพี่พยักหน้าหงึกๆ เป็เชิงเข้าใจั้แ่จำความได้แม่เขาก็มักจะแอบเอาของกินดีๆ มากินกันแค่ในห้องนอนเท่านั้น
“อดทนกันหน่อยนะลูก รอพ่อของพวกลูกกลับมาก็จะไม่ได้ไปเก็บผักบนเขาแล้วล่ะ”ผู้เป็แม่ลูบหัวลูกชายทั้งสองด้วยความรักใคร่ รู้สึกสงสารลูกชายจับใจ ที่ต้องมาทำงานแทนที่จะเอาเวลาไปท่องหนังสือ
“กลิ่นเนื้ออีกแล้ว” พี่สะใภ้ใหญ่กลับมาจากทุ่งนาเมื่อเข้ามาภายในบ้าน พบว่ามีอาหารกลิ่นเนื้อลอยอยู่เต็มไปหมด
“ไปล้างเนื้อล้างตัวทำอาหารเย็นได้แล้ว” ท่านแม่กู่สั่งลูกสะใภ้เสียงแข็งรู้สึกปวดใจเมื่อได้กลิ่นเนื้อ เพราะรู้ดีอยู่เต็มอกว่ากลิ่นเนื้อนั้นเป็ของใครนึกสงสารก็แต่ลูกชายที่ต้องทำงานกลางทุ่งนาทั้งวัน แต่เมียกลับอยู่บ้านสุขสบาย ใช้เงินมือเติบขนาดนี้ลำพังแค่ทำครัวใหม่ ไหนจะฉาบภายในห้องนั้นใหม่อีก ก็น่าจะใกล้หมดแล้วสำหรับเงินขวัญถุงที่แบ่งให้ไป
“คุณแม่คะ ฉันขอพักสัก 5 นาทีไม่ได้เลยหรือคะ จริงๆน้องสะใภ้รองอยู่บ้านเฉยๆ คุณแม่ก็น่าจะให้เธอทำบ้างนะคะอย่างน้อยก็หุงข้าวรอก็ยังดี” พี่สะใภ้ใหญ่เริ่มที่จะทนไม่ไหว จึงใส่อารมณ์กับแม่สามี
“หล่อนจะให้สะใภ้รองเผาบ้านฉันหรืออย่างไรกัน อีกอย่างงานบ้านสะใภ้รองก็เป็คนทำไหนจะซักเสื้อผ้าให้พวกเราอีก ทำกับข้าวให้พ่อแม่สามีกินแค่นี้ มันคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหล่อนเท่าไหร่หรอกมั้งอกตัญญู อกตัญญูกันที่สุดลูกหลานบ้านนี้ ฉันยังไม่ทันแก่ ก็บ่นเหนื่อยกันไปหมดแล้วต่อไปถ้าฉันทำงานไม่ไหว จะไม่หามฉันไปเป็ขอทานหรอกหรือ” ท่านแม่กู่บ่นไม่หยุดจากนั้นก็เดินเข้าห้องของเธอไป ทิ้งให้พี่สะใภ้ใหญ่หน้าบูดหน้างอคนเดียวอยู่ที่ลานหน้าบ้าน
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอกบ้าน แต่เถาฮวาเหลยไม่คิดที่จะสนใจปล่อยผ่าน คิดเสียว่าเป็สีสันของบ้านไปก็แล้วกันตอนนี้เธอกำลังอุ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวรอสามีเลิกงานกลับมาเขามักจะกลับบ้านช้ากว่าพี่น้องคนอื่นๆเนื่องจากว่าต้องเขียนรายงานส่งให้กับทางการ รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ซึ่งเธอเองก็ไม่ค่อยเข้าในสักเท่าไหร่
“กลับมาแล้วครับ” กู่เซียวจ้านรู้สึกแปลกตาเล็กน้อย เมื่อเข้ามาภายในห้องนอนสี่เหลี่ยมรู้สึกสบายตาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ภายในห้องโล่งโปร่ง ไม่เหม็นอับเหมือนเช่นที่ผ่านมาอาจจะเป็เพราะว่ามีหน้าต่างเข้ามา ทำให้อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวกรวมไปถึงผ้าม่านสีขาวสบายตาที่กำลังพลิ้วไหวพวกนั้นด้วย
“มานั่งพักดื่มน้ำก่อนสิคะ” เถาฮวาเหลยเตรียมน้ำชาไว้ให้สามีแล้วรอเพียงเขากลับมาดื่มเท่านั้น
กู่เซียวจ้านกำลังจะนั่งลงปลายเตียงแต่ก็ต้องชะงักค้างไป เพราะสังเกตเห็นว่าผ้าปูเตียงนั้นเป็ผืนใหม่แม้ว่าจะไม่มีฟูกนุ่มๆไว้สำหรับปูนอนแต่สำหรับเขาในตอนนี้รู้สึกว่าแค่นี้ก็ดีมากแล้ว
“ผมจะขึ้นเขาตัดไม้ไผ่มาทำโต๊ะ เก้าอี้ ในห้องของเราสักชุดแล้วกันครับ”กู่เซียวจ้านพูดพร้อมทั้งนั่งลงที่พื้น เนื้อตัวของเขาสกปรกเลอะโคลนจึงไม่กล้านั่งที่เตียงให้ผ้าปูสกปรกตามไปด้วย
“ขอบคุณค่ะ” เถาฮวาเหลยตั้งใจว่า วันหยุดครั้งหน้าของสามีจะชวนเขาขึ้นเขาอยู่พอดีภายในห้องจำเป็ที่จะต้องมีโต๊ะเก้าอี้จริงๆ นั่นแหละ
“คุณทำเองหมดเลยหรือครับ?” กู่เซียวจ้านใช้สายตากวาดดูรอบๆบริเวณห้องเนื่องจากว่าเมื่อเช้านี้หน้าต่างยังไม่มีผ้าม่านเพิ่มเข้ามา
“ค่ะ ฉันขอโทษนะคะที่ใช้เงินสิ้นเปลือง” เถาฮวาเหลยขอโทษสามีเพราะหากเธอไม่มีผ้าในมิติ ก็คงไม่คิดจะซื้อเช่นกันแต่เป็เพราะไม่สามารถบอกความลับนี้กับใครได้จึงต้องยอมให้คนอื่นมองว่าเธอใช้เงินมือเติบแทน
“ไม่เป็ไรหรอกครับ สิ่งไหนควรมีคุณก็ซื้อเข้าบ้านเถอะส่วนเื่หาเงินเข้าบ้านปล่อยให้เป็หน้าที่ของผมเองครับ”กู่เซียวจ้านไม่คิดโทษภรรยา ทุกอย่างที่เธอทำก็ล้วนเพื่อครอบครัวทั้งนั้นแล้วแบบนี้เขาจะไปว่าเธอได้อย่างไรกัน
“ค่ะ คุณไปอาบน้ำล้างตัวเถอะค่ะ จะได้มากินข้าวก่อนฉันเคี่ยวน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวรอคุณสักพักแล้ว” เถาฮวาเหลยกล้าคุย กล้าบอกสามีมากขึ้นหากเป็แรกๆ ที่เธอมาอยู่คงไม่กล้าที่จะพูดอะไร
“อืม” กู่เซียวจ้านได้กลิ่นหอมของน้ำซุปมาสักพักแล้วพอรู้ว่าเป็ของที่ภรรยาเตรียมไว้รอ ท้องไส้ก็เริ่มที่จะร้องประท้วงแล้วเช่นกัน
“อะไรหรือครับ?” กู่เซียวจ้านอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่เสร็จเรียบร้อยตั้งใจว่าจะกินมื้อเย็นกับภรรยาแต่ก็ต้องแปลกใจเพราะในห้องต้อนนี้มีชามก๋วยเตี๋ยวอยู่ 3 ชาม
“ฉันทำเผื่อคุณพ่อ คุณแม่ของคุณด้วยน่ะค่ะ ถ้วยใหญ่นี้เอาไปให้พวกท่านนะคะ”เถาฮวาเหลยยิ้มบอกสามี จริงๆ เธอก็ไม่อยากจะใช้สามีแต่เกรงว่าหากเธอเป็คนยกไปให้แม่สามีเธออาจจะกินไม่ลง
“ครับ” กู่เซียวจ้านรีบยกถ้วยก๋วยเตี๋ยวใบใหญ่ไปให้ผู้เป็แม่ภายในใจรู้สึกพอใจอยู่มาก ที่อย่างน้อยภรรยาก็แสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ของเขาแม้ว่าเธอจะถูกดุด่ามากกว่าสะใภ้คนอื่นๆ
หลังจากนั้นไม่นาน กู่เซียวจ้านก็กลับเข้าห้องมาเขากินก๋วยเตี๋ยวที่ภรรยาเตรียมให้จนหมดชาม ในนั้นยังมีไข่ต้มอีก 2 ฟองด้วย
“คุณแม่ว่าอย่างไรบ้างคะ”เถาฮวาเหลยอยากจะรู้ว่าแม่สามีคิดอย่างไรที่เธอทำก๋วยเตี๋ยวไปให้
“ท่านบอกว่าขอบคุณครับ” กู่เซียวจ้านบอกแค่นั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วท่านแม่กู่ยังบ่นเื่ที่ลูกสะใภ้กินอาหารจานเนื้อราวกับว่าเป็ภรรยาเศรษฐีทั้งๆ ที่เขายังคงต้องทำงานแลกแต้มค่าแรงอยู่
“ค่ะ” เถาฮวาเหลยไม่ได้พูดอะไรต่อเสียงแม่สามีดังกังวานขนาดนั้นใครบ้างจะไม่ได้ยิน ในเมื่อสามีไม่สะดวกใจที่จะบอก เธอก็จะไม่เซ้าซี้ชีวิตไม่ควรมีบุคคลที่ 3-4 เข้ามามีส่วนทำให้ความสัมพันสั่นคลอนขอเพียงทั้งสองคนมีความรักและมั่นคงต่อกัน ต่อให้เจอปัญหาและอุปสรรค์มากน้อยแค่ไหนก็จะสามารถฟันฝ่ามันไปได้
เช้าวันถัดมาเถาฮวาเหลยก็ยังยัดนุ่นใส่ที่นอน เธอใช้เวลาเกือบค่อนคืนในการเย็บที่นอนเพราะมันต้องเย็บไปด้วยและยัดไปด้วยเพื่อที่ให้ที่นอนแน่นมากขึ้น จนสามีต้องลุกมาดับตะเกียงกลางดึกเป็เชิงบอกให้เธอเข้านอนได้แล้ว เช้านี้หลังจากที่สามีออกไปทำงาน เธอจึงขลุกตัวอยู่ในห้องเพื่อทำงานที่เหลือให้แล้วเสร็จ
หญิงสาวใช้เวลา5 วัน 5 คืน สำหรับการทำที่นอน และผ้าห่ม ถือว่ารวดเร็วมากทีเดียวแต่เอามาเปรียบเทียบกับคนที่ทำงานแข่งกับเวลา รวมไปถึงความกดดันต่างๆ ไม่ได้
ในยุคนี้แม้ว่าการแข่งขันจะไม่สูงมากเหมือนสมัยเธอจากมาแต่ทุกคนต่างก็มีระเบียบวินัยในตัวเอง หากถามความฝันสูงสุดในชีวิตที่อยากจะเป็ก็คงไม่พ้นอยากจะมีเงินเก็บเยอะๆเพื่อที่ว่าในภายหน้าลูกหลานจะได้ไม่ลำบากเหมือนเช่นเธอ บางคนบอกว่าเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญแต่สำหรับเถาฮวาเหลยแล้วนั้น ชีวิตจะสามารถดำเนินต่อไปได้เมื่อมีเงินเป็ตัวขับเคลื่อน
“ฟู่ เสร็จสักที” เถาฮวาเหลยถอนหายใจพร้อมทั้งบิดี้เีไล่ความเมื่อยขบออกไปจากร่างกาย
ตอนนี้ภายในห้องตลบอบอวนไปด้วยเศษนุ่นคงต้องทำความสะอาดชุดใหญ่ก่อน เมื่อนั่งพักจนหายเมื่อยแล้ว ก็นำที่นอน และผ้าห่มไปผึ่งแดดก่อนที่จะตัดเย็บ เธอได้ทำการซักผ้าแล้วเรียบร้อย จึงไม่ต้องกังวนเื่กลิ่นซึ่งซักในที่นี้ก็คือการซักน้ำเปล่า บ้านไหนพอมีฐานะหน่อยก็อาจจะมีเงินซื้อสบู่มาซักล้างเพื่อเพิ่มความหอมให้กับผ้า
จากนั้นก็ทำความสะอาดห้องปัดกวาดฝุ่นรวมไปถึงเศษนุ่นที่ลอยติดตามที่ต่างๆ ภายในห้องกว่าจะแล้วเสร็จก็กินเวลาไปเกือบสี่โมงเย็น่นี้เธอไม่ได้เอาข้าวไปส่งให้สามี่กลางวัน เพราะอยากจะเร่งทำที่นอนและผ้าห่มให้เสร็จไม่อยากจะนอนปวดหลังกับเตียงอีกต่อไปแล้ว ซึ่งกู่เซียวจ้านก็ไม่ได้ว่าอะไรบ่นแค่ว่าอยากจะให้พักบ้าง ไม่อยากจะให้หักโหมมากจนเกินไป
ทางด้านพี่สะใภ้รองเห็นที่นอน รวมไปถึงผ้าห่มที่น้องสะใภ้สี่ทำก็ตาโต นี่มันผ้าห่มหนักเกือบ 7 ชั่งเลยก็ว่าได้ ไหนจะที่นอนหนานั่นอีกเหอะ…คงใกล้จะหมดลงแล้วสินะ เงินที่แม่สามีแบ่งให้เป็เงินขวัญถุงหวังว่าใช้เงินหมดแล้ว จะไม่มาขอพ่อแม่สามีรวมบ้านหรอกนะหากว่าเป็เช่นนั้นเธอไม่มีวันยอมอย่างแน่นอน
“อากาศก็ไม่ได้หนาว ทำไมถึงทำผ้าห่มผืนหนาขนาดนั้น” พี่สะใภ้รองพูดลอยๆ คล้ายคนพูดคนเดียวแต่ในความเป็จริงแล้วเธอกำลังพูดให้เถาฮวาเหลยได้ยิน
“หึ…” เถาฮวาเหลยแสร้งไม่ได้ยินในสิ่งที่พี่สะใภ้รองพูดคนเรามีปากก็พูดไปเรื่อย แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่หนาวแต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฟันบนล่างจะกระทบกันเป็จังหวะรัวเลยล่ะ หากไม่เตรียมพร้อมไว้เสียั้แ่ตอนนี้เกรงว่าหน้าหนาวก็คงจะเตรียมลำบาก
ทางด้านคนพูดเมื่อคนฟังทำเป็หูทวนลมจึงได้แต่ยืนกัดฟันกรอด ได้แต่คิดในใจว่าั้แ่ที่น้องสะใภ้สี่าเ็ครั้งนั้นหล่อนก็เหมือนจะมีนิสัยที่เริ่มเปลี่ยนไป ไม่เกรงใจเหมือนแต่ก่อน หากเป็สะใภ้สี่ในเมื่อก่อนคงได้แต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ เวลาที่ถูกพูดจากระแนะกระแหนใส่
“เหนื่อยหรือเปล่าครับ” กู่เซียวจ้านกลับมาจากทำงานที่ทุ่งนา ได้เห็นที่นอนใหม่รวมไปถึงภายในห้องที่สะอาดสะอ้าน ต่างจากเมื่อ 5 วันก่อน ที่มีเศษนุ่นลอยอยู่ทั่วทั้งห้องจึงเอ่ยถามภรรยา เธอคงจะต้องทำงานบ้านอย่างหนักแน่นอน เพราะตอนนี้ภายในห้อง ไม่มีแม้กระทั่งไรฝุ่นให้ระคายตา
“หืม คำถามนี้ฉันน่าจะเป็ถามคุณมากกว่านะคะ” เถาฮวาเหลยสงสัยกับคำถามของสามีเธอไม่ได้ทำงาน อยู่แต่ในบ้าน จะไปเหนื่อยได้อย่างไรกัน
“ถามคุณถูกแล้วครับ นั่งทำงาน เย็บที่นอน ผ้าห่ม มาตั้งหลายวันคุณไม่คุยกับผมเลย่4-5 วันที่ผ่านมา” กู่เซียวจ้านนึกย้อนกลับไปเพราะภรรยาเอาแต่ก้มหน้าเย็บที่นอน จึงไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด ก็เลยตัดสินใจใช้ไม้แข็งนั่นก็คือดับไฟในตะเกียง เพื่อบอกทางอ้อมว่าถึงเวลานอนพักผ่อน
“งั้นหรือคะ? ฉันไม่รู้ตัวเลยค่ะแล้วคุณอยากจะคุยอะไรกับฉันหรือคะ?” เถาฮวาเหลยตอบออกไปพาซื่อเพราะเธอไม่มีเื่ที่จะต้องคุยกับสามีจึงไม่รู้ว่าคนที่เป็สามีภรรยากันต้องคุยกันทุกวันหากเป็เช่นนั้นแล้วจะเอาเื่มากมายที่ไหนมาพูดคุยกันล่ะเื่ความรักนี้ช่างซับซ้อนยากแท้ที่จะเข้าใจ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณจะว่าอะไรไหมครับหากผมจะเลี้ยงหมู?” กู่เซียวจ้านปรึกษาภรรยา
ที่ต้องบอกกับเธอเพราะใน่กลางวัน เขาอาจจะต้องให้ภรรยาเป็คนทำหน้าที่ในการให้อาหารหมูส่วนในตอนเช้าและตอนเย็นนั้น เขาสามารถกลับมาทำเองได้ไม่คิดจะรบกวนให้ภรรยาทำเองทั้งหมด
“เลี้ยงได้หรือคะ?” เถวฮวาเหลยเอ่ยถามขึ้นหากจำไม่ผิดในยุคนี้ทุกอย่างถูกควบคุม และจำกัดปริมาณทั้งสิ้นประชาชนขาดอิสระในการทำงานนี่นา
“ได้สิครับ เพิ่งมีคำสั่งมาให้สำรวจว่าบ้านไหนอยากจะเลี้ยงหมู แต่กำหนดให้หมู1 ตัวต่อสมาชิกในบ้าน 2 คนครับ”กู่เซี้ยวจ้านอธิบาย แม้ว่าในบ้านเขาจะมีจำนวนสมาชิกคนในบ้านเยอะ แต่ก็ไม่คิดที่จะเอาครอบครัวใหญ่มารวมให้ปวดหัววุ่นวายเพราะถึงอย่างไรหมูก็ต้องส่งให้กับทางการ เขาได้เพียงแต้มค่าแรงเพิ่มมา และอาจจะได้เนื้อมากกว่าคนอื่นที่ไม่ได้เลี้ยงหมูเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็เลี้ยงเถอะค่ะ ฉันจะดูแลให้เอง”เถาฮวาเหลยพยักหน้าเห็นด้วยกับสามี
“ผมจัดการเองครับแต่่กลางวันอาจจะต้องรบกวนให้คุณให้อาหารกับมันสักมื้อ”กู่เซียวจ้านพูดขึ้นอย่างเกรงใจภรรยา เพราะการเลี้ยงหมู ความสะอาดต้องมาเป็อันดับหนึ่งไม่อย่างนั้นคนในบ้านก็อาจจะทนกลิ่นของมูลหมูไม่ได้
“ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอกค่ะ ฉันอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำงานอะไรเื่แค่นี้สบายมากว่าแต่คุณขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่คุณหรือยังคะ?” เถาฮวาเหลยคิดว่าสามีควรขออนุญาตแม่ของเขามากกว่าจะมาบอกเื่นี้กับเธอเลยด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องหรอกครับ เพราะพ่อกับแม่ก็ลงชื่อที่จะเลี้ยงเหมือนกันแต่ผมจะแยกคอก เพื่อเอามาเลี้ยงเอง ทำคอกไว้ไกลจากที่เราอยู่หน่อย ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”กู่เซียวจ้านบอก
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วล่ะค่ะ” เถาฮวาเหลยโล่งอกที่อย่างน้อยพ่อแม่สามีก็มีความคิดที่จะเลี้ยงหมูเช่นกันไม่อย่างนั้นคงไม่วายได้มีเื่กลิ่นเข้ามาเป็ที่ถกเถียงไม่จบสิ้นเป็แน่
“ครับ” กู่เซียวจ้านขานรับ
ใน่วันหยุดถัดมาสองสามีภรรยาเข้าไปในป่า เพื่อตัดไม้ไผ่มาทำโต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงทำเล้าหมูด้วย แม้ว่าจะเป็เพียงหมูแค่ตัวเดียวแต่ทั้งสองคนก็ใส่ใจและให้ความสำคัญกับมันมาก รวมไปถึงท่านพ่อกู่และพี่ชายใหญ่ก็ขึ้นเขาในครั้งนี้ด้วยเถาฮวาเหลยไม่ลืมที่จะห่อข้าวขึ้นมากินที่บนเขาด้วยกองทัพต้องเดินด้วยท้องเื่นี้สำคัญที่สุดแล้ว