พันวายุเคลื่อนไหวรวดเร็วราวโผบิน มันใช้พลังปราณทั้งหมดเร่งเร้าท่าร่างติดตามเจ้าวานรหัวขโมย แต่กระนั้นก็ยังถูกทิ้งล้าหลังห่างออกไปเรื่อยๆ
เป็นการยากเย็นที่จะติดตามวานรตัวน้อยๆ ตัวหนึ่งในสภาพป่าเขา ทั้งยังประกอบด้วยแสงสว่างเพียงน้อยนิด พันวายุมองเห็นเจ้าวานรเป็นจุดขาวๆ เพียงรำไรในดงต้นไม้รกทึบ
.. เจ้าวานรน้อยกระโดดไปตามยอดไม้อย่างเย็นใจมุ่งตรงขึ้นสู่ยอดเขา
เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เสียงวานรน้อย .. ร่างของมันมาหยุดลงด้านข้างของบุรุษผู้หนึ่ง คนผู้นั้นนั่งนิ่งอยู่บนโขดหินราวรูปปั้นศิลา
ม๊าววววว .. เสียงร้องของแมว ในความมืดแมวตัวหนึ่งมีสีขาวอมฟ้าดวงตาสีน้ำเงินวาวกระโดดขึ้นมาบนโขดหิน
“เจ้าจ๋อ .. หายหัวไปที่ใดมา ..” เสียงกล่าวออกมาจากปากแมวตัวนั้น .. แมวตัวหนึ่งกลับเอ่ยวาจาได้!
เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าวานรน้อยหาสนใจแมวตัวนั้นไม่ มันกระโดดเหยงๆ มาที่บุรุษผู้นั้นแล้วยื่นส่งของในห่อผ้าให้ชม
“นายท่าน .. นายท่าน .. ดูก้อนหินนี้ก่อน ..” เสียงกล่าวของวานรน้อย .. มันก็กล่าววาจาได้เช่นกัน!
“ชมดูอันใด .. นายท่านของเจ้านั่งบื้อมาครึ่งค่อนคืนแล้ว” เจ้าแมวน้อยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
เจ้าแมวน้อยกล่าวแดกดันต่อว่า “นั่งเหม่อลอยราวร่างไร้จิตวิญญาณเช่นนี้ .. เห็นทีมันคงเป็นโรคร้ายแล้ว ..”
วานรน้อยได้ยินเช่นนั้นจึงโพล่งกล่าว “โรคอันใดหรือ ..” มันถามด้วยความสงสัย
“เป็นโรคอกเดาะ อย่างไรเล่า .. ฮา ฮา เมี๊ยววววว” เจ้าแมวน้อยกล่าวไปหัวร่อไป
“ฮือออ .. โรคอกเดาะ .. ต้องกินใบไม้ใดจึงรักษาได้!” เจ้าวานรน้อยเกาหัวแกรกๆ ทำหน้าฉงน
“ฮา .. ฮา .. โรคนี้ไม่มีหนทางรักษาดอก .. ม๊าวววว” เจ้าแมวอมยิ้มกล่าว เจ้าวานรน้อยยิ่งงุนงงเข้าไปอีก
บุรุษผู้นั้นเหลียวหน้ามามองดูทั้งสอง ..
.. มันคือ ‘อุทัย’ นั่งเอง !!!
หลังจากอุทัยติดตามญานินดาจนถึงช่องโพรงมิติลึกลับบนยอดเขาเสสาบรรพต ระหว่างที่กำลังโผลอยติดตามได้เพียงครึ่งทาง ช่องโพรงมิตินั้นก็ปิดตัวลงอย่างปัจจุบันทันด่วน อุทัยพบเห็นแสงสว่างคล้ายทางเข้าออกแห่งหนึ่งมันจึงพุ่งกายหลบหนีออกมา
ช่องทางนั้นนำอุทัย เจ้าเวรุงกะ และสตรีปักษาวารีมายังอีกสถานที่หนึ่ง เป็นถ้ำแปลกประหลาดทอดลึกภายในขุนเขายาวกว่ายี่สิบเส้น
สุดท้ายพวกมันทั้งสามหาหนทางจนสามารถออกมาสู่ภายนอกได้ และพบตนเองอยู่บนยอดเขาแห่งนี้
พวกมันไม่รู้ว่าสถานที่นี้คือที่ใด .. อุทัยก็ได้แต่นั่งเหม่อลอยคิดถึงการจากไปของญานินดา
เจ้าแมวน้อยกล่าว “เจ้าจ๋อ .. ไปขโมยของผู้ใดมา ..”
อุทัยหันหน้ามาจ้องก้อนหินหยกสีขาวตาเขม็ง รูปหงส์สลักบนนั้นช่างดูคุ้นตานัก
.. ตราประจำราชวงศ์นพเทพ !!!
ตรา ‘หงส์เทวะศักดิ์สิทธิ์’ รูปหงส์สีขาวเคยพบเห็นประดับอยู่บนธงทิวและสถานที่กรมการ ครั้งที่มันยังเป็นเด็กน้อยอาศัยอยู่กับบิดามารดาที่แคว้นมัธยปุรา
.. อุทัยได้สติราวตื่นขึ้นมาจากความฝัน ..นี่มันกลับมายังพิภพของมนุษยชาติแล้วหรือไร?
จั๊กกก จั๊กกก .. เจ้าเวรุวกะเห็นอุทัยให้ความสนใจกับก้อนหินสีขาวในมือจึงยื่นมอบให้
อุทัยรับตราหยกมาแล้วจึงลูบคลำจ้องมองอย่างพิจารณา .. เป็นรูปสลักหงส์เทวะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
พลังปราณศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกมาจากหินหยกเนื้อสีขาววาวใสบริสุทธิ์ สัณฐานเป็นจัตุรัสด้านใต้ยังเกาะเป็นตัวอักขระดูคล้ายตราประทับอันหนึ่ง
อักขระแปลกประหลาดไม่เหมือนภาษาอักษรที่เคยรู้จัก แต่อุทัยกลับสามารถอ่านได้มันกล่าวออกมาว่า
“อาญาสิทธิ์หงส์นภา นพเทพคู่แผ่นดิน”
อุทัยครุ่นคิด ‘ฮึ .. ดูท่าสิ่งนี้คงเกี่ยวข้องกับราชวงศ์แคว้นมัธยะปุราแล้ว’ ยังไม่ทันเงยหน้ามองก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ตุ๊บบบ .. เสียงฝ่าเท้าสัมผัสพื้นพร้อมเสียงหายใจหอยเหนื่อย .. พันวายุติดตามมาจนทันแล้ว ..
“ส่งสิ่งของนั้นมาบัดเดี๋ยวนี้!” พันวายุตวาดเสียงกร้าว
เจี๊ยกกก !!! เจ้าเวรุงกะสะดุ้งโหยงกระโดดหลบที่ด้านหลังอุทัยในทันใด
ม๊าววว !!! เจ้าแมวน้อยร้อง
พันวายุจ้องมองมายังอุทัย .. เด็กหนุ่มร่างกายมอมแมมแต่งกายราวนักบวช เพียงใช้ผ้าผืนห่อหุ้มร่างกาย
วานรน้อยตัวเดิมแอบอยู่หลังบุคคลผู้นั้น และยังเพิ่มแมวมาอีกตัวหนึ่ง .. เด็กหนุ่มผู้นี้คงเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งสองแล้ว
.. แต่ .. ทั้งสามดูไม่ปกติธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง!!!
อุทัยก็พิจารณาผู้มา .. พบเห็นความสัตย์ซื่อในดวงจิตของพันวายุ เจ้าเวรุงกะคงขโมยสิ่งของมาจากบุคคลผู้นี้
“คืนให้แก่ท่าน ..” อุทัยกล่าว พร้อมโยนตราหยกกลับไปให้พันวายุ
“!!!” พันวายุไม่ทันตั้งตัว อยู่ๆ ตราหยกก็ถูกโยนกลับมาราวสิ่งของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
หมับ! .. ตราหยกแทบหลุดมือร่วงหล่น พันวายุได้ของวิเศษคืนมาอย่างง่ายดาย
พันวายุตรวจสอบตราหยกวิเศษ ปากกล่าวว่า “เห็นแก่พวกเจ้ายังเยาว์วัย ข้าจักมิเอาความ ..”
อุทัยกล่าวถาม “ท่านเป็นชาวมัธยะปุราหรือ”
“ถูกต้อง ..” พันวายุกล่าวตอบ แล้วจึงนำผ้าห่อตราหยกผูกมัดกับร่างกายอย่างแน่นหนา
อุทัยถามต่อ “ที่นี่คือตำบลใด ..”
“!!!” พันวายุแปลกใจเล็กน้อย มันครุ่นคิด ‘หรือเจ้าผู้นี้จะหลงทาง ..’ แล้วจึงกล่าวตอบ “ที่นี่คือ ยอดเขาหงส์บรรเจิด .. ตำบลหงส์นภา..”
อุทัยตาตื่น .. เขาหงส์บรรเจิดเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในแคว้นมัธยะปุรา .. มันได้กลับมายังพิภพมนุษย์แล้วจริงๆ
พันวายุจ้องมองดูอุทัย .. ถึงเด็กหนุ่มผู้จะดูไม่ธรรมดาอยู่บ้างแต่คงมิใช่คนชั่วช้า จึงกล่าวถาม “เจ้าเป็นผู้ใด .. เหตุใดมาอยู่กลางป่าเขาเช่นนี้ ..”
อุทัยยังไม่ทันตอบคำ .. พันวายุพลันคิดขึ้นได้ว่าตนเองมีภารกิจสำคัญมิอาจเสียเวลาได้อีก จึงชิงกล่าวว่า
“ช่างเถอะ ข้าต้องไปแล้ว .. เจ้าจงซ่อนตัวอย่าให้ทหารทัพการีย์ที่เบื้องล่างพบเจอ .. ไม่เช่นนั้น .. เจ้า ..”
“มหาการีย์!!!” อุทัยกล่าวโพล่งออกมา “ผู้ที่ล้อมภูเขาแห่งนี้คือพวกชั่วช้านั่น ..” ความชิงชังปรากฏขึ้นในแววตาของมัน
พันวายุเข้าใจในทันใดเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องเป็นชาวมัธยะปุรา ทั้งสำเนียงภาษา ทั้งความรู้สึกที่มีต่อเหล่าทหารทัพมหาการีย์
พันวายุกล่าว “มิผิด ..” พร้อมหันกายกำลังจะจากไปกล่าวต่อว่า “ข้าต้องไปแล้ว ..”
อุทัยทำความเข้าใจในสถานการณ์ ..
.. บุรุษผู้มามีรูปร่างแข็งแรง ร่างกายแผ่พลังปราณอันแกร่งกล้า มองดูเหมือนทหารนายหนึ่งมากกว่าชาวยุทธจักร
.. มันครอบครองตราหยกซึ่งคาดว่าเป็นของสำคัญของแคว้นมัธยะปุรา .. แต่ที่อุทัยสัมผัสคือกระแสจิตอันหนักแน่นมั่นคง มิได้หวั่นไหวหวังครอบครองต่อของวิเศษนั้นแม้แต่น้อย
.. อุทัยสัมผัสพลังชีวิตจำนวนเก้าร้อยสิบหกจุดภายในตาข่ายปราณ ทั้งหมดกระจายโอบล้อมภูเขาแห่งนี้เป็นชั้นๆ ทั้งยังมีจุดพลังชีวิตอันกล้าแข็งอีกเจ็ดสิบสี่จุดพุ่งตรงมาหาพวกมัน
.. คนผู้นี้คงเป็นนายทหารแคว้นมัธยะปุรากำลังหลบหนีการตามล่าของทหารทัพมหาการีย์ และสิ่งที่ทางฝั่งมหาการีย์ต้องการก็คือตราหยกอันนั้นนั่นเอง
“ท่านมิสามารถผ่านวงล้อมของทหารเก้าร้อยกว่านายไปได้ดอก ..” อุทัยกล่าว
พันวายุหยุดกึก .. หันกายกลับมาด้วยสีหน้าฉงน ..
“.. ยังมีภูตผีเหล่านี้” สิ้นเสียงของอุทัย ที่ห่างไปไกลลิบปรากฏเงาดำของมือสังหารภูตทมิฬหลายสิบสายกระโดดลอยมาตามยอดไม้
พันวายุถึงกับร้อนรน .. เหล่ามือสังหารกำลังมุ่งตรงมาหามัน
อุทัยยังกล่าวต่อ “ข้าล่วงรู้เส้นทางลับสายหนึ่ง .. สามารถนำท่านออกไปจากที่แห่งนี้ได้โดยมิมีผู้ใดพบเห็น ..”
“จริงรึ!” เสียงฉงนของพันวายุ มันจ้องมองอุทัยอย่างพิจารณา
จำนวนผู้ปิดล้อมมีจำนวนมาก .. พันวายุเองก็ยังไม่มั่นใจในการผ่าวงล้อมออกไป หากแม้นมีทางลับใช้หลบหนีอย่างที่เด็กหนุ่มผู้นี้กล่าว ก็นับเป็นทางเลือกที่ดีกว่านับร้อยพันเท่า
“นายท่าน .. ติดตามข้ามา ..” อุทัยกล่าว มันทำหน้ามีเลศนัยแล้วจึงขยับตูดลุกขึ้นเดิน
จั๊กกก .. จั๊กกก .. เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะกระโดดติดตามไปอย่างรวดเร็ว
แง๊วววว .. ม๊าวววว .. ม๊าวววว .. เสียงร้องแมวน้อย มันก็กระโดดตามมาเช่นกัน
“เจ้าโล้น .. เจ้าแส่หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว ..” นางแมวน้อยกล่าวกับอุทัยอย่างไม่พอใจ
แต่พันวายุหาเข้าใจคำกล่าวของแมวไม่ มันได้ยินเพียงเสียงร้องธรรมดาของแมวตัวหนึ่งเท่านั้น
.. อุทัยไปหยุดยืนอยู่ที่ริมขอบผามองลงไปเป็นทางหินลาดชัน เบื้องล่างเป็นป่ารกทึบมีแสงคบเพลิงกระจายอยู่โดยรอบ
พันวายุหยุดยั้งรีรอ .. มันไม่มั่นใจว่าสมควรเชื่อเด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ดีหรือไม่
ทันใดนั้นเอง .. เงาร่างสีดำกระโดดลงมาจากยอดไม้
“ฮรา .. อยู่นี้เอง .. วันนี้ข้าจะแยกร่างเจ้าให้หายแค้น ..” เสียงของจอมตรีภูต มันส่งพลังปราณสังหารกดทับใส่พันวายุ
จอมตรีภูตผู้บัญชาการหน่วยสังหารอันโด่งดัง มันยังรู้สึกเจ็บปวดบนใบหน้า หมัดของพันวายุที่ชกหน้านั้นรุนแรงอยู่มิใช่น้อย
.. ฟริ๊วววว .. สายโซ่สีดำกระหวัดแหวกอากาศมาดังอสรพิษร้ายพุ่งตรงเข้าหาพันวายุ
.. เคล้งงง ! เคล้งงง ! คล้างงง ! พันวายุกระชับโล่โลหะเข้าปะทะ บังเกิดประกายไฟวูบวาบ
จอมตรีภูตกำลังมีโทสะมาถึงก็ลงมืออย่างสุดกำลัง พันวายุผู้มีพลังปราณเปี่ยมล้นยังรู้สึกชาด้านไปทั้งแขน
.. ฟริ๊วววว .. ฟริ๊วววว .. สายโซ่กระหวัดวนราวเส้นสายมีชีวิต
.. คล้างงง! คล้างงง! พันวายุว่องไวท่าร่างวูบวาวบังคับโล่โลหะปิดกั้นการโจมตี
.. ฟริ๊วววว .. ฟริ๊วววว .. สายโซ่คล้ายยืดยาวจนไร้ที่สุด วกวนอ้อมตวัดมาด้านหลังของพันวายุ
.. คล้างงง ! คล้างงง ! พันวายุปรับกระบวนท่าหันกายกลับตั้งรับไม่สามารถถอยหนีได้ดังใจ
ความมืดเริ่มจางหายแสงตะวันยามเช้าเพิ่งสาดส่อง พันวายุกำลังตกเป็นเป้าหมายอันเด่นชัด .. หากถูกจอมตรีภูตผู้นี้ปิดกั้นทางถอยไว้พันวายุคงไม่สามารถหนีผ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว
จอมตรีภูตตวัดแขนอีกข้าง ปรากฏโซ่อีกเส้นหนึ่งกระหวัดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
.. เปรี๊ยงงง ! เปรี๊ยงงง ! เสียงสายโซ่ปะทะเข้าใส่เนื้อหนังอย่างถนัดถนี่ .. พันวายุถูกฟาดเข้ากลางหลังอย่างจัง
“โอ้ยยยย!!!” พันวายุถูกกระแทกจนอกแอ่นรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ที่กลางหลังมีรอยแดงบางเบาสองแถบทาบยาว
“ฮึ !!! วิชาคงกระพัน” จอมตรีภูตรู้สึกแปลกใจในความทนทานของร่างกายพันวายุ มันรั้งสายโซ่ทั้งสองเส้นกระหวัดขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งตรงเข้ามาอีกครั้ง
.. เคล้งงง! คล้างงง! พันวายุนำโล่โลหะเข้าตั้งรับ แต่คราวนี้สายโซ่เคลื่อนไหวอย่างแยบคายถึงกับกระแทกโล่โลหะหลุดออกจากท่อนแขนของมัน
ดวงตาสีดำสนิทของจอมตรีภูตยาวจนเรียวเล็ก ปากของมันอ้าขยายกว้างราวตัวประหลาด
“ฮรี ฮรี ฮฮฮรี .." เสียงราวภูตผีหยอกเย้า ปราณมืดขมุกขมัวแผ่กระจายออกจากร่างกายจอมตรีภูต "แล้วจึงค่อยๆ ก่อร่างเป็นวิญญาณภูตร้ายกว่าสิบตัว
.. จิตภูตหลอนวิญญาณ !
เงาดำของวิญญาณภูตร้ายน่ากลัวสยดสยองพุ่งม้วนเข้าหาพันวายุ ดวงตาของพันวายุเบิกโพลง ดวงจิตสั่นสะท้านพลังปราณภูตทำสติของมันเตลิดท่าร่างชะงักงัน
.. พร่าววว พร่าววว .. ปรากฏสายโซ่โผล่ออกมาจากเงาภูตผีเหล่านั้น
.. สายโซ่วกมารัดกระหวัดพันลำตัวท่อนบนของพันวายุ แขนทั้งสองข้างถูกรัดเอาไว้
.. สายโซ่อีกเส้นม้วนพันกับช่วงล่าง ขาทั้งสองถูกดึงรั้งจนแนบชิดเข้าหากัน
"เอ่ยยย!!!" พันวายุถูกโซ่สายรัดพันแน่นหนาทั้งช่วงบนและช่วงล่าง ร่างกายถูกพันธนาการไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก .. มันพยายามดิ้นรนแต่พบว่าเรี่ยวแรงของมันสูญหายไปจนหมดสิ้น
"ฮรี ฮรี ฮฮฮรี .." เสียงของจอมตรีภูต มันออกแรงดึงสายโซ่จนร่างพันวายุล้มคะมำ แล้วจึงทะยานร่างเข้าใส่อย่างรวดเร็ว
ท่าร่างจอมตรีภูตรวดเร็วราววิญญาณร้าย .. อีกเพียงห้าก้าวก็จะถึงร่างพันวายุ ..
แต่ ... มีบางสิ่งที่ไม่คาดคิดบังเกิดเกิดขึ้น!!!
ฉั่วะ! ฉั่วะ! สายโซ่ขาดผึง สายโซ่เหนียวแข็งแกร่งทำจากโลหะชนิดพิเศษกลับถูกบางสิ่งตัดขาดราวเส้นด้ายบอบบาง ร่างของพันวายุที่พันธนาการไว้ถูกกระชากถอยไปด้านหลัง
.. ผ้าผืนสีหม่นเก่าซอมซ่อคลี่กระจายห่อม้วนพันวายุเอาไว้
"แฮรรรรร่!!!" อุทัยส่งเสียงใส่ราวเด็กซุกซน เป็นมันใช้สันมือสับสายโซ่จนขาดแล้วจึงใช้ตีนถีบพันวายุ
.. ผลักกก !! พันวายุในห่อผ้าถูกแรงตีนกระแทกส่งจนปลิวกระเด็น ร่างกลิ้งหล่นลงไปตามทางชันของไหล่เขา
อุทัยสบตากับจอมตรีภูต นัยน์ตาดำของมันมีอักขระสีทองเรืองรองวิ่งวนอยู่วูบหนึ่ง
"เป็นเจ้า!!!" จอมตรีภูตสะดุ้งราวพบเจอภูตผีตัวจริง เด็กหนุ่มผู้นี้คือเป้าหมายของมันที่เมืองเพชรปราการ ถึงแม่รูปลักษณ์จะแปรเปลี่ยนไป แต่จอมตรีภูตจดจำแววตาพิสดารของอุทัยได้เป็นอย่างดี
'มันสมควรตายไปแล้ว!!!' จอมตรีภูตครุ่นคิด ท่าร่างหยุดกึกคล้ายตกอยู่ในภวังค์
ทันใดนั้น !!! อุทัยที่เบื้องหน้าหายไปในบัดดล !!!
.. คงเหลือเพียงวัตถุทรงกลมสีทองอร่ามอันหนึ่งกำลังบินลอยเข้ามาหาจอมตรีภูต
วัตถุนั้นคือโล่โลหะของพันวายุที่อุทัยบรรจุพลังปราณอรุณโรจน์แล้วเหวี่ยงออก .. เพียงปล่อยโล่โลหะออกจากมือมันก็กระโดดติดตามร่างของพันวายุที่กำลังกลิ้งลงภูเขาไปอย่างรวดเร็ว
.. วิ๊ววววววววว .. โล่โลหะอาบด้วยปราณสีทองหมุนบินคล้ายเชื่องช้าคล้ายรวดเร็วราวภาพหลอน
"!!!" จอมตรีภูตได้สติ สายตาจับจ้องโล่โลหะที่พุ่งเข้ามา มือขวากางเป็นกรงเล็บบรรจุพลังปราณหวังฟาดปัดให้พ้นทาง
.. ป๊าบบบ ! .. กรงเล็บของจอมตรีภูตตะปบใส่กึ่งกลางโล่โลหะ
"อ๊ากกก ..." เสียงร้องอย่างเจ็บปวด .. เพียงสัมผัสโล่โลหะมือขวาของจอมตรีภูตก็ถูกป่นจนเลือดเนื้อกระดูกแตกกระจาย
โล่โลหะยังพุ่งเข้ามา .. พลังปราณสีทองที่แผงมานั้นช่างรุนแรง มือขวาของมันไม่สามารถสกัดโล่โลหะอันนี้ได้
อ๊ากกกกกกก !!! เสียงร้องของจอมตรีภูตดังไปทั่วภูเขา ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่น้อยไปกว่าความแตกตื่นที่ได้พบเจอพลังปราณสุดพิสดาร
โลหิตข้นเหนียวสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ร่างของมันถูกโล่โลหะอันน้อยผ่าแยกออกเป็นสองส่วน !!!
สภาพร่างช่างน่าอนาถ .. ผู้บัญชาการกองภูตทมิฬตกตายในทันที .. ปิดตำนาน 'จอมตรีภูต' อันโด่งดัง ณ ตำบลหงส์นภาแห่งนี้