ซูตงเฉินมีท่าทางจริงจังเคร่งขรึม “ข้าพาพวกเขาและพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้กลับไปที่จวนทางตอนใต้อย่างลับๆประจวบเหมาะกับฮูหยินของข้าคลอดบุตรชายคนหนึ่งพอดีข้าจึงประกาศสู่สาธารณชนว่าฮูหยินได้ให้กำเนิดเด็กแฝด ข้าให้พระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้และบุตรชายของข้าอยู่ด้วยกันและเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบใหญ่”
เจิ้งอี้เฉิงริมฝีปากสั่นเทาครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “นั่นคือ… ”
“คือจ้งเอ๋อร์” ซูตงเฉินไม่ได้ปิดบังไว้ เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา “ตอนเด็กเขาร่างกายอ่อนแอ แม้จะเกิดก่อนเมิ่งเอ๋อร์สองเดือน ทว่ากลับดูผอมและตัวเล็กกว่าเมิ่งเอ๋อร์เพราะตอนนั้นฮูหยินของข้าคลอดยาก บุตรคนเล็กอ่อนแอกว่าบุตรคนโตนั่นก็สมเหตุสมผลแล้วนอกจากนี้การเป็นบุตรคนโตของภรรยาเอกจวนอันกั๋วกงต้องแบกรับภาระหนักหน่วงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ต้องเข้าสู่สนามรบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้ากลัวว่าร่างกายของจ้งเอ๋อร์จะรับไม่ไหวและกลัวว่าเขาจะมีอันตราย ด้วยเหตุนี้จึงให้เขาเป็นบุตรคนเล็กหากเขาไม่สามารถเปิดเผยสถานะที่แท้จริงเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างถูกต้อง เขาก็จะเป็นบุตรในภรรยาเอกของจวนอันกั๋วกงตลอดไป ในอนาคตข้าจะจัดเตรียมทรัพย์สินให้เขาและจะไม่ปล่อยให้เขาได้รับความไม่เป็นธรรมเด็ดขาด”
“ดีมาก” เจิ้งอี้เฉิงพูดไม่ออกและไม่รู้จะพูดอะไรอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ซูตงเฉินมองเขาด้วยความจริงใจ “ข้าเป็นทหารและไม่รู้เรื่องการเมือง จึงไม่รู้ว่าควรบอกเรื่องสถานะที่แท้จริงของจ้งเอ๋อร์ให้ฝ่าบาททรงทราบดีหรือไม่หากต้องบอก ข้าจะได้รับความไว้วางพระทัยจากฝ่าบาทหรือ จ้งเอ๋อร์เป็นโอรสองค์โตในพระชายาเอกของรัชทายาทซึ่งสืบทอดบัลลังก์โดยตรงหากตัวตนถูกเปิดเผยจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างแน่นอน เป็นอันตรายกับเขาอย่างมาก”
“ถูกต้อง” ในที่สุดเจิ้งอี้เฉิงก็สงบลง “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กข้าต้องพบจ้งเอ๋อร์ก่อน หน้าตาของเขา… เป็นอย่างตอนนี้หรือไม่?”
“ไม่ข้าจงใจปกปิดไว้” ซูตงเฉินถอนหายใจ “จ้งเอ๋อร์เกิดมาเหมือนฮ่องเต้ราวกับแกะมีเพียงดวงตาที่เหมือนพระชายารัชทายาท”
รัชทายาทมีพระพักตร์เหมือนพระบิดามากซึ่งก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน การที่พระราชนัดดาองค์โตมีพระพักตร์เหมือนเสด็จปู่ ในแง่ของรูปลักษณ์ถือว่าได้เปรียบมากเป็นเรื่องยากที่ฮ่องเต้จะไม่ชอบเขา ส่วนคนเหล่านั้นที่มุ่งชิงบัลลังก์ย่อมถือว่าเขาเป็นเสี้ยนหนามตำใจที่ต้องกำจัดโดยเร็วอย่างแน่นอน
ซูตงเฉินกล่าวต่อ “จ้งเอ๋อร์ชอบบุ๋น ซึ่งแตกต่างจากคนในตระกูลซูของพวกข้าอย่างมากเพราะเขาดันเหมือนกับลูกหลานของตระกูลเจิ้ง เขามีพรสวรรค์ด้านการเรียนหนังสือสูงมากหากข้าไม่กดไว้ เกรงว่าเขาคงได้เป็นซิ่วไฉที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงไปแล้ว” เขาพูดพลางเผยรอยยิ้มบางอย่างภาคภูมิใจในตัวบุตรบุญธรรมของตนเอง
เจิ้งอี้เฉิงดูท่าทางมีความสุข “จริงหรือ? เช่นนั้นก็ดีมากแล้ว”
เขาตื่นเต้นอย่างมากในปีนั้นเมื่อได้ทราบข่าวว่าบุตรชาย บุตรสาว ลูกเขย และหลานชายเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาเขาก็ป่วยหนักเจียนตาย ทว่าฮูหยินของเขากลับไม่ได้โชคดีเหมือนเขานับตั้งแต่ที่นางป่วยติดเตียง ไม่ถึงครึ่งปีก็เสียชีวิตในวันนี้ได้รับรู้ว่าเลือดเนื้อเชื้อไขที่บุตรสาวทิ้งไว้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังมีชีวิตที่ดีโดยไม่ทรมานเขาก็ปลื้มใจอย่างมาก สำหรับเรื่องอื่นนั้น เขายังไม่ทันได้คิดเรื่องใหญ่หลวงไม่สามารถตัดสินใจได้ภายในเวลาอันสั้น
ทั้งสองพบกันอย่างลับๆจึงไม่อาจชักช้าเสียเวลาได้ ดังนั้นเจิ้งอี้เฉิงจึงถามถึงเหตุการณ์ที่สำคัญ และไม่รั้งอยู่ต่ออีก “ให้จ้งเอ๋อร์อยู่ข้างกายท่านต่อไปส่วนในอนาคตจะทำอย่างไร ข้าคงต้องกลับไปคิดก่อน”
“ตกลง” ซูตงเฉินพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะรอการตอบกลับจากท่านหากท่านมีเรื่องที่ต้องการคุยกับข้าต่อหน้า ให้ส่งถุงหอมนี้มา ข้าก็จะรู้ได้เอง” เขายื่นถุงหอมสีเขียวเข้มปักด้วยลวดลายไม้ไผ่ ซึ่งเหมาะกับตัวตนของเจิ้งอี้เฉิงอย่างมาก
เจิ้งอี้เฉิงรับถุงหอมมาไว้ในมือโดยไม่ได้ถามอะไรก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
เรื่องที่จัดการยากถูกส่งต่อถึงมือผู้มีความสามารถแล้วซูตงเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ จึงเงยศีรษะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และหลับตาลงเพื่อพักสมอง
ผ่านไปไม่นานเยี่ยนเฟ่ยก็เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบเขามองใบหน้าอ่อนล้าของซูตงเฉินด้วยความเจ็บปวดใจ และอดยกมือขึ้นมาคลึงหน้าผากให้ซูตงเฉินเบาๆ ไม่ได้
ซูตงเฉินลืมตาขึ้นมาและมองไปที่เยี่ยนเฟ่ยอย่างอ่อนโยน “ข้าบอกเขาทุกอย่างแล้ว”
“อืม” เยี่ยนเฟ่ยขยับมือแผ่วเบา ลูบไล้ใบหน้าเย็นชาของเขา “หากต้องการให้เจิ้งอี้เฉิงเชื่อเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าการทำให้ฮ่องเต้ทรงเชื่อนั้นยากยิ่งกว่าท้ายที่สุดแล้ว สายเลือดของราชวงศ์อาจทำให้สับสนได้ และที่นี่ก็ไม่มีการตรวจสอบ DNA มนุษย์มีความคล้ายกันเป็นเรื่องปกติ เป็นไปได้มากที่กองกำลังศัตรูอาจกล่าวหาว่าเจ้านำเด็กที่เหมือนฮ่องเต้มาแอบอ้างเป็นพระราชนัดดาของพระองค์โดยมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหากฮ่องเต้ไม่ยอมเชื่อเจ้า เช่นนั้นคงไม่ได้มีเพียงเจ้ากับลูกที่มีอันตราย ทว่าทั้งจวนอันกั๋วกงจะมีอันตรายไปด้วย”
“ใช่ดังนั้นข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุดโดยไร้ข้อผิดพลาด” ซูตงเฉินยืดตัวขึ้นก่อนจะจับมือเยี่ยนเฟ่ยมากุมไว้แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า "ข้าเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ก็เพื่อวันนี้ แท้จริงแล้ว สามีของแม่นมเหวยไม่เพียงเป็นองครักษ์คนสนิทของรัชทายาททว่ายังเป็นคนของฮ่องเต้อีกด้วย รัชทายาทรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ทว่าแสร้งทำเป็นไม่รู้ดังนั้นในปีนั้นจึงได้เลือกเขามาเป็นหนึ่งในองครักษ์เพื่อคุ้มกันพระราชนัดดาองค์โตของฮ่องเต้หลายปีมานี้ ข้าให้เขาและสามีของแม่นมซุนแอบคุ้มกันจ้งเอ๋อร์อยู่ตลอด ทั้งยังส่งคนไปจับตาดูเขาเพื่อปกป้องจ้งเอ๋อร์การจัดการเหล่านี้จำเป็นต้องมี ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าจะไม่เกิดความผิดปกติเขาระแวดระวังอย่างมาก อาศัยอยู่ทางตอนใต้อย่างโดดเดี่ยว ไร้ซึ่งความช่วยเหลือใดๆด้วยเหตุนี้จึงไม่เคยส่งจดหมายลับถึงฝ่าบาท หลังจากกลับเมืองหลวง ข้าเพิ่มระดับความคุ้มครองให้จ้งเอ๋อร์โดยการเรียกสี่องครักษ์แสงและแปดองครักษ์เงาทุกเวรยามมีองครักษ์สามคนเป็นองครักษ์แสงหนึ่งคนและองครักษ์เงาสองคนกำกับดูแลซึ่งกันและกันเขาจึงยังไม่มีโอกาสได้ส่งข่าว หากเจิ้งอี้เฉิงคิดทบทวนดีแล้ว และตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลให้ฮ่องเต้ทราบข้าจะผ่อนปรนระดับการดูแลเพื่อให้เขาได้ไปแจ้งข่าวฮ่องเต้อาจจะไม่เชื่อเขาทั้งหมด ทว่าเขาเป็นคนสนิทที่พระองค์จัดการด้วยตนเองและตัวตนของเขายังไม่ถูกเปิดเผยพระองค์อาจจะทรงเชื่ออยู่บ้าง”
แววตาของเยี่ยนเฟ่ยเปล่งประกายยิ่งขึ้น “ตกลง” เขารู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่อบอุ่นของซูตงเฉินในใจจึงมีความสุขเป็นอย่างมาก
ทั้งสองหารือแผนการในการพบหน้าเจิ้งอี้เฉิงครั้งต่อไปอีกชั่วครู่จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
ซูตงเฉินเดินกลับขึ้นไปบนอาคารแล้วนั่งลงจากนั้นจึงเรียกให้คนไปซื้อขนมต่างๆ มา ก่อนจะไปหาบุตรชาย น้องชาย และน้องสาว พวกเขากินขนมกันอย่างตะกละตะกลามและมีความสุขโดยไม่ได้เอ่ยถึงมารยาทแม้แต่ประโยคเดียว ตรงกันข้าม เขากลับเห็นดีเห็นชอบไปกับความสดใสร่าเริงของพวกเขาเมื่อครู่ตอนที่ไปพบเจิ้งอี้เฉิง ซูตงเฉินได้จัดองครักษ์ให้มาปกป้องพวกเขาตอนลงไปดูโคมไฟและเล่นเกมทายปริศนาด้านล่าง
ซูหนานเฉินรอบรู้เขาอ่านหนังสือมากมาย จึงทายปริศนาโคมไฟได้ไม่น้อย ทั้งยังสามารถเอาชนะและนำโคมไฟมาให้น้องชายน้องสาว หลานชาย และบุตรสาวของตนเอง ทำให้พวกเด็กๆ โห่ร้องดีใจอยู่พักหนึ่ง ทั้งยังมีโคมไฟที่วางอยู่ในห้องนั้นมองแล้วดูน่ารักอย่างมาก
เด็กๆเล่นกันจนถึงดึกดื่นก็ทยอยหมดแรง ตาปรือง่วงนอน ซูตงเฉินแย้มยิ้มพลางขอให้เหล่าองครักษ์อุ้มพวกเขาเข้าไปในรถม้าและขับกลับจวน
หลังปีใหม่ทุกคนต่างสะสางงาน คนที่ควรไปราชสำนักก็ไปราชสำนักคนที่ควรไปเรียนก็ไปเรียน ส่วนซูตงเฉินก็กลับไปยังค่ายทหารซีซาน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมฝึกทหารในฤดูใบไม้ผลิของสามค่ายใหญ่ในเมืองหลวง
นี่ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เขาเป็นคนริเริ่มนำเสนอตามภาษาโบราณที่เคยใช้ เรียกกันว่า ‘การฝึกทหารแสดงศักยภาพ’ เมื่อเสนอก็ได้รับความเห็นชอบจากเจียงหยวนอู่และสือชิง ทั้งสามต่างกราบทูลในเวลาเดียวกันซึ่งฝ่าบาททรงยินดีอย่างมากและสนับสนุนกลยุทธ์การฝึกทหารของพวกเขาอย่างเต็มที่ หากผลการฝึกทหารครั้งนี้โดดเด่นก็จะกลายเป็นการฝึกแบบกิจวัตรทุกปีจะมีการจัดการฝึกทหารสี่ครั้ง คือ ในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวอย่างละครั้งเพื่อให้ข้าราชบริพารและทหารของทั้งสามค่ายสามารถรบชนะได้ในทุกฤดู ทุกสภาพอากาศ และทุกภัยพิบัติฮ่องเต้ยังทรงไตร่ตรองที่จะให้หน่วยองครักษ์ของราชวงศ์เข้ารับการฝึกด้วย เพื่อกำจัดพวกที่ไร้ความสามารถทั้งหมดและเหลือไว้เพียงกองกำลังที่มีความสามารถและจงรักภักดี เช่นนี้วังหลวงจะได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
หลังปีใหม่ผู้บัญชาการทหารชายแดนที่เข้าเมืองมาเพื่อรายงาน ทุกคนต่างทยอยกันกลับ จากการจัดอันดับข้าราชการตำแหน่งต่างๆเมื่อปีที่แล้ว บางคนได้เลื่อนขั้น บางคนถูกย้าย บางคนถูกลดตำแหน่ง บางคนถูกถอดถอนบางคนถูกตัดสินว่ามีความผิดและส่งเข้าคุก และอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน
ตลอดฤดูใบไม้ผลิเมืองหลวงเต็มไปด้วยความปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ฮ่องเต้ทรงประพฤติต่างจากเดิมและไม่ได้ร้องขอเรื่องความมั่นคงอีกต่อไป ทว่ามีการปรับเปลี่ยนอย่างเฉียบขาด ข้าราชบริพารขั้นสูงระดับสามขึ้นไปและคนที่มีบรรดาศักดิ์จำนวนไม่น้อยถูกไล่ออกแม้กระทั่งมีการค้นจวนยึดทรัพย์และถูกเนรเทศมีการลงโทษสถานหนักโดยการยึดบรรดาศักดิ์และทำลายเอกสารสัญญา เป็นเหตุให้ผู้คนพากันหวาดกลัวแม้แต่คุณชายที่เล่นไก่ชน วิ่งแข่งสุนัข และรังแกผู้คนบนท้องถนนก็หายไป
คณะเสนาบดีที่มีทัศนคติแตกต่างกันเรื่องวิธีการสายฟ้าฟาดของฮ่องเต้มีการโต้เถียงกันเป็นบางครั้งทว่าเจิ้งอี้เฉิงที่เป็นมหาเสนาบดีกลับไม่นุ่มนวลและถ่อมตนดังเช่นอดีต และปล่อยให้มันเป็นไปเขาสนับสนุนฮ่องเต้และมีจุดยืนชัดเจน โดยการปลดขุนนางที่กระทำผิดลงโทษขุนนางที่ทุจริตอย่างรุนแรง ตักเตือนขุนนางที่กระทำผิดเล็กน้อย ตักเตือนพระบรมวงศานุวงศ์ กวาดล้างการบริหารงานของขุนนางที่ไม่ถูกต้องให้สิ้น เหล่าเสนาบดีทั้งหลายไม่อาจขัดขวางความมุ่งมั่นตั้งใจของเขาได้ทั้งยังถูกเขาลากขึ้นรถกลิ้งหลุนๆ ไปข้างหน้าไม่หยุด
ในเวลานี้เจิ้งอี้เฉิงได้เจอกับซูอวี้จ้งแล้ว
ซูตงเฉินให้บุตรชายดื่มน้ำแกงคลายเครียดจากนั้นก็พาเขาไปที่ห้องลับ อุ้มเขาวางไว้บนเตียงและถอดสิ่งที่พรางตัวของเขาออกอย่างระมัดระวัง
เจิ้งอี้เฉิงมองเด็กน้อยที่อยู่บนเตียงอย่างตื่นเต้น
ใบหน้าของเขาซีดขาวเล็กน้อยคิ้วเฉียงขึ้น ขนตายาวเป็นแพ จมูกโด่งเป็นสัน และมีริมฝีปากได้รูป มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเขาคล้ายกับฮ่องเต้เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์มาก รูปลักษณ์ที่สูงส่งมาจากสายเลือดนั้นมองเห็นได้ชัดเจน ทำให้ไม่อาจเพิกเฉยได้
เจิ้งอี้เฉิงนั่งลงข้างเตียงแล้วกุมมือเด็กน้อยแผ่วเบาเขาสัมผัสได้ถึงความสนิทชิดเชื้อที่ผูกพันด้วยเลือดเนื้อเชื้อไข
นี่คือหลานชายแท้ๆของเขาที่มีสายเลือดสูงส่ง ทว่าบุพการีกลับเสียชีวิตทั้งคู่หลังจากเขาเกิดได้ไม่นาน ซ้ำตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าตนเองเป็นทายาทสายตรงของฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์
เจิ้งอี้เฉิงแอบทอดถอนใจยามที่มองเด็กชายตรงหน้าด้วยอารมณ์ซับซ้อนทั้งสงสาร ปลื้มใจ กังวล ภูมิใจ หลายร้อยอารมณ์ผสมปนเปจนยากที่จะแยกแยะอยู่ชั่วขณะ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่เขาจะเงยศีรษะมองซูตงเฉินและกล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบใจมาก”
ซูตงเฉินส่ายศีรษะด้วยความรู้สึกอ่อนไหวเล็กน้อย “รัชทายาทมองข้าเป็นสหาย… ตอนนั้นพระองค์ขอให้ข้าแสร้งทำเป็นทะเลาะกับพระองค์ก่อนจะไล่ข้าออกจากวัง ทว่าแท้จริงแล้วทรงมีรับสั่งให้ข้าเป็นเส้นสายให้พระองค์อยู่นอกวังหลวงเพื่อป้องกันศัตรูแข็งแกร่งที่ไม่สนวิธีการ ทว่าผู้ใดจะคาดคิด การใหญ่ยังไม่ลุล่วงพระองค์ก็ตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว ข้าดิ้นรนต่อสู้อยู่ทางตอนใต้ วางแผนทุกทาง ทว่ากลับสูญเปล่าโชคดีที่สายพระโลหิตของพระองค์ยังอยู่ ทั้งพระองค์ยังฝากฝังจ้งเอ๋อร์ไว้กับข้าก่อนสิ้นพระชนม์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจที่ทรงมีต่อข้า การได้ดูแลเลี้ยงดูพระโอรสของพระองค์ถือเป็นเกียรติของข้าแล้ว”
เจิ้งอี้เฉิงถอนหายใจอีกครั้ง “ใช่แล้ว ผู้ใดจะคาดคิดว่าเขาจะมาไกลถึงเพียงนี้… ”
ซูตงเฉินได้รับข่าวกรองและผลการวิเคราะห์ต่างๆจากเยี่ยนเฟ่ย ในเวลานี้จึงเปิดเผยให้เขาฟังเล็กน้อยว่า “ฆาตกรที่อยู่เบื้องหลังการสังหารรัชทายาท ชายารัชทายาท และคนในตำหนักตงกง เป็นไปได้มากว่าจะเป็นพระสนมลี่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่นางทำก็เพื่อคังอ๋อง”
เจิ้งอี้เฉิงสีหน้าเปลี่ยนไป “จริงหรือ? ”
“ใช่” ซูตงเฉินกล่าวอย่างใจเย็น “ข้าไม่เข้าใจสถานการณ์มากนักทว่าสันนิษฐานคร่าวๆ ได้ว่า อำนาจในตอนนี้ของพระโอรสทั้งสาม แท้จริงแล้วมีบางคนเป็นตะปูที่คังอ๋องตอกไว้เขาได้ลอบสังหารรัชทายาทผู้สืบทอดราชวงศ์ก่อน แล้วค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาทีละนิดวางหมากอย่างชาญฉลาดเพื่อให้พระโอรสทั้งสามเข่นฆ่ากันเองหลังจากนั้นเขาก็ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์วุ่นวายเพื่อแย่งชิงบัลลังก์” ซูตงเฉินพูดพลางหยิบกองเอกสารที่เยี่ยนเฟ่ยได้เตรียมไว้ให้ล่วงหน้ามายื่นให้อีกฝ่าย
เจิ้งอี้เฉิงรับมาพลิกอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดสีหน้าของเขาจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฝ่าบาททรงปราดเปรื่อง จะทนให้โจรย่องเบาพวกนี้ละโมบเป็นเจ้าข้าวเจ้าของบ้านเมืองได้อย่างไรข้าจะจัดคนให้ฟ้องร้องพวกเกลือเป็นหนอนเหล่านั้น แล้วถอนรากถอนโคนอำนาจของคังอ๋องในเมืองหลวงให้สิ้น”