เมื่อความวุ่นวายทั้งหมดสิ้นสุดลง จู่ ๆ สวี่หยางก็จ้องมองไปที่จางซง เขาตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง ซึ่งเป็ประโยคที่โด่งดังมากในชาติก่อน...
เมื่อเห็นสวี่หยางเอาแต่จ้องมองตนเอง จางซงที่เป็มหาปีศาจแสนดีก็เอ่ยถามขึ้น "หัวหน้าผู้คุมน้อยสวี่ บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่งั้นหรือ? เ้าเป็อะไรไป?"
สวี่หยางส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย "ไม่มีอะไรหรอก ข้าเพียงแค่คิดอะไรบางอย่างออกก็เท่านั้น"
ในระหว่างที่กำลังเก็บกวาดจัดการกับซากศพ สวี่หยางก็เอาแต่ครุ่นคิดว่าเหตุใดตนเองถึงไม่ได้รับของรางวัล และในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปออกมา
'ข้าจะฆ่าเ้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าล่ะ'
การที่มหาปีศาจเหล่านี้้าจะสังหารเขา ทว่าเขากลับไม่ได้รับค่าความมุ่งร้ายเลย ก็เป็เพราะเหตุผลนี้นี่เอง
พวกมันไม่ได้มองว่าเขาเป็คู่ต่อสู้ หรือแม้แต่มองว่าเขาเป็สิ่งมีชีวิตเลยด้วยซ้ำ
ในสายตาของพวกมัน เขาเป็เพียงแค่ต้นหญ้า ท่อนไม้ หรือสิ่งของชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะถูกฆ่าหรือถูกทำลาย พวกมันก็ไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาหรืออารมณ์ผันผวนใด ๆ ทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้สวี่หยางตระหนักได้ว่า ความแข็งแกร่งต่างหากเล่าที่เป็สัจธรรมอันเป็นิรันดร์
เมื่ออยู่ภายในเรือนจำ์ ผู้คุมอย่างพวกเขาดูเหมือนจะยิ่งใหญ่และมีอำนาจบาตรใหญ่ ถึงขั้นสามารถชี้หน้าด่าทอมหาปีศาจที่มีคดีเืติดตัวนับไม่ถ้วนเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ หากอารมณ์ไม่ดีก็ยังสามารถลากตัวพวกมันออกมาทุบตีระบายอารมณ์ได้อีก
ทว่าในความเป็จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานความแข็งแกร่งของแคว้นตงจี๋ทั้งสิ้น
หากต้องก้าวออกจากเรือนจำ์เมื่อใด พวกเขาก็เป็เพียงแค่เศษเนื้อบนเขียงที่รอคอยให้ผู้อื่นมาสับเท่านั้น
สวี่หยางปิดประตูกรงขังให้สนิท จางซงฉีกยิ้มพลางโบกมือลาเขา เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ สวี่หยางจึงได้รับอนุญาตให้ลงเขาไปพักฟื้นร่างกาย ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องเป็คนไปแจ้งข่าวร้ายที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้แก่ครอบครัวของผู้คุมคนอื่น ๆ ได้รับรู้ ในฐานะที่เขาเป็หัวหน้าผู้คุม และเป็เพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้ ภาระหน้าที่นี้จึงตกมาอยู่ที่เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาไปแจ้งข่าวใน่เช้า พอตกบ่าย สวี่หยางก็ต้องเปลี่ยนมาสวมชุดไว้ทุกข์
้าคือความเงียบสงัดของโถงิญญา ส่วนด้านล่างคือเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างเ็ปของเหล่าครอบครัว สวี่หยางลอบทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ โชคดีที่เขามีพลังพอที่จะปกป้องตัวเองได้บ้าง มิเช่นนั้นเขาคงต้องไปนอนนิ่งอยู่ในโลงศพ ให้ผู้คนมาเคารพศพเหมือนกับคนพวกนี้แล้ว
ตามธรรมเนียมของแคว้นตงจี๋ ผู้เสียชีวิตจะต้องเลือกวันมงคลในการฝังศพ ศพถูกตั้งบำเพ็ญกุศลไว้สามวัน สวี่หยางในฐานะผู้บังคับบัญชา จึงทำได้เพียงเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยตลอดทั้งสามวัน
และใน่เวลาสามวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกตรวจสอบจนกระจ่างแจ้งแล้ว
แม้ว่าสวี่หยางจะรู้อยู่เต็มอกว่าเื่ทั้งหมดเป็ฝีมือของหวังอวี่ แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า คนของหน่วยสังหารปีศาจจะล่วงรู้เื่นี้อยู่แล้ว
สวี่หยางรู้ดีว่าหวังอวี่ถูกล่อลวงและล้างสมอง เขาจำได้ขึ้นใจว่าเ้านั่นจะปล่อยตัวหลี่เหวยเลี่ยไป ทว่าสิ่งเดียวที่เขาคิดไม่ถึงก็คือ เื่ราวทั้งหมดนี้เป็เพียงแผนการที่หน่วยสังหารปีศาจวางเอาไว้ั้แ่แรก
ส่วนพวกผู้คุมอย่างพวกเขา ก็เป็เพียงแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น!
ในตอนที่หลี่เหวยเลี่ยหลบหนีออกไป คนของหน่วยสังหารปีศาจก็รับรู้ถึงเื่นี้ในทันที ดังนั้นมหาปีศาจทั้งหมดรวมถึงหลี่เหวยเลี่ย สามารถนับเรียงตัวได้เลย ไม่มีใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
หวังอวี่ถูกล่อลวง หลี่เหวยเลี่ยได้มอบผลประโยชน์บางอย่างให้เ้านั่นจริง ๆ ทำให้เ้านั่นมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตขัดเกลากายาขั้นที่เจ็ด และในวันนั้น หวังอวี่ก็ได้เปิดกรงขังปล่อยหลี่เหวยเลี่ยออกไป ยิ่งไปกว่านั้น เ้านั่นยังเปิดประตูกรงขังห้องอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อสร้างความโกลาหล
ทว่าเื่ราวทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในแผนการของหน่วยสังหารปีศาจ ซึ่งผู้ที่ล่วงรู้เื่นี้มีเพียงท่านพัศดีเท่านั้น
แต่ท่านพัศดีผู้โชคร้ายที่ติดตามหน่วยสังหารปีศาจไปปฏิบัติภารกิจ กลับถูกหวังอวี่ฟันตายด้วยดาบเดียว...
ด้วยกองกำลังของมหาเรือนจำสยบอสูรชั้นที่หนึ่ง หากมีใครคิดจะมาแหกคุก ย่อมไม่มีใครสามารถต้านทานได้อย่างแน่นอน หลี่เหวยเลี่ยคือเ้าตำหนักสาขาหนึ่งของลัทธิพิณมาร ถือว่ามีอำนาจอยู่ในมือไม่น้อย และมีระดับพลังที่พอใช้ได้
หน่วยสังหารปีศาจจงใจขังมันไว้ที่ชั้นหนึ่ง ก็เพื่อที่จะใช้มันเป็เหยื่อล่อปลา
เพียงแต่ใครจะไปรู้ว่า พวกเขาคำนวณมาเป็พัน ๆ ครั้ง กลับไม่ได้คำนวณเลยว่าหวังอวี่จะถูกมันล่อลวงล้างสมองได้ สรุปก็คือปลาไม่ได้กินเบ็ด แถมยังต้องสูญเสียผู้คุมไปอีกหลายคน
"สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้คุมก็เป็เพียงแค่สิ่งของที่ไม่มีค่า จะมีหรือไม่มีก็คงไม่ต่างกันกระมัง..."
สวี่หยางนึกถึงประโยคนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ฆ่าเ้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าล่ะ
ไม่ว่าจะเป็มหาปีศาจ หรือว่าหน่วยสังหารปีศาจ พวกเขาก็ไม่สามารถไปล่วงเกินได้เลย
หน่วยสังหารปีศาจพวกนี้ พอมีอะไรไม่ลงรอยก็พร้อมที่จะโยนความเป็ความตายของพวกเขาทิ้งได้ทุกเมื่อ ท้ายที่สุดก็แค่จ่ายเงินชดเชยการเสียชีวิตให้เพียงหยิบมือ
พวกเขาไม่ได้สนใจหรอกว่าจะต้องสูญเสียผู้คุมไปกี่คน เช่นเดียวกับมหาปีศาจที่ไม่สนว่าจะต้องฆ่าคนไปมากเท่าใด ทั้งสองฝ่ายต่างก็ทำเพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองทั้งสิ้น
แม้ว่าครั้งนี้จะรอดชีวิตจากความโกลาหลมาได้ แต่ครั้งหน้าล่ะ?
สวี่หยางมองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้มพลางถอนหายใจออกมา ในเมื่อครั้งนี้สามารถใช้แผนล่อปลาได้ ก็ย่อมต้องมีครั้งหน้า และครั้งต่อ ๆ ไป
ครั้งนี้เป็หลี่เหวยเลี่ย ซึ่งมีระดับพลังเพียงแค่ธรรมดาทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีผู้ใดมาแหกคุกช่วยมัน หากครั้งหน้ามีคนบุกมาแหกคุกจริง ๆ แล้วเขาจะทำเช่นไร?
ด้วยระดับพลังที่เขามีอยู่ในตอนนี้ จะสามารถเอาชีวิตรอดได้งั้นหรือ?
"ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวต่อไป ซ่อนคมเอาไว้ให้มิด แต่จะหยุดพัฒนาความแข็งแกร่งไม่ได้เด็ดขาด!"
สวี่หยางกำหมัดแน่น เขาไม่อยากฝากความเป็ความตายของตนเองไว้ในมือของผู้อื่น การมอบชีวิตให้ผู้อื่นดูแล ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะต้องตายไปอย่างงง ๆ ก็ได้
ความเป็หรือความตายของเขา จะต้องอยู่ในกำมือของเขาเองอย่างมั่นคงเท่านั้น!
แม้ว่าครั้งนี้จะรอดชีวิตมาได้ ทว่ามันก็ทำให้ค่าประสบการณ์ส่วนใหญ่ของเขาสูญหายไปเช่นกัน
มหาปีศาจที่หลบหนีออกไป แทบจะถูกสังหารทิ้งจนหมดเกลี้ยง มีเพียงหลี่เหวยเลี่ยผู้นี้เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ภายในบันทึกเื่ราวปีศาจของสวี่หยาง ยังคงมีโอกาสสุ่มรับทักษะอีกสามครั้งที่เขายังไม่ได้ใช้งาน
สวี่หยางจัดการใช้สิทธิ์สุ่มรับทักษะทั้งสามครั้งนั้นในทันที
ทักษะหนึ่งคือเพลงดาบขอบเขตปฐี ส่วนอีกทักษะหนึ่งคือวิชาป้องกันตัวขอบเขตปฐี ทักษะทั้งสองนี้พูดได้แค่ว่ามีดีกว่าไม่มี ไม่ได้ทำให้สวี่หยางรู้สึกตื่นเต้นดีใจสักเท่าใดนัก
ทว่าเมื่อสวี่หยางทำการสุ่มรับทักษะครั้งที่สาม เขาก็ต้องชะงักงันไป
"ค่าประสบการณ์ก็สามารถสุ่มได้ด้วยงั้นหรือ?"
เื่นี้สวี่หยางไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริง ๆ คนสุดท้ายได้มอบค่าประสบการณ์ให้เขาถึงสามพันแต้ม จะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
ค่าประสบการณ์สามพันแต้ม ก็เทียบเท่ากับผลตอบแทนของสวี่หยางในเวลาประมาณสองวัน แต่ตอนนี้ช่องทางการได้รับผลตอบแทนมันขาดตอนไปแล้ว เหลือเพียงแค่หลี่เหวยเลี่ย และมหาปีศาจอีกสี่ตนในเรือนจำแห่งอื่นเท่านั้น
สวี่หยางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เหวยเลี่ยถึงไม่ถูกปะาชีวิตในทันที ทว่าเื่นี้ก็ไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ ไม่ว่ามันจะตายหรือไม่ตาย เขาก็ยังได้รับผลประโยชน์อยู่ดี เพียงแต่ว่าถ้ามันตาย เขาก็จะมีโอกาสได้รับทักษะอันแข็งแกร่งของมันมาก็เท่านั้น
เมื่อค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สวี่หยางก็สามารถทะลวงผ่านระดับพลังในปัจจุบันได้อีกครั้ง เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่หก เหลือเพียงอีกแค่ก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรแล้ว
ทุกครั้งที่มีการเลื่อนขั้น ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยิ่งเมื่อต้องข้ามระดับขั้นใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้มากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เริ่มั้แ่ขอบเขตขัดเกลากายาในตอนแรก ที่้าเพิ่มขึ้นทีละหนึ่งร้อย พอมาถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณก็เปลี่ยนมาเป็เพิ่มขึ้นทีละหนึ่งพัน หากจะเลื่อนขั้นต่อไป เกรงว่าคงต้องใช้เพิ่มขึ้นทีละหมื่นเลยกระมัง
ค่าประสบการณ์เพียงแค่นี้ในมือ ไม่เพียงพอเลยจริง ๆ
สวี่หยางได้วิ่งไปทั่วมหาเรือนจำสยบอสูรทั้งสิบแห่งแล้ว สิ่งที่ทำได้เขาก็ทำไปหมดแล้ว ทว่าเื่บางเื่ก็ทำเกินไปไม่ได้ ต่อให้วิ่งไปทั่วอีกสักรอบ ค่าประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นมาก็คงมีไม่มากนัก
เขาประเมินว่า ตัวเขาเองน่าจะใช้เวลาอย่างมากสุดเพียงแค่สัปดาห์เดียวก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรได้แล้ว นี่ขนาดว่ามีมหาปีศาจถูกสังหารไปตั้งมากมายแล้วนะ
หากการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรจำเป็ต้องใช้ค่าประสบการณ์นับหมื่นแต้มจริง ๆ ค่าประสบการณ์ที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็เปรียบเสมือนเอาน้ำแก้วเดียวไปสาดกองไฟกองใหญ่เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าประสบการณ์ยังสามารถนำมาใช้ยกระดับทักษะได้อีกด้วย สวี่หยางจึงมีความคิดที่จะแบ่งค่าประสบการณ์บางส่วนไปยกระดับทักษะของตนเองเช่นกัน
"พอลองหักนิ้วนับดูแล้ว มันไม่พอใช้จริง ๆ "
สวี่หยางนอนทอดกายอยู่บนเตียง กว่าจะจัดการกับงานศพของผู้คุมทั้งสองคนเสร็จสิ้นก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด เบื้องบนจึงอนุมัติให้เขาหยุดพักผ่อนเป็เวลาสองวัน อย่างไรเสียสวี่หยางก็ถือว่ามีความดีความชอบ จึงปล่อยให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่