ตอนที่ 3จุดเริ่มต้น
“เห็นทีว่าครั้งนี้ข้าคงจะปล่อยผ่านไม่ได้งั้นสินะถือส่ะว่าทำเพื่อนางก็แล้วกัน” เขาเหลือบมองไปทางระฆังั์พลางกัดฟันกรอดมือกำกระบี่แน่นแล้วพุ่งตรงเข้าไปที่ระฆังั์เบื้องหน้า
ซูเยว่มองกระบี่ที่ค่อยๆ กระชั้นชิดเข้าไป ฟันสีขาวขบกัดริมฝีปากแดง แพขนตาหนานุ่มสั่นไหวจากนั้นเท้าเรียวก็กระทืบลงไปที่พื้นอย่างรุนแรง นางปล่อยฝ่ามือแหวกอากาศลมปราณหมุนวนรอบฝ่ามือ ตรงเข้าจับร่างของเฟยหลงแล้วดึงเขากลับลงมาอย่างรวดเร็ว
กระบี่ของเฟยหลงลอยคว้างความขมขื่นบนใบหน้ายิ่งเด่นชัดขึ้น “บ้าซ่ะมัดข้าอุตสาห์คิดจะลงมือเป็ครั้งแรกนางคงใจอ่อนกับข้าอีกแล้วสินะ”
เหล่าศิษย์ที่กำลังรอคอยดูฉากบันเทิงต่างก็ตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าอาจารย์สาวจะให้อภัยเ้าขยะชิ้นนี้อีกแล้ว พวกเขาทุกคนต่างไม่เห็นด้วยกับการลงมือของนางเพราะนางใจดีเกินไป ขยะไร้ค่าอย่างหยางโฮ้วควรได้อาบเืเสียบ้างมันจะได้รู้ซึ้งถึงบทเรียนอันน่าสมเพชของตนเอง
หยางโฮ้วถอนหายใจออกมาเขามองสบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของนางซึ่งนั่นมันยิ่งทําให้เขาเ็ปใจราวกับโดนมีดกรีดแทงเขากำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจจนได้ยินเสียงกรอบแกรบของกระดูกที่กระทบกันแน่น
“เพราะอะไรกันทำไมท่านถึงไม่เชื่อมั่นในตัวข้า”
สิ่งที่ยากที่สุดคือการเผชิญหน้ากับสายตาที่ผิดหวังและสิ่งที่คิดอยู่นั้นกลับไม่ได้เอ๋ยกล่าวออกมา ส่วนคำดูถูกเหยียดหยามรอบด้านนั้นเขารู้สึกชินชากับมันไปเสียแล้ว
“ท่านอาจารย์ ข้า…” เมื่อเห็นใบหน้าเ็าของซูเยว่ที่เดินผ่านร่างของเขาไปหยางโฮ้วก็อดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้
“กลับไปซะ” ซูเยว่ส่ายหน้า ในใจเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ชีวิตมีแต่นอนข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมเ้าถึงไม่ใช้เวลาที่มีในการฝึกฝนเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงวันที่สำนักไท้ซานเปิดรับสมัครศิษย์แล้วหากว่าเ้ายังคงเป็เพียงขยะที่ไม่เอาไหนเช่นนี้ก็คงไม่แคล้วโดนขับไล่ออกจากสำนักแน่นอน ชีวิตความเป็อยู่หลังจากนี้ก็จะยิ่งน่าอัปยศอดสู่ขึ้นไปอีก”ในโลกใบนี้ หากไม่สามารถเป็จอมยุทธ์ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่ง
เขาเดินกลับไปที่นั่งของตนท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามแล้วเงียบอยู่อย่างนั้นเป็เวลานาน ภายในใจเกิดความคิดที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาจะโดนขับไล่ออกจากสำนักไม่ได้เด็ดขาดไม่เช่นนั้นตาแก่จะต้องรู้สึกผิดหวังกลับข้ามากเป็แน่
หยางโฮ้วสูดลมหายใจเข้าลึก“แต่ช่างมันก่อนเถอะยังไงก็ค่อย ๆ หาวิธีเพิ่มพลังกายอีกทีก็แล้วกันการเร่งรีบเกินไปยังไงซ่ะก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีไปซ่ะทีเดียว” หลังจากกล่าวเสร็จเขาก็ได้หันหลังเดินออกจากห้องฝึกยุทธไปพร้อมกระบี่คู่กายของเขา
หยางโฮ้วมุ่งหน้าตรงสู่ริมสระน้ำขนาดเล็กหลังสำนักเขามองดูหินใหญ่ก้อนหนึ่ง แล้วนั่งลงพร้อมยื่นมือหยิบไปยังถุงหนังที่อยู่ข้างเอวเขาออกมา
“เปาะ!”เสียงเปิดจุกถุงหนัง พร้อมกับกลิ่นอายสุราเนื้อหอม “สุราดี กับบรรยากาศชิว ๆแบบนี้ มันต้องมาคู่กับคันเบ็ดคู่กายอย่างเ้านี้สิ” หยางโฮ้วกล่าวออกมาพร้อมปรากฏคันเบ็ดไม้ไผ่สีเขียวมรกตขึ้นในมือมาของเขา
“ท่านพี่หยางโฮ้ว”
เสียงที่แว่วมา มาพร้อมกับร่างของเด็กสาววัยแรกแย้มผู้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มคนหนึ่งนางสวมใส่อาภรณ์สีฟ้าขาว ใบหน้างดงามเส้นผมที่สลวยสีดำมาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มนุ่มนวลอ่อนหวาน
“ฮาๆ หวังย่า เ้ามาแล้ว” หยางโฮ้วรีบลุกยืนขึ้นพลางเก็บสุราพร้อมกับโยนคันเบ็ดในมือทิ้งไปเขาฉีกยิ้มกว้างออกมา ด้วยความอบอุ่นเอ่อล้นหัวใจเนื่องจากทั้งสองคนเคยอยู่ในเขตทุรกันดานด้วยกันมาก่อน และยังเคยมีความรู้สึกดี ๆต่อกัน จึงไม่แปลกที่เวลาพบเจอนาง หยางโฮ้วจะรู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้
หากบอกว่าหยางโฮ้วไม่มีความรู้สึกดีๆ ด้วย ก็คงเป็เพียงเื่โกหก เพราะนางนั้นไม่เคยตีตัวออกห่างเพียงเพราะเขากลายเป็เพียงขยะไร้ค่าเลยอีกทั้งนางยังกล่าวเพิ่มอีกด้วยว่า หากเขานั้นสามารถเข้าสำนักไท้ซานได้นางจะยินยอมเป็ผู้หญิงของเขาในทันที…