ชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 35 เปิดอกคุยกันไม่มีปี่มีขลุ่ย

            อาจารย์อวี้ที่ได้รับภาพวาดและความภาคภูมิในศักดิ์ศรีความเป็นครู ก็เดินตัวปลิวกลับมาดำรงตำแหน่งของตน และเริ่มงานสอนสั่งความรู้ของอาจารย์อีกครั้ง ส่วนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นแม้จะอารมณ์บูดบึ้งไปช่วงหนึ่ง แต่อย่างไรก็เป็นพวกลำไส้ตรง ไม่ต้องพยายามมากนักก็ลืม ‘ประวัติศาสตร์แห่งความอัปยศ’ เล็กๆ ที่ผ่านมาเหล่านั้นไปแล้ว

            ด้วยความใจกว้างของอาจารย์อวี้และความลำไส้ตรงไม่ฝังใจอะไรของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ทำให้ความสัมพันธ์ของครูศิษย์ผ่อนคลายลงมาบ้าง ดูไปแล้วก็เหมือนย้อนกลับตอนที่เพิ่งเจอกัน มีความระมัดระวังและยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง

            แต่ความแตกต่างด้านวิชาความรู้ของอาจารย์อวี้และเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นมากเกินไปจริงๆ บวกกับนักเรียนที่อาจารย์อวี้เคยอบรมสั่งสอนมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นหัวกะทิชั้นแนวหน้าที่ไม่เป็นสองรองใคร ของที่อยู่ในหัวกะโหลกพวกเขาย่อมแตกต่างจากนักเรียนก้นหลุมอย่างเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโดยสิ้นเชิง ส่วนตัวเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้น ก็ไม่อยากจะให้ความรู้ในตำรามาทับถมบดบังความเป็นผู้คลั่งไคล้ในวิชายุทธ์ของตน นางจึงได้ตัดสินใจทิ้งตัวนอนในก้นหลุมของโลกแห่งปัญญาชนเสียเลย...

            ความขัดแย้งในหลายด้าน สร้างความแตกต่างของบนและล่างเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยิ่งกระทบกระเทือนและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างครูและศิษย์เข้าไปทุกที ทั้งสองคนมักจะเกิดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในชั้นเรียนเป็นประจำ กลิ่นดินปืนคละคลุ้ง [1] เสียจนทำให้ผู้อื่นหนีไปไกลสิบลี้ด้วยความตื่นกลัวได้เลยทีเดียว

            ยิ่งไปกว่านั้นเพราะพื้นฐานของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วย่ำแย่อย่างมาก อาจารย์อวี้จึงจำต้องหยิบบทเรียนพื้นฐานที่ไม่รู้ว่าไม่ได้แตะต้องมานานเท่าไรแล้วของสี่หนังสือห้าคัมภีร์ [2] พวกนั้นมาสอนเป็นการเตรียมบทเรียน อาจารย์อวี้ผู้คุ้นชินกับวิชาความรู้ระดับสูงนั้นปวดหัวแทบจะระเบิด อยู่ในสภาพที่อกจะแตกตายต้องคอยเยียวยาตัวเองเรื่อยๆ แต่ละวันถูกบีบคั้นจนหัวหมุน

            “แว่วเสียงกวางอึงมี่ จอกแหนใบบัวมี...”  

            เสียง ‘เพียะ’ ดังสนั่น ไม่ต้องมองดูก็รู้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถูกตีอีกแล้ว ในมือของอาจารย์อวี้ถือไม้บรรทัดอยู่ ถลึงตาพ่นลมหายใจอย่างโมโห ส่วนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่อยู่ด้านข้างนั้นยกมือกุมหัว พลางเอ่ยด้วยความโกรธตึงตัง “อะไรอีกเล่า! ท่านจะตีข้าอีกทำไม!”

            “บอกตั้งกี่รอบแล้ว แว่วเสียงกวางอึงมี่ เคี้ยวหญ้าในพงพี [3] ! ไม่ใช่แว่วเสียงกวางอึงมี่จอกแหนใบบัวมี!” อาจารย์อวี้หมุนตัวสะบัดแขนเสื้อ เดินไปที่นั่งสอนด้วยความโมโห เมื่อพูดจบก็โยนไม้บรรทัดในมือทิ้ง พลันรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาตวาดใส่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างฉุนเฉียว “เจ้าท่องมาให้ข้าฟังร้อยรอบ แว่วเสียงกวางอึงมี่ เคี้ยวหญ้าในพงพี!”

            ที่แท้คือเคี้ยวหญ้าในพงพีหรอกหรือ? แต่จอกแหนใบบัวมีมันถนัดปากกว่าชัดๆ เลยนี่นา... ถึงอย่างไรก็เป็นการพรรณนาทิวทัศน์เหมือนกัน แล้วแหนกับหญ้ามันจะต่างกันตรงไหนกันเล่า?

            เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยักไหล่ อ้าปากเถียงอย่างไม่รู้ความ “ข้าว่านะท่านอาจารย์อวี้ ท่านไม่รู้สึกว่าจอกแหนใบบัวมีให้ความรู้สึกดีกว่าหรือ? ใบบัวลอยล่องบนผิวน้ำ สาวๆ เห็นเช่นนั้นน่าจะชอบใจนะ...”

            เอ่ยไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงอาจารย์อวี้โยนหนังสือในมือลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยอย่างเดือดดาล “พูดจาเพ้อเจ้อ! เจ้าท่องมาให้ข้าฟัง! ท่องมาให้ข้าฟังร้อยรอบ!”

            เมื่อรู้ว่าอาจารย์อวี้ไม่เล่นด้วย สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานอย่างรวดเร็ว ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพลันยืนขึ้นมาในทันที นางโยกหัวไปมาแล้วเริ่มโจมตีด้วยคลื่นเสียงใส่อาจารย์อวี้ “แว่วเสียงกวางอึงมี่ เคี้ยวหญ้าในพงพี... แว่วเสียงกวางอึงมี่ เคี้ยวหญ้าในพงพี... แว่วเสียงกวางอึงมี่ จอกแหนใบ...”

            ไม่รู้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็นอะไรไปกันแน่ ท่องไปท่องมาก็เริ่ม ‘จอกแหนใบบัวมี’ ขึ้นมาอีกครั้ง โชคดีที่หยุดความเสียหายไว้ได้ทัน ไม่รอให้อาจารย์อวี้รู้สึกตัว นางก็รีบกลับคำอย่างร้อนรน “เคี้ยวหญ้าในพงพี เคี้ยวหญ้าในพงพี...”

            ผลของการเชื่อฟังมากเกินไปก็คือ ตลอดช่วงเช้า ทั้งห้องเรียนดังก้องไปด้วยท่วงทำนองมหัศจรรย์อันกระหยิ่มใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว พร้อมกับ ‘เคี้ยวหญ้าในพงพี’ ที่ถูกบ้างผิดบ้างของนาง ส่วนอาจารย์อวี้น่ะหรือ ก็ฟังอีกฝ่ายท่องจนวิงเวียน ไม่รู้ว่าควรจับความผิดถูกของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างไร ชั่วเวลานั้น ห้องเรียนก็ดูเหมือนจะกลมเกลียวกันเป็นพิเศษ

            ท่องไปท่องมา เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเองก็เริ่มจะชอบความรู้สึกนี้ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับอาจารย์อวี้ก็ไม่ต้องถูกต่อว่าทุบตีโดยไม่มีโอกาสต่อรองอีก เพียงแค่ลำคอนั้นทั้งปวดทั้งแสบด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่สมองไม่รู้เหตุใด ความคิดจึงล่องลอยออกไป เอาแต่คิดว่าคืนนี้ควรจะกินอะไรเพื่อเป็นการฉลองให้กับตัวเองดี...

            อาจเพราะถูก ‘คาถาห่วงรัด’ [4] ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วท่องใส่จนรำคาญ อาจารย์อวี้จึงถอนหายใจแล้วบอกให้นางหยุด “พอแล้วๆ ไม่ต้องท่องแล้ว จำได้แล้วใช่หรือไม่?”

            เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพลันได้สติกลับมาทันใด นางรีบเอ่ยตอบ “จำได้แล้วๆ แว่วเสียงกวางอึงมี่ จอก… เคี้ยวหญ้าในพงพี!” พูดจบก็รีบแย้มยิ้มเสริมขึ้นมา คาดหวังว่าจะทำให้อาจารย์อวี้รู้สึกถึงความพยายามของนาง

            และการกระทำของนางก็สำเร็จจริงๆ เพียงแต่แทนที่จะเรียกว่าอาจารย์อวี้ปล่อยนางไป น่าจะเรียกว่าอาจารย์อวี้อยากจะปล่อยวางมากกว่า หากบีบคั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเช่นนี้ต่อไป น่ากลัวว่าตนก็คงต้องหลอนหูด้วยจอกแหนใบบัวมีนั่นแน่

            ห้องหนังสือเล็กก็ได้กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก้มหน้าอ่านหนังสือ งุนงงสับสนไปกับตัวหนังสือดำทึมนั้น ชีวิตแห่งการเรียนหนังสือที่น่าเบื่อหน่ายก็ค่อยๆ ดำเนินไปเช่นนั้นทีละนิด

            ทว่าความอดทนและพลังใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นมีจำกัดเกินไป ไม่รู้เพราะเหตุใด ดวงตาก็ถูกตัวอักษรลวงให้งงงวยจนสูญเสียการจดจ่อ และเริ่มเซื่องซึม...

            ในขณะที่อาจารย์อวี้หันหลังให้ตนและเดินไปข้างหน้านั้น เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็แอบหลับตาลงด้วยความง่วงงุน เข้าพบโจวกง [5] ด้วยความสะลึมสะลือ

            “อะแฮ่ม!”

            ไม่รู้ว่าโจวกงกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดคุยกันไปนานเท่าไรในความสะลึมสะลือ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็สะดุ้งตื่นด้วยเสียงกระแอมของอาจารย์อวี้ เมื่อเงยขึ้นมองก็เห็นใบหน้าขนาดใหญ่ของอาจารย์อวี้อยู่ตรงหน้าตน ภาพนั้นช่างเขย่าขวัญมากจริงๆ ทันใดนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ยังสะลึมสะลือก็พลันตาสว่างด้วยความตกใจ

            “ท่าน ท่านอาจารย์...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วรีบเช็ดคราบน้ำลายไหลที่มุมปากอย่างลนลาน แล้วจึงได้สติกลับมา เอ่ยเสียงสั่นเรียกอาจารย์อวี้

            อาจารย์อวี้ถอนหายใจทีหนึ่ง ความจริงเขาเองก็เหนื่อยแล้ว จึงนั่งลงข้างๆ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปเสียเลย ด้วยความอัศจรรย์เหนือคาด ทั้งสองพลันเริ่มเปิดอกคุยกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...

            เห็นเพียงอาจารย์อวี้นั้นหลับตาลง ถอนหายใจยาวอย่างจริงจัง จากนั้นจึงเอ่ยตักเตือนด้วยความหวังดี “ข้าว่า เจ้าคงไม่มีความสนใจในเรื่องวิชาการยากๆ พวกนี้ใช่หรือไม่?”

            รู้แล้วยังแกล้งถาม รู้แล้วยังแกล้งถาม! รูม่านตาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย ในใจอยากจะตอบกลับไปว่า ‘ใช่’ อย่างเฉียบขาด แต่สติและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานขึ้นมาได้ถูกจังหวะ ร้องเตือนให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วชักคำพูดรนหาที่ตายนั้นกลับมา

            “ไม่ ไม่ใช่...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพลันรู้สึกกริ่งเกรงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังเสริมอีกหนึ่งประโยค “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าข้าไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เท่าไร เหมาะกับการรำดาบควงหอกอะไรเทือกนั้นมากกว่า...”

            อาจารย์อวี้ได้ยินเช่นนั้นกลับไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงก้มหน้าลงส่ายหัวเบาๆ จากนั้นจึงเอ่ย “เจ้าคิดว่าการรำดาบควงหอกนั้นมีประโยชน์มากกว่าวิชาการเหล่านี้จริงหรือ?”

            “แน่นอนอยู่แล้ว! บุรุษก็ต้องออกรบ!” แม้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะเป็นสตรี แต่ก็ได้บ่มเพาะหัวใจอันแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาในตระกูลแม่ทัพ ความฝักใฝ่ต่อสนามรบนั้นย่อมไม่อาจปิดบัง

            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็อดไม่ได้ที่จะพูดต่ออย่างน้ำไหลไฟดับ “มีเพียงการนำกำลังทัพหมื่นพันปกป้องแผ่นดินในสนามรบเท่านั้น ถึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงในการมีชีวิตของชายชาตรี!”


            เชิงอรรถ

            [1] เต็มไปด้วยกลิ่นดินปืน (充满了火药味) หมายถึงสถานการณ์ที่มีการทะเลาะหรือขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

            [2] สี่หนังสือห้าคัมภีร์ (四书五经) หมายถึงหนังสือทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้าที่บันทึกแนวคิดของปรัชญาขงจื่อ บ้างก็เรียก สี่ตำราห้าคัมภีร์

            [3] แว่วเสียงกวางอึงมี่ เคี้ยวหญ้าในพงพี (呦呦鹿鸣,食野之萍) เป็นเนื้อหาท่อนหนึ่งใน บทกวีของโจโฉ (短歌行) โดยบทกวีนี้อยู่ในบทเรียนชั้นมัธยมของจีนที่นักเรียนทุกคนต้องท่องจำให้ได้

            [4] คาถาห่วงรัด (紧箍咒) เป็นคาถาที่ปรากฏในเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งใช้ปราบพยศซุนหงอคง

            [5] โจวกง (周公)  เป็นพระอนุชาของโจวอู่หวางผู้สถาปนาราชวงศ์โจวได้รับการยกย่องในความซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมสูง ขงจื่อได้นำเอาจริยธรรมของโจวกงมาเป็นแบบอย่าง และกล่าวชื่นชมโจวกงอยู่เสมอ ในช่วงท้ายแห่งชีวิตขงจื่อกล่าวว่า “นานแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงท่านโจวกง” ซึ่งแสดงถึงความรักและยกย่องโจวกงอยู่ในใจเสมอมา และด้วยถ้อยคำนี้ทำให้ชาวจีนถือว่าโจวกงคือเทพแห่งความฝัน ผู้นำข่าวสารมาบอกทางความฝัน

    คล้ายกับเรื่องชาตินี้ข้าจะไม่ขอเป็นกุลสตรีที่อ่อนหวาน ที่คุณอ่าน

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359