สายตาคมกริบภายใต้แว่นสายตากรอบบางเพ่งมองผ่านกรอบกระจกหน้าต่างห้องทำงานชั้นสองลงไปยังริมประตูรั้วเหล็กบ้านเดี่ยวสีขาวฝั่งตรงข้ามด้วยพายุความโกรธเกรี้ยวและหึงหวงโหมกระหน่ำรุนแรงที่สุดในชีวิตที่เคยมีมา
ก่อนหน้านี้ผมพยายามจะฝืนสมาธิทำงานลากปากกาเมาส์วาดโครงสร้างแบบชิ้นงานสัญลักษณ์โครงการรีสอร์ทหรูของคุณกิตติ ทว่าเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์บึ่งมาจอดก็ทำให้ผมสะดุดใจจนต้องเดินมาดู
ภาพที่ผมเห็นคือไอ้หนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันคนนั้นกำลังนั่งคุยออกรสชาติกับข้าวหอมที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้านนานหลายสิบนาที ยิ้มแย้มแจ่มใสป้อนคำปรึกษา แ่เบาไปทั่วมือไม้ที่ตบบ่าลูบหัวน้องอย่างสนิทสนมจนผมแทบอยากจะพังกระจกะโลงไปลากมันออกห่าง
ผมเฝ้ารอคอยข้าวหอมมานานหลายปี ั้แ่น้องยังเป็เด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่คอยวิ่งตามหลังผม จนกระทั่งน้องโตเป็หนุ่มน้อยวัยยี่สิบปีที่พร้อมจะเรียนรู้ความรู้สึกรักลึกซึ้ง ผมทะนุถนอมประคับประหงมและอดทนรอคอยอย่างสุดกำลังเพื่อไม่ให้รุกรานน้องเร็วเกินไป แต่ภาพเบื้องหน้าที่ไอ้เด็กมอเตอร์ไซค์คนนั้นดึงตัวข้าวหอมเข้าไปโอบกอดรัดแ่ากระชับริมรั้ว กลับทำลายความอดทนทนทานที่สะสมมานานปีของผมให้พังทลายลงในชั่ววินาที
ััอ้อมกอดแสนดื้อที่ผมควรจะไว้คนเดียว บัดนี้ถูกเพื่อนสนิทกุมสิทธิ์กักขังอย่างเปิดเผยต่อหน้าต่อตา!
ฝ่ามือหนาของผมเกร็งสั่นจนแทบจะบีบถ้วยกาแฟเซรามิคสีดำในมือให้แตกละเอียดคามือ ผมสะบัดมือปล่อยผ้าม่านสีเข้มปิดกั้นหน้าต่างเสียงดังพรึ่บ วางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังปังปั่นป่วนหัวใจ แล้วก้าวเท้าเดินจ้ำอ้าวยาวๆ ลงบันไดไม้บ้านเดี่ยวสีเทาเข้มขรึมของผมทันทีด้วยความรวดเร็วดุดันดุร้ายเกรี้ยวกราด
ผมก้าวเปิดประตูบ้านก้าวขาตรงผ่านสวนข้างบ้านข้ามกำแพงปูนเตี้ยกั้นรั้วบ้านในพริบตา ในจังหวะเดียวกับที่ไอ้เด็กหนุ่มขับรถบิดคันเร่งหนีหายลับปากซอยไปอย่างรวดเร็ว
ข้าวหอมสะดุ้งตัวโยนแก้มใสขึ้นสีแดงแจ๋ดวงตากลมโตสั่นระริกช้อนมองผมด้วยสีหน้าลนลานสับสนและหวาดเกรงเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ร้อยแปดสิบแปดเซนเมตรของผมเดินดุ่มๆ เข้ามาประชิดตัวในระยะไม่ถึงสองคืบ บรรยากาศรอบกายลดฮวบลงราวะโเข้าสู่ช่องแช่แข็งของตู้เ็านเมือง แววตาคมกริบเย็นเฉียบของผมจ้องเขม็งคาตาน้อง
"พะ... พี่ธันวา... มีอะไรหรือเปล่าครับทำไมหน้าตาบึ้งตึงดุน่ากลัวขนาดนั้น..."
ข้าวหอมเอ่ยถามเสียงสั่นเครือแหบแห้งเบาหวิวตัวสั่นลีบ
"ไอ้เด็กเมื่อกี๊มันเป็ใครครับข้าวหอม... ทำไมต้องมายืนกอดรัดฟัดเหวี่ยงโอบสวมกอดกันหน้าบ้านอย่างเปิดเผยขนาดนี้ครับ"
ผมเค้นเสียงทุ้มต่ำดุเข้มเย็นเฉียบถามเฉียบขาด แววตาดุดันจดจ้องมองลึกเข้าไปในตาหวานปรือที่สั่นระริก
"นั่นแบงค์ครับ! เพื่อนสนิทในกลุ่มรายงานวรรณคดีเปรียบเทียบของผมเฉยๆ... แบงค์เขาแค่มาให้คำปรึกษาธุระงานและสวมกอดกอดลาปลอบใจก่อนกลับเฉยๆ ครับพี่ธันวา..."
น้องละล่ำละลักพยายามเอ่ยปากอธิบายสีหน้าประหม่าลนลานกลัวความเข้าใจผิด
"แค่เพื่อนสนิทงั้นเหรอครับ? เพื่อนสนิทบ้าอะไรต้องกอดประคองกันแนบชิดแ่าขนาดนั้น! แล้วรอยรักสีแดงระเรื่อตรงคอที่พี่เพิ่งทำฝากฝังไว้เมื่อคืนล่ะครับข้าวหอม... นี่เธอคิดจะให้ไอ้เพื่อนสนิทคนนั้นเห็นและเข้ามาััปัดป้องด้วยหรือยังไงครับ หืม?"
ผมตวาดบ่นประชดประชันน้ำเสียงดุดันเฉียบคมด้วยพายุอารมณ์หึงจัดหวงของรักจนหน้ามืดตามัวขาดสติ
"พี่ธันวา! แบงค์เขามีแฟนเป็ตัวเป็ตนแล้วนะครับ! แฟนเขาชื่อพิม เรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจโน่น! เขากอดผมแบบเพื่อนรักกอดให้กำลังใจและปลอบโยนธรรมดาๆ เท่านั้นเองครับ! ทำไมพี่ธันวาต้องทำตัวไม่มีเหตุผลและพูดจาประชดประชันน่าเกลียดใส่ผมรุนแรงแบบนี้ด้วยล่ะครับ... พี่คิดว่าผมเป็คนง่ายๆ หรือไง!"
ข้าวหอมเม้มปากแน่นดวงตารื้นน้ำตาสีใสคลอเบ้าจ้องมองตอบโต้ผมอย่างน้อยอกน้อยใจแง่งอนขัดใจและตัดพ้อแสนเสียใจ
"ต่อให้มีแฟนหรือไม่มี... กอดกันแ่าขนาดนั้นมันก็คือกอดครับข้าวหอม! ผู้ชายด้วยกันมองแวบเดียวก็รู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ลึกๆ หรือถ้ามันไม่คิด... พี่ก็นี่แหละที่คิด! พี่ทนเห็นผู้ชายคนอื่นมาประคองสะโพกประคองไหล่เธอโอบกอดโชว์ชาวบ้านไม่ได้หรอกครับ!"
ผมตวาดบ่นน้ำเสียงดุดันเฉียบคมแสดงความหึงหวงอย่างตรงไปตรงมาจนน้องสะดุ้งตัวสั่นเทา
"พี่เตือนเธอแล้วไหมว่าห้ามปล่อยให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาประชิดตัวกอดััแบบนั้นอีกเด็ดขาด! หรือเห็นว่าบทลงโทษสอนสรีระเมื่อคืนมันเบาไปจนเธอลืมเลือนความรู้สึกหมดแล้วครับข้าวหอม! พี่มันบ้าเองที่คอยห่วงใยคอยดูแลประคบประหงมเธอปานไข่ในหิน คอยเป็ห่วงว่าไข้หวัดจะกลับมาตีกระทบ แต่เธอกลับเอาอ้อมกอดแสนดื้อนี้ไปแจกจ่ายโอบสวมกอดคนอื่นอย่างหน้าตาเฉย!"
ผมตวาดประโยคตัดพ้อรุนแรงปนหึงหวงจัดบดบังสมองและความคิดถนอมน้องจนหมดสิ้นอารมณ์ดิบ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินก้าวข้ามกำแพงกั้นรั้วกลับบ้านของตัวเองอย่างรวดเร็ว จัดการปิดประตูกระจกบานใหญ่ชั้นล่างล็อกกลอนสนิทแ่า กั้นตัวเองไว้ในพื้นที่บ้านสีเทาเข้มโดยไม่ยอมหันกลับไปมองร่างเล็กที่ยืนอึ้งแก้มแดงน้ำตาร่วงหล่นอยู่อีกฝั่งรั้วเลย
---
น้ำตาสีใสหยดแรกร่วงหล่นลงมาตามแก้มกลมทันควันทันทีที่พี่ธันวาหมุนตัวเดินหนีกลับบ้านและปิดประตูบานเลื่อนกระจกลงกลอนสนิทกั้นอาณาเขตบ้านของเขา หัวใจดวงน้อยในอกสะท้านสะอึกสะอื้นอย่างรุนแรงด้วยความเ็ปและหวาดกลัวแสนสาหัสอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต... พี่ธันวาโกรธผมจริงๆ แล้ว... เขาเกลียดผมแล้วใช่ไหม...
ผมยืนกอดเข่าตัวสั่นระริกอยู่ที่ริมรั้วเหล็กหน้าบ้านของตัวเอง แสงแดดยามเย็นสาดส่องทอดเงาบ้านยาวเหยียดดูน่าเหงาจับใจ ลมพัดโชยมาแต่ผมกลับรู้สึกหนาวเย็นเฉียบเข้าไปในกระดูกลึกกระดูกดำ คำพูดตัดพ้อตวาดดุแสนะเืของพี่ข้างบ้านดังสะท้อนวนเวียนตอกย้ำความผิดพลาดในหัวสมองของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
'พี่มันบ้าเองที่คอยห่วงใยคอยดูแลประคบประหงมเธอปานไข่ในหิน... แต่เธอกลับเอาอ้อมกอดแสนดื้อนี้ไปแจกจ่ายโอบสวมกอดคนอื่น...'
"ฮึก... พี่ธันวา... ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ... ผมรักพี่ธันวาคนเดียวนะ..."
ผมพึมพำร้องไห้โฮเสียงสะอื้นไห้แ่เบาไร้ที่พึ่งพิงซบหน้ากอดตัวเองท่ามกลางเงาแดดที่ลับขอบฟ้ามืดมิดลงไปเรื่อยๆ
ผมเดินลากขาไร้เรี่ยวแรงกลับเข้ามาในบ้าน จัดการล็อกประตูกลอนด้านล่างสนิทแ่า ก้าวขึ้นขังตัวร้องไห้อยู่ในห้องนอนชั้นสองเพียงลำพังท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มแผ่ปกคลุม
ผมพยายามหยิบหนังสือวิชาภาษาอังกฤษกลุ่มขึ้นมานั่งแปลต่อที่โต๊ะทำงานเพื่อสงบสติอารมณ์ ทว่าสมองที่เต็มไปด้วยความเ็ปและหวาดกลัวทำให้สายตาพร่าเลือน จนน้ำตาเม็ดโตร่วงหยดแหมะลงบนกระดาษรายงานแผ่นบางจนเปียกชื้นเปื้อนหมึกจางๆ ต้องใช้กระดาษทิชชู่ซับออกเบาๆ ด้วยฝ่ามือสั่นริก
ผมแหงนหน้ามองหน้าต่างระเบียงห้องนอน ย้อนนึกกลับไปในอดีตตอนที่พวกเราสองคนยังชอบมายืนส่งยิ้มและโบกไม้โบกมือทักทายกันข้ามกำแพงรั้วระหว่างห้องนอน สองฝั่งทางมืดสลัวดวงดาวกะพริบตา คืนนั้นอบอุ่นด้วยสายใยผูกพันและรอยยิ้มแสนหวานชวนละมุน แต่ใครจะคิดล่ะครับว่าเวลาผ่านไปพวกเราจะหึงหวงโกรธเกลียดทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงขนาดนี้เพราะความไม่เข้าใจกันและัักอดตอบเพื่อนรักเพียงคนเดียว
ผมเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่หน้าห้องน้ำ ดึงคอเสื้อยืดลงส่องกระจกมองดูรอยรักสีชมพูเข้มปนแดงเรื่อที่ยังคงเด่นหราอยู่บนผิวเนื้อคอเนียนละเอียดของตัวเอง น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอีกระลอก ยิ่งคิดว่ารอยรักพวกนี้เป็หลักฐานสลักรักที่พี่ธันวาเพิ่งสลักตราจองไว้ด้วยความหึงหวงและห่วงแหน แต่ผมกลับโง่เขลาทำเื่เข้าใจผิดจนทำให้เขาโกรธเกลียดเฉดหัวทิ้ง
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูก็พบว่าจุดสีเขียวสถานะ 'ใช้งานอยู่' ของพี่ธันวาได้ดับวูบและเปลี่ยนเป็ออฟไลน์สนิทไปแล้ว บ่งบอกว่าเขาตั้งใจตัดการติดต่อหลบหน้าผมเช่นกัน ยิ่งทำให้ในอกบีบรัดเจ็บแปล๊บทรมานอย่างหนักหน่วง ลมพัดใบไม้แห้งไหวเบาๆ ข้างหน้าต่างกระจกชานเมือง ตอกย้ำความเงียบเหงาหนาวสะท้านเปล่าเปลี่ยวในบ้านสีขาวหลังนี้จนผมต้องนอนขดตัวกอดตุ๊กตาหมีสะอื้นไห้ตัวโยนจนหมอนอิงเปียกชื้นนอนหนาวสั่นใต้ผ้าห่ม
พอนึกถึงความอบอุ่นแสนดีในอดีตที่ผ่านมา ฝีมือทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับร้อนๆ หอมกรุ่นแสนอร่อยที่เขาคอยทำมาป้อนยามป่วย และอ้อมกอดหนานุ่มอุ่นซ่านที่คอยกอดรั้งเอวบางของผมสอนทำอาหารประคบประหงมไข้หวัดยามเจ็บป่วยขึ้นมา ผมก็ตระหนักรู้แก่ใจเต็มอกเลยว่า ชีวิตผมที่ปราศจากพี่ชายข้างบ้านแสนดีจอมดุคนนี้คงมืดมน ไร้กลิ่นััอบอุ่น และจืดชืดไร้ทิศทางไปตลอดกาลจริงๆ
ในใจที่แสนสะท้านเปราะบางดวงนี้ตอกย้ำคิดแต่เพียงว่า... พรุ่งนี้เช้า ทันทีที่แสงอาทิตย์ส่องสว่าง ผมต้องก้าวเดินข้ามกำแพงปูนเตี้ยกั้นรั้วบ้านนั้นไปกราบไหว้ร้องไห้ง้อออดอ้อนพี่ธันวาถึงประตูบ้านพักของเขา สารภาพความรักแท้จริงและความรู้สึกโหยหาในใจทั้งหมดออกไปให้เขารับรู้ให้ได้ แม้จะโดนเขาทำโทษสั่งสอนด้วยััดุเดือดแสนวาบหวามวาบสะท้านที่ล้ำลึกขนาดไหน หรือต้องกอดขาอ้อนวอนกราบไหว้ง้อเขาร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักหนาสาหัสขนาดไหน ผมก็ยอมทุกอย่างและไม่มีวันยอมปล่อยพี่ธันวาหลุดลอยไปจากชีวิตของผมเป็อันขาด