พระจันทร์ข้างแรมโผล่พ้นยอดไม้ทางทิศตะวันออก หญิงสาวหุ่นอรชรอ้อนแอ้นอายุอานามยี่สิบต้น ๆ นามว่าหลานฮ่วยเดินนำสาวใช้สามคนยกสิ่งของมาตามทางเดินตำหนักไป๋ชาน ตรงดิ่งไปยังห้องบรรทมขององค์ไทเฮา
“ไทเฮาเพคะ แม่ทัพจ้านส่งของมาเพคะ”
น้ำเสียงใสรายงานหน้าแท่นบรรทม หญิงชราด้านในนั่งปล่อยผมยาวสยายเตรียมพร้อมสำหรับเข้านอนได้ยื่นพระหัตถ์อวบอูมตกกระเปิดผ้าม่านแล้วเอ่ยถามหลานฮ่วย
“ครั้งนี้แม่ทัพจ้านส่งอะไรมาล่ะหลานฮ่วยเห็นว่าไปเจรจาสงบศึกมิใช่หรือคงมิได้ไปยึดทรัพย์สินของใครมาอีกกระมัง” ไทเฮารู้สึกประหลาดใจ
ทุกครั้งที่แม่ทัพจ้านออกรบหากศัตรูพ่ายแพ้จะยึดทรัพย์กลับมา ของสิ่งใดล้ำค่าแม่ทัพจ้านมักนำกลับมาถวายพระองค์เสมอ ๆ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน แม่ทัพจ้านไปเจรจาสงบศึกกับเมืองตงหยางหรือทูตแค้นตงหยางจะมอบของกำนัลแก่เขา
“หามิได้เพคะ ของสิ่งนี้แม่ทัพจ้านบอกว่าตั้งใจซื้อถวายพระองค์โดยเฉพาะเพคะ” หลานฮ่วยรีบอธิบาย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็อย่างนี้นี่เอง เร็วเข้า เร็วเข้า รีบยกเข้ามาให้ข้า” ไทเฮาเร่งเร้าหลานฮ่วยอย่างสบายอารมณ์
“เพคะ”
หลานฮ่วยขานรับก่อนโบกไม้โบกมือให้นางกำนัลทั้งสามนำสิ่งของที่ปิดคลุมด้วยผ้าไหมสีแดงวางบนโต๊ะไม้มะเกลือฝังมุกรูปวิหกแปดตัวเกาะบนคาคบหน้าแท่นบรรทม เสร็จแล้วจึงอนุญาตพวกนางให้ออกไป
“ข้าชักอยากเห็นแล้วสิ เร็วเข้าหลานฮ่วย รีบ ๆ เปิดผ้าคลุม” พระองค์ทรงเร่งเร้านาง
หลานฮ่วยอมยิ้มรับคำ “เพคะ” ก่อนลงมือเปิดผ้าคลุมออกทีละผืน เมื่อเห็นสิ่งของตรงหน้าไทเฮาทรงพระสรวลสำราญยิ่งนัก
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สวยมาก สวยมาก หลานฮ่วย แม่ทัพจ้านนี่ช่างรู้ใจข้าเสียจริงสมแล้วที่เป็ขุนพลข้างกายฝ่าา ช่างมองอะไรทะลุปรุโปร่งได้ดีจริง ๆ” ไทเฮาทรงตรัสจากใจ
“เป็อย่างไทเฮาตรัสจริง ๆ เพคะ แต่รูปปั้นนี้ เอ่อ...สามารถวางในนี้ได้แน่หรือเพคะ” เมื่อถามออกไปแล้วพวงแก้มหลานฮ่วยพลันเปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้สิ ทำไมหรือเ้ารูปปั้นพวกนี้คงไม่ทำให้หลานฮ่วยของข้าเขินอายหรอกกระมัง”
ไทเฮาทรงเย้าแหย่นางกำนัลข้างกายอย่างสบายพระทัย แต่คนถูกเย้ากลับเขินอายจนทำอะไรไม่ถูกมีเพียงพวงแก้มขาวเนียนที่เปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อ
ขณะปั้นรูปปั้นเหล่านี้ เหวินชิงหลีพิจารณาอย่างรอบครอบแล้วก่อนร่างแบบที่คิดไว้ลงในกระดาษแล้วค่อย ๆ ประดิษฐ์ประดอยสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาด้วยความละเอียด ประณีต
ในยุคสังคมโบราณเช่นนี้ หากนางประดิษฐ์รูปปั้นเหล่านี้ตามตำนานความเชื่อของกรีกโรมันจริง ๆ คงถูกมองเป็พวกหญิงหยาบโลนไร้ยางอายแน่ ดังนั้นภาพกามเทพน้อยแผลงศรเปลือยกายจึงถูกปั้นให้มีผ้าเตี่ยวพลิ้วไหวปกปิดของสงวน เหวินชิงหลีร่างแบบสวนเอเดนประหนึ่งเป็ดั่งสรวง์ แต่ชีวิตจริงขณะนั้นช่างห่างไกลเหลือเกินกับความฝันนี้ นางเสกสรรค์ปั้นแต่งใบหน้าของอีฟได้สวยสดงดงาม ตั้งใจทำรูปร่างให้ทรงเสน่ห์ เลือกชุดใส่ในสไตล์บาโรก กระโปรงสุ่ม เอวคอด เสื้อแขนกระบอก ปลายแขนปล่อยระบายเป็ชั้น ๆ บนลำตัวเผยให้เห็นร่องอก และเนินอกเล็กน้อย ทุกจุดล้วนประณีตงดงามแม้แต่ท่วงท่ากัดลูกแอปเปิลที่เพิ่งเด็ดจากต้นช่างเสมือนจริงยิ่งนัก ศิลปะที่ได้แตกต่างออกไปจากต้นฉบับในคัมภีร์โดยสิ้นเชิง
หากพูดถึงอดัมเราจะนึกถึงภาพชายหนุ่มนอนเปลือยกายบนโขดหินใต้ต้นไม้ เหวินชิงหลีเองก็เช่นกันนางระลึกภาพนี้ได้กระจ่างชัดแต่จำต้องปรับตามสังคมที่นางอยู่อาศัย เหวินชิงหลีค่อย ๆ สเก็ตช์ภาพทีละนิดวาดอดัมนอนมองดูอีฟใต้ต้นแอปเปิล บนตัวชายหนุ่มมีเพียงกางเกงขาก๊วยหลวม ๆ ตัวเดียวเท่านั้น ้าเปิดเผยกล้ามเนื้อแผงอกที่มองดูแล้วชวนให้รู้สึกถวิลหา ดวงหน้าคมสันปานเทพบุตร ดวงตาอบอุ่นร้อนแรงเต็มไปด้วยเสน่ห์อันแสนเย้ายวนดึงดูดสตรีเพศเมื่อปั้นให้มีมิติยิ่งน่าหลงใหลใฝ่หา
เห็นเพียงรูปปั้นเท่านี้หลานฮ่วยเองกลับรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย หากรูปปั้นนี้มีชีวิตจริงจะดีเพียงไร ผิดกับไทเฮาพระองค์ทรงผ่านโลกมามากจึงทำให้มองสิ่งของตรงหน้าในมุมที่ต่างออกไป ของสิ่งนี้คือประติมากรรมชั้นยอด และคงไม่ใช่ศิลปะจากแผ่นดินลี่หยางของพระองค์แน่นอน
“แล้วแม่ทัพจ้านไปที่ใดเสียเล่า”
“ไปเข้าเฝ้าฝ่าาเพคะ” เมื่อได้ยินดังนี้แล้วไทเฮาทรงยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะให้หลานฮ่วยปรนนิบัติพระองค์เข้านอน
กระทั่งเช้าวันใหม่อันแสนสดชื่นแจ่มใส ท้องฟ้าไร้เมฆบดบัง สภาพแวดล้อมรอบกายในเช้าวันนี้บ่งบอกว่า สิ้นฤดูเหมันต์และเยื้องย่างเข้าสู่วสันตฤดู ซาลาเปาน้อยถือโคมไฟกระดาษรูปปลาที่เหวินชิงหลีทำให้วิ่งเล่นไปมาบริเวณลานบ้าน
“ท่านแม่ ๆ ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุดเลยจริงหรือไม่พี่เปาจู๋”
“อื้ม เก่งที่สุด” เปาจู๋ส่งยิ้มตอบพร้อมยกนิ้วโป้งข้างขวาให้เฟิงเกอน้อย
ใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่นจดจ่ออยู่กับแผ่นกระดาษตรงหน้า นิ้วมือเรียวงามตวัดพู่กันเขียนถ้อยคำทีละน้อยแป้นหมุน แผ่นปูน พู่กัน ใบมีด ไม้ปั้น ไม้ปาดฟองน้ำ เส้นเอ็น ถังน้ำ ฟองน้ำ น้ำดินข้น บลา ๆ ๆ เมื่อได้ยินลูกชายเอ่ยถึงนางจึงเงยหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มให้เล็กน้อยก่อนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เหวินชิงหลีทบทวนรายการที่นางลิสต์ขึ้นอย่างช้า ๆ ป้องกันไม่ให้ตกหล่น บางรายการไม่มีในยุคนี้นางจำต้องหาสิ่งของทดแทนทำให้คิ้วเรียวงามขมวดปมเล็กน้อย จากเคยศึกษาเล่าเรียนตามประสบการณ์เมื่อชาติที่แล้วเื่นี้ไม่เป็ปัญหาสำหรับนาง
“อื้ม เรียบร้อยแค่นี้น่าจะพอแล้วกระมัง” เหวินชิงหลีคลี่กระดาษสะบัดแล้วมองมันอย่างพึงใจ
“นอกจากเฟิงเกอแล้ว ข้าไม่มีอะไรห่วง อดมื้อกินมื้อข้าก็เคยมาแล้วแต่จะปล่อยให้ลูกชายลำบากเช่นข้า ข้าไม่ยอม ยิ่งเื่ยกลูกชายแก่จวนราชมนตรีเหรอฝันไปเถอะ เต๋อหลางเยว่เกลียดข้าถึงเพียงนั้น หากเขาแต่งภรรยาใหม่ไม่รู้จะข่มเหงลูกชายข้าเช่นไร จะว่าไปจวนราชมนตรีเปรียบเหมือนผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ขืนยกลูกชายให้เขาไปมีหวังชาตินี้คงไม่พบกันอีก” นี่คือคำพูดของเหวินชิงหลีที่กล่าวกับเปาจู๋ก่อนเริ่มวางแผนซ่อนเฟิงเกอจากเต๋อหลางเยว่แล้วเริ่มมองหาความมั่นคงในอนาคตให้กับลูกชาย ดังนั้นแล้วการสร้างโรงงานเซรามิกจึงเป็สิ่งแรกที่นางนึกถึง
“อาลี่ อาลี่อยู่หรือไม่” เสียงจางฮูหยินร้องเรียกนางอยู่ลานหน้าบ้าน
“เอ๊ะ จางฮูหยินมาแจ้งข่าวเื่บ้านหลังใหม่เป็แน่ จะมีข่าวดีหรือไม่นะ” เหวินชิงหลีชะเง้อคอมอง รีบม้วนเก็บกระดาษก่อนมาพบนาง
“มาแล้ว มาแล้ว” เปาจู๋รีบขานรับพร้อมกับเปิดประตูบ้านออกมา
“อาลี่ล่ะเปาจู๋”
“อยู่ข้างในเ้าค่ะ” เปาจู๋ตอบพร้อมผายมือเชิญนางเข้าไป
“จางฮูหยิน เชิญนั่ง” เหวินชิงหลีเชื้อเชิญ
“อื้ม” จางฮูหยินส่งยิ้มให้นางก่อนจะนั่งลงบนตั่ง
“เปาจู๋ยกน้ำชาเสร็จแล้ว ก็พาเฟิงเกอไปเดินเล่นเถอะ ขากลับแวะตลาดซื้อเนื้อหมูกับแป้งมาทำเกี๊ยวด้วยนะ ส่วนผักไม่ต้องในบ้านยังพอมีเหลือ”
“เ้าค่ะคุณหนู” เปาจู๋รับคำแล้วรีบไปหาเฟิงเกอ
ภายในเรือนหลังน้อยเหวินชิงหลีพยายามปั้นหน้าให้เหมือนคนอมทุกข์ที่สุด
“อาลี่ไม่ขอปิดบังจางฮูหยิน จริง ๆ แล้วบ้านสามีข้าค่อนข้างร่ำรวยและมีอิทธิพลอย่างมาก แต่ศัตรูที่คอยปองร้ายก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงส่งข้าออกจากบ้านเพื่อให้หลบหนี บัดนี้หากมีเพียงตัวข้านั้นไม่เป็ไรแต่เฟิงเกอนี่สิ ฮือ ฮือ ข้าขอร้องจางฮูหยินการหาที่อยู่ปลอดภัยให้เฟิงเกอนั้นสำคัญกับข้ายิ่ง”
เหวินชิงหลีแสร้งบีบน้ำตาโกหกหน้าตาย แต่สามีบ้านรวยและมีอิทธิพลนั้นกลับเป็เื่จริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางโกหกแต่จะทำอย่างไรได้ก็มันจำเป็นี่นา ขืนให้ทุกคนรู้ว่านางถูกบ้านสามีไล่ตะเพิดออกมาคงไม่เป็ผลดีกับนางแน่ อีกอย่างเต๋อหลางเยว่จากที่ไม่เคยย่างกรายมาหานางเลย วันนั้นไม่รู้ลมอะไรหอบเขามาได้ทว่าเขาจะรู้เื่เฟิงเกอไม่ได้
เมื่อเต๋อหลางเยว่จากไปเหวินชิงหลีกังวลใจมาตลอด หลายวันมานี้จึงวางแผนจัดหาบ้านหลังใหม่ให้กับเฟิงเกอโดยให้จางโม่โฉวเป็ธุระออกหน้าจัดการให้
“โถ ๆ ๆ เื่นี้อาลี่ไม่ต้องเป็ห่วงวันนี้ข้ามีข่าวดีจะมาบอกเ้า” จางโม่โฉวอมยิ้มก้มหน้าแคะเล็บแล้วพูดต่อ
“คุณชายเสวียนจงหลินที่หมู่บ้านหยุนหยวน ตอนนี้ติดประกาศขายบ้านอยู่พอดิบพอดีอาลี่จะลองไปดูหรือไม่” ว่าพลางก้มดูนิ้วมือไปพลาง
“จางฮูหยินหมายถึงหมู่บ้านหยุนหยวนที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของเราออกไปยี่สิบลี้ใช่หรือไม่” เหวินชิงหลีถามอย่างกระตือรือร้นดีใจจนยิ้มแก้มปริ
“ใช่ ๆ ๆ หมู่บ้านนั้นแหละ เ้าสนหรือไม่” เห็นนางดีใจจางโม่โฉวจึงรีบตอบ
“ข้าสน” นางตอบเสียงดัง พร้อมรอยยิ้มมุ่งมั่น
“ดี งั้นพรุ่งนี้เราไปดูกัน” จางโม่โฉวไม่รอให้นางคิดต่อรีบจัดแจงนัดวันโดยเร็ว
“ได้ พรุ่งนี้เจอกันที่ร้านของท่าน” เหวินชิงหลีรับปาก
เมื่อนัดแนะกันเสร็จเรียบร้อย ก่อนจางโม่โฉวจะกลับเหวินชิงหลีไม่ลืมฝากซาลาเปาไส้ผักโขมหมูสับให้หลงจู๊จางได้ชิมด้วย
“เ้านี่นะทำอะไรก็อร่อยไปเสียทุกอย่าง พี่จางของเ้าชมไม่ขาดปากเลยเชียว ได้ซาลาเปากลับไปคงดีใจจนยิ้มไม่หุบ” จางโม่โฉวกล่าวจากใจ
“ข้าดีใจที่หลงจู๊จางชอบวันหน้าข้าจะทำให้ชิมหลาย ๆ ไส้” เหวินชิงหลีพูดกับจางโม่โฉวขณะเดินออกไปส่งนางหน้าเรือนก่อนจะเดินเข้าบ้านเตรียมเครื่องปรุงสำหรับทำเกี๊ยวไส้หมูสับกุ้งแห้งรอลูกชายกับเปาจู๋กลับมา