ในถนนสายหนึ่งก็ได้มีรถมาที่มีรูปร่างค่อนข้างสวยงามกำลังวิ่งไปตามถนนหนทางในเมืองลั่วหยางเมืองที่มีความเจริญเป็อันดับสองของราชวงศ์ฮั่น ภายในรถม้านั้นมีบุรุษอยู่สองคนก็คือหลิวจ้านและพ่อบ้านจานทั้งสองก็ได้นั่งรถมาออกมาด้วยกันจากจวนของตระกูลหลิวในระหว่างที่หลิวจ้านและพ่อบ้านจางได้นั่งอยู่ในรถม้านั้นหลิวจ้านก็ได้สอบถามพ่อบ้านจางว่าในเมืองรั่วอย่างแห่งนี้มีอะไรที่เป็ที่สะดุดตาหรือเป็ที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงบ้าง เพราะว่าในความทรงจำของหลิวจ้านคนเก่ามันก็เป็แค่ความทรงจำที่มันเลือนลาง หลังจากที่หลิวจ้านได้สอบถามพ่อบ้านจางแล้วก็ได้รู้ว่าสถานที่ที่ขึ้นชื่อในเมืองลั่วหยางคือที่ไหนบ้าง ก็มีหนึ่ง ก็คงจะเป็หอเดียวดายที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ส่วนอีกที่หนึ่งก็คือเหลาสุราหอมหวน ที่เหลาสุรานี้มีทั้งอาหารเลิศรสและสุราเลิศรส
“พ่อบ้านจางหอเดียวดายคืออะไร ชื่อว่าหอเดียวดายทำไมถึงมีชื่อเสียงที่สุดและโด่งดังที่สุดด้วยหรือว่าในเมืองลั่วหยางนั้นมีหอนางโลมแค่ที่เดียว”
“เรียนคุณชายหอเดียวดายไม่ใช่หอนางโลม แล้วทำไมหอเดียวดายถึงเป็หออันดับหนึ่งและโด่งดังที่สุดนั้นเป็เพราะหอเดียวดาย ที่นี่จะขายแค่ฝีมือไม่ได้ขายตัว หญิงสาวที่ทำงานอยู่ที่หอเดียวดายนั้นก็จะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนก็จะมีในส่วนของร้องเพลงขับขานบทกวีหรือว่าเล่นดนตรีก็จะแตกต่างกันออกไปนี่จึงเป็ที่มาของหอเดียวดาย แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นคนที่เป็เ้าของหอเดียวดายมีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา มีข่าวลือว่าอาจจะเป็เชื้อพระวงศ์ภายในวังหลวงที่เป็เ้าของที่แท้จริง หอเดียวดายในเมืองรั่วอย่างเป็แค่สาขาย่อยของหอเดียวดายที่ใหญ่ที่สุด หอเดียวดายนั้นมีอยู่ทั่วทุกเมืองที่เป็เมืองสำคัญ โดยหอเดียวดายที่ใหญ่ที่สุดนั้นอยู่ที่เมืองหลวงส่วนที่เมืองรั่วอย่างเป็แค่สาขาเท่านั้น”
พอหลิวจ้านได้ฟังแบบนั้นก็ชักอยากจะรู้ขึ้นมาแล้วสิว่าใครกันนะเป็เ้าของหอเดียวดายที่แท้จริงและหลิวจ้านก็ได้รู้สึกได้ว่าหอเดียวดายนั้นไม่ได้ง่ายดายเหมือนกับชื่อหอเลย
“พ่อบ้านจางแล้วในเมืองลั่วหยางนั้นมีคนที่เป็กลุ่มชาวยุทธบ้างหรือไม่”
“กลุ่มชาวยุทธย่อมมีแน่นอนแต่ละคนมีกำลังภายในที่กล้าแกร่งเป็อย่างมาก ว่าแต่คุณชายทำไมถึงถามเกี่ยวกับพวกชาวยุทธ”
"ก็เพราะว่าข้านั้นอยากจะหาคนที่มีฝีมือและไว้ใจได้ให้มาอยู่ข้างกายของข้าเพราะในวันข้างหน้านั้นข้าจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอาณาจักรฉะนั้นแล้วเมื่อข้าโด่งดังแล้ว ก็ย่อมต้องมีคนอิจฉาข้าแน่นอนฉะนั้นข้าก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน"
พอพ่อบ้านจางได้ยินที่คุณชายของเขาพูดแบบนั้นเขาก็เกือบกั้นขำเอาไว้ไม่ไหว พ่อบ้านจางก็ได้คิดว่าอย่างคุณชายนี่เหรอจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอาณาจักร ช่างหลงตัวเองจริงๆ
“เรียนคุณชายจะมีอยู่ที่หนึ่งที่เป็พวกชาวยุทธรับจ้างคุ้มกันไม่ว่าจะเป็สินค้าหรือว่าคนก็ตามแต่ราคาก็อาจจะแพงมาก”
“แล้วมันอยู่ที่ไหนหรือที่ที่เ้าพูดถึง”
“เรียนคุณชายที่นั่นก็คือสำนักคุ้มภัย”
“ถ้างั้นเอาเป็ว่าตอนนี้พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนเมื่อเรากินเสร็จแล้วข้าค่อยคิดอีกทีนึงว่าเราจะไปที่ไหน”
“ได้ขอรับ”
รถม้าก็ได้วิ่งต่อไปตามถนนเรื่อยๆ ในระหว่างที่วิ่งไปตามถนนนั้นหลิวจ้านก็ได้เลิกม่านออกมามองดูทิวทัศน์ตามถนนหนทางที่รถมาได้วิ่งไป ต้องบอกว่าเมืองลั่วหยางนั้นเป็เมืองที่เจริญเป็อย่างมากตามถนนหนทางก็มีแต่ร้านขายของมากมายและก็ได้มีรถม้าวิ่งสวนกันไปสวนกันมาเต็มไปหมดหลิวจ้านก็รู้สึกว่าการที่เขาได้มาอยู่ที่นี่มันก็ไม่ได้แย่เสมอไปอาจจะเป็ที่ที่ให้เขาได้หาความสุขอย่างที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนก็ได้พอรถม้าวิ่งไปได้สักพักรถม้าก็ได้มาหยุดอยู่ที่หน้าเหลาสุราที่โด่งดังที่สุดภายในเมืองลั่วหยาง เมื่อรถม้าหยุดลงทั้งสองก็ได้ลงจากรถมาเพื่อที่จะเตรียมเข้าไปกินอาหารที่เหลาสุรา
“เชิญๆๆ นายท่านทั้งสอง เอ๊ะนี่ไม่ใช่คุณชายหลิวจ้านหรอกหรือ”
“นี่เ้ารู้จักข้าด้วยเหรอ”
“ทำไมข้าจะไม่รู้จักคุณชายล่ะเพราะคุณชายมีชื่อเสียงโด่งดังมากภายในเมืองลั่วอยางแห่งนี้”
หลิวจ้านพอได้ฟังคนที่ต้อนรับอยู่ที่หน้าเหลาสุราพูดแบบนี้เขาก็รู้สึกดีใจเป็การใหญ่ในความคิดของเขานี่ขนาดว่าเขายังไม่ได้โชว์ความรู้อะไรเลย ทุกคนภายในเมืองก็รู้จักข้ากันหมดแล้วหรือหรือว่าตัวข้านั้นไม่ต้องโชว์อะไรแล้วแค่นี้ข้าก็โด่งดังจนทั้งเมืองรู้จักกันหมดแล้ว พอเด็กหน้าเหลาสุราเห็นว่าหลิวจ้านทำหน้าตามีความสุขเขาก็เลยได้พูดขึ้นมา
“ภายในเมืองนี้จะไม่มีใคร ไม่รู้จักคุณชายหลิวจ้านลูกล้างลูกผลานของตระกูลหลิวบ้างล่ะ”
พอหลิวจ้านได้ฟังแบบนั้นจากที่มีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและรู้สึกดีในตอนแรกกลับกลายเป็ว่า รู้สึกว่าหน้าของเขาจะชาไปหมด พอเด็กหน้าเหลาสุราเห็นหน้าตาของหลิวจ้านเริ่มไม่ค่อยสู้ดีเขาก็รีบขอโทษขอโพยและได้รีบเชิญหลิวจ้านและพ่อบ้านจางเข้าไปข้างในเหล่าสุราทันที
“ไม่ทราบว่าคุณชาย้าไปที่ห้องไหน”
ต้องบอกก่อนว่าภายในเราสุรายังไงมีทั้งห้องโถงรวมและห้องรับรองส่วนตัวเพราะว่าที่นี่มีหลายชั้นและใหญ่โตเอามากๆ หลิวจ้านพอได้สติก็ตอบกลับไปว่า
“เอาเป็ที่นั่งริมหน้าต่างก็แล้วกันข้าอยากจะดูทิวทัศน์และชมบรรยากาศ”
จากนั้นเด็กรับแขกก็ได้พาทั้งสองคนไปนั่งที่โต๊ะที่ริมหน้าต่างโดยทิวทัศน์ที่ริมหน้าต่างสามารถมองเห็นถนนและบรรยากาศภายในเมืองได้เป็อย่างดี จากนั้นหลิวจ้านก็ได้สั่งอาหารด้วยตัวเองทั้งหมดจะพยายามจะหาเมนูที่เขาคิดว่าน่าจะอร่อยที่สุดและก็ได้ถามเด็กรับแขกว่าที่นี่มีอะไรน่าทานเขาก็ได้จัดมาทั้งหมดและขอสุราที่เลิศรสที่สุดของที่นี่ด้วย หลังจากที่หลิวจ้านและพ่อบ้านจางได้รออาหารสักพักก็ได้มีเด็กมาเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะพร้อมกับสุราเลิศรสที่หลิวจ้านได้สั่งไปหลังจากนั้นหลิวจ้านก็ได้ชิมอาหารทุกอย่างที่อยู่ในเหล่าสุราแห่งนี้ ต้องบอกเลยว่ารถชาติไม่ถูกปากหลิวจ้านซักนิดเหมือนกับว่าอาหารของที่นี่มันขาดอะไรไปสักอย่างโดยในความคิดหลิวจ้านนั้นก็คือผงปรุงรสนั่นเอง และในส่วนของสุรานั้นเมื่อเขาได้ชิมคำแรกเขาก็รู้สึกว่านี่มันเรียกว่าสุราหรือนี่ ทำไมดีกรีมันน้อยแบบนี้ มันจะทำให้คนเมาได้ยังไง พอหลิวจ้านกินอาหารได้สักพักเขาก็ได้มองไปที่ถนน สายตาของหลิวจ้านเป็ประกายในทันที เพราะเขาได้เผลอไปสบกับผู้หญิงคนหนึ่งหญิงสาวคนนี้ใส่ชุดแดงทั้งตัวและขี่ม้าแถมที่ข้างหลังของเธอนั้นก็ยังพายกระบี่ไว้ ต้องบอกเลยว่าผู้หญิงคนนี้เป็คนที่สวยมากเธอมีรูปร่างที่สมส่วนหน้าตาขาวใสหมดจด
“ไร้ที่ติ..ไร้ที่ติ..ไร้ที่ติ”