ณ คืนที่สามของการฝึกซ้อมเอาตัวรอดในผืนป่ากว้าง
"ตั้งแคมป์ตรงนี้กันเถอะดอง! "
"ลี่กับเยลโล่ รบกวนช่วยเอาเชือกเหล่านี้ไปผูกกับต้นไม้ตรงนั้นทีค่ะ"
ท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า มีพวกเรากำลังตั้งแคมป์กันอยู่
พระจันทร์ทั้งสามยามราตรีได้สาดแสงส่องผ่านชั้นบรรยากาศเพื่อมอบความสว่างแก่ผืนโลกา
ดาวสีแดงอมชมพูที่มีขนาดแตกต่างทั้งสามดวงนั้น กำลังเริงระบำอยู่ในทะเลแห่งดวงดาวบนท้องฟ้ากว้าง
ออโรร่าสีรุ้ง สิ่งรังสรรค์แห่งธรรมชาติได้คลี่แผ่ออกกว้าง ประดุจการแสดงอภินิหารของพระเ้า
เป็คืนที่งดงามตราตรึงใจ เหมาะแก่การตั้งค่ายพักผ่อนพร้อมมิตรสหายอย่างสุขอุรา
แต่พวกเราไม่สามารถใช้เวลาดื่มด่ำไปกับความงดงามนี้ได้
เพราะว่าพวกเราไม่ได้มาตั้งแคมป์เพื่อการพักผ่อน แต่มาตั้งแคมป์เพื่อรับประสบการณ์ของการเดินป่า
และนี่คือกฏโดยย่อที่ควรปฏิบัติในการตั้งแคมป์กลางป่าที่ฉันพอจะจำได้
หนึ่ง ควรห่างจากแหล่งน้ำประมาณหกสิบเมตร เพราะว่าแหล่งน้ำมักมีสัตว์และอสูรปรากฏตัวขึ้นเพื่อมาดื่มน้ำ
อีกอย่าง นี่เป็การป้องกันน้ำป่าที่ไม่รู้ว่าอาจจะไหลบ่าลงมาตอนไหนด้วย
สอง ควรเลี่ยงสถานที่อาจเสี่ยงภัยอุบัติเหตุได้
ใต้หน้าผา พื้นที่ลาดชัน แถบดินอ่อนนุ่มคล้ายโคลน หรือที่ต่ำซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำขัง
สาม ควรเลี่ยงการตั้งเต็นท์ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะพื้นที่เหล่านี้มักมีอสูรขึ้นไปนอน หรือไม่ก็อาจเจอต้นหม้อข้าวกินคนที่กำลังกาฝากซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ใหญ่
อีกอย่าง มันเสี่ยงกับการโดนกิ่งไม้แห้งหักลงมาทับใส่หัวด้วย
สี่ ควรหันทางออกเต็นท์ไปในทิศที่ตัวเองสามารถหนีได้ ไม่หันเข้าริมผาหรือทางตัน
ห้า เลี่ยงพื้นที่ซึ่งมีแมลงชุกชุม
ความจริงน่าจะมีอีกหลายข้อ แต่นี่คือสิ่งที่ควรปฏิบัติเท่าที่ฉันจำได้
ซึ่ง--- พวกฉันไม่ทำตามหลักการที่ว่าสักข้อเลยดอง~
"ทำไมถึงมาตั้งแคมป์ข้างต้นไม้ะเิกันฟะ! "
โฮปกำลังกรีดร้องด้วยสีหน้าที่สุดยอดในหลาย ๆ ความหมาย
[ต้นะเิ] มันคือต้นไม้ประหลาดที่สูงราวห้าถึงสิบเมตร ออกผลคล้ายลูกแตงโมที่มีผิวสีเหลือง ข้างในมีเนื้อสีเหลือง
ซึ่งเนื้อสีเหลืองที่ว่ามันคือไตรไนโตรโทลูอีน
หรือที่รู้จักกันดีในนามของ TNT
เพราะว่ามันมีส่วนประกอบเช่นนั้น มันเลยได้ชื่อว่าเป็ต้นไม้ะเิ
แต่มีแค่ตัวสารอย่างเดียว มันไม่ะเิหรอกนะ
"วันก่อนก็ไปตั้งแคมป์ที่ริมน้ำจนเจอไอตัวเข้บุก เมื่อวานไปตั้งบนที่แก้มลิงจนเจอน้ำท่วม เจอขนาดนี้ยังไม่เข็ดอีกหรือฟะ! "
"เอาน่า~นี่เป็แค่การฝึก ถ้าไปลงพื้นที่บุกเบิกจริง ยังไงก็ทำแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้วดอง~ อีกอย่างนะ"
"อีกอย่าง? "
"ฉันกำลังดำเนินรอยตามยอดบุรุษอยู่ ดั่งคำพูดที่ว่า [การตั้งค่ายตามหลักการ มันคือการกระทำของผู้ที่อ่อนแอเท่านั้น] ดอง! "
ว่าแล้วฉันก็ชูหนังสือ [วีรกรรมของยอดบุรุษบานา] เขียนโดย [โยเยล] ที่ตีพิมพ์มาแล้วถึงเก้าครั้งให้เขาดู
"ไอหนังสือขี้โม้เล่มนั้นเธอเชื่อมันจริงจังด้วยเรอะ! "
“ไม่ใช่หนังสือขี้โม้นะ! มันมีคำคมตั้งเยอะเลย อย่าง [ตำราและหลักการมีเอาไว้เพื่อคนอ่อนแอ มีเพียงแต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่แท้จริงถึงจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์นั้นได้] ”
“ซึ่งบานาเคยมาให้สัมภาษณ์แล้วว่าตัวเขาไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น แถมยังบอกด้วยว่าหนังสือเล่มนี้โดนเสริมแต่งไปเยอะมาก…”
“งั้น… เื่นี้ละ! วีรกรรมสุดเท่ของผู้อำนวยการบานาบทที่สาม การบุกเบิกครั้งที่ห้า เขาบุกเดี่ยวเข้าไปกลางรังของอสูรหนึ่งพันตัวเพื่อช่วยสหายรักออกมาได้ด้วยมือเปล่าเลยนะ! มีภาพหลักฐานด้วย! ”
“นั่นมันภาพตอนที่มันจบเื่แล้ว ความจริงคือเขาบุกเข้าไปพร้อมกับขี่ัที่ชื่อโทเม แล้วพาเพื่อนของเขาหนีกลับออกมาโดยเลี่ยงการปะทะต่างหาก...”
“งะ...งั้นนี่ละ! ตำนานสุดเท่ที่เอาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างราชินีทั้งห้าของเผ่ามนุษย์มด จนทำให้าที่ทำท่าจะปะทุสงบลงมาได้! ”
“ไม่ใช่ว่าพวกราชินีมดคุยผลประโยชน์เื่การแบ่งที่ดินในทวีปบุกเบิกลงตัวแล้ว เลยยุติความขัดแย้งได้เองหรอกหรือ? "
"อึ๊ก…"
เถียงกลับไม่ถูกเลยอ๊ะ
ไม่น่าเชื่อว่าเ้าโฮปจะเป็คนที่มีความรู้แน่นหัวขนาดนี้
"เดียว… อย่าบอกนะว่าที่เธอใช้แต่อาวุธอย่างตรีศูล เป็เพราะว่าอยากเลียนแบบผอ.บานาคนนั้น? "
"ถูกต้องแล้วค่ะ! ... ดอง~ ด่อง~ ด้อง~"
ฉันเบนสายตามองบนแล้วผิวปากโดยไม่สบตาเขา
เพราะว่าตอนนี้เ้าโฮปกำลังแสดงสีหน้าที่พร้อมจะฆ่าคนได้ออกมาให้เห็นแล้ว
แหม่~ แค่คนอยากเลียนแบบไอดอลของตัวเอง ไม่เห็นจะผิดตรงไหนนี่ดอง!
"กร๊อดดดด! "
เออ ไม่ต้องกัดฟันขนาดนั้นก็ได้นะ…
"... บางทีฉันคงจะเล่นมากไปจริง ๆ นั่นละ… ฉันผิดเอง ยอมรับผิดแล้วดอง…"
เพื่อไม่ให้บรรยากาศเลวร้ายไปมากกว่านี้ ฉันจึงยอมขอโทษเขาแต่โดยดี
"ฮึม! ให้ตายเถอะ! ... นี่! เอาปืนกระบอกนี้ไปใช้สิ! ส่วนตรีศูลสำหรับฝึกเล่มนั้น เดียวผมเอาไปใช้เอง เอามานี่เลย! "
เด็กหนุ่มตรงหน้าแย่งเอาตรีศูลสำหรับฝึกที่วางอยู่ข้างตัวไป แล้วยื่นปืนรังสีสำหรับซ้อมมาให้ฉันแทน
"เออ… ทำไม? "
"คงมีเหตุผลถึงได้ดื้อรั้นมาสายต่อสู้สินะ? ใช้ปืนนี้ซะ อย่างน้อยมันเบากว่าตรีศูลและยิงรังสีแสงได้เหมือนกัน ของแบบนี้ค่อยฝึกให้ชินไปทีละอย่างจะดีกว่านะ"
"โฮป… ขอบคุณนะดอง"
ฉันรับปืนกระบอกเล็กมาด้วยความรู้สึกยินดี
ที่ปลายของปืนรังสีจะมีติดคมมีดขนาดเล็กเอาไว้ และมีท่อขนาดเล็กสำหรับยิงรังสีแสงทำลายล้างออกมา
ปืนรังสีสำหรับฝึกกระบอกนี้มีน้ำหนักที่เบามาก
เบาพอดีกับแรงของฉันเลยละ
ส่วนโฮปนั้น เขากำลังลองเหวี่ยงตรีศูลไปมาอย่างทุกลักทุเล
ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ค่อยชินกับอาวุธขนาดใหญ่เหมือนกัน แต่เขาก็ยังยอมแลกอาวุธกับฉัน
เป็คนนิสัยดีใช้ได้เลยนี่ดอง?
แต่ว่านะ
"ของแค่นี้ใช้ [ปักธง] ฉันไม่ได้หรอกนะดอง"
"ใครมันอยากจะปักธงคนอย่างเธอกันฟะ! "
"จะจริงเร้อ~"
ฉันทำเสียงสูงล้อเลียนพร้อมกับกางปีกบินถอยห่างออกมา
นั่นไง มันเริ่มหน้าแดงเป็ลูกตำลึงแล้วละ
แหย่คนเล่นแล้วสนุกจังดอง~
"ตรงนั้นใครนะ! "
ในตอนนั้นเองที่แฟตกรีดเสียงดังออกมา
เธอใช้แขนแมลงที่ดูบอบบางข้างหนึ่งยื่นชี้ตรงออกไปทางพุ่มหญ้าสาหร่าย
ต้นพืชทะเลสีเขียวเข้มใบหนาซึ่งควรโตอยู่ใต้ทะเลลึกกำลังสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง
"ดูถูกสัญญาณการรับรู้ของเผ่ามนุษย์มดไม่ได้เลยแฮะ"
คนที่ปรากฏตัวออกมาจากพุ่มหญ้าคือสตรีเผ่ามนุษย์
ฉันรู้จักผู้หญิงคนนี้เหมือนที่รู้จักกับเอซ
"แค่จะมาแจ้งข่าว ไม่ได้มาร้ายหรอก"
"สวัสดีดิวซ์"
ใช่แล้ว เธอคนนี้คือน้องสาวของเอซ น้องสาวของคนดังคนนั้นนั่นเอง
***เ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
“แม้นดวงดารายามค่ำคืนจะส่องประกายงดงามเพียงใด หากว่าเธอได้ปรากฏกาย ยามนั้นดวงดารายังต้องหุบแสงลงเพราะมิอาจหาญกล้าสู้กับโฉมงามของเธอได้”
นั่นคือบทกวีที่เล่าถึงความงดงามของสตรีตามข่าวลือที่ผมได้ยินมาจากปากของเยลโล่คาร์เนชั่น
แต่บทกวีกลับกลายเป็เื่โกหกคำโตสำหรับผม
เพราะว่าตัวจริงที่ผมได้พบเห็นตรงหน้านั้น ช่างงดงามยิ่งกว่าที่เนื้อหาบทกวีได้บรรยายกล่าวถึงเอาไว้
ตลอดชีวิตสิบห้าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเจอสตรีผู้ใดงดงามขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เธอเป็สตรีที่มีผมสีดำเงามันวาว ราวกับแสงสว่างของพระจันทร์ที่วิ่งตัดผ่านยามราตรี
ผมสีดำที่ถักเป็เปียยาวลงมาถึงระดับกลางหัวไหลนั้น กำลังโบกสะบัดไปพร้อมกับสายลม ราวกับว่ามันไร้ซึ่งน้ำหนักประดุจเป็ขนนกที่เบาบาง
มีใบหน้าคม มีน้ำนวล ผิวแก้มเปล่งประกายดูนุ่มราวกับปุยเมฆ ดวงตาอ่อนหวานแลดูอ่อนโยน
แถมยังมีผิวสีอมน้ำผึ้งที่เย้ายวน รวมไปถึงสัดส่วนร่างกายที่กระตุ้นอารมณ์ของเพศตรงข้ามได้เป็อย่างดีเยี่ยม
“ (ตูดหรือนมดี? ปิว~) ”
“ (มั้นต้องเหมาทั้งสองอย่างแน่นอนอยู่แล้วสิฟะเยลโล่) ”
ผมกระซิบกับเ้าเยลโล่เบา ๆ อย่างลูกผู้ชายแบบตรงไปตรงมา
ถึงเธอคนนี้จะมีหน้าอกเล็กกว่าพรุนเผ่าั์ แต่ด้วยรูปร่างของตูดกับนมที่เข้ากันอย่างลงตัว เลยทำให้เธอมีเสน่ห์ที่ดึงดูดเป็อย่างมาก
แถมด้วยความที่เธอสวมชุดสีดำรัดรูปแบบเฉพาะของหน่วยนักฆ่า เลยยิ่งทำให้สัดส่วนโค้งของตูดกับนมถูกเน้นมากยิ่งขึ้น
ซูด~ เห็นแล้วน้ำลายแทบหก
รู้ได้ว่ากำลังมีสายฟ้าฟาดแล่นผ่านร่างกายของผม
รู้สึกได้เลยว่าตัวเองกำลังพบกับสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจอในชีวิตนี้
สิ่งที่เรียกว่า [รักแรกพบ]
"สวัสดีดิวซ์"
ฉันทักทายเพื่อนเก่าอย่างห้วน ๆ
ฉันกับเธอสนิทกันมาก ผิดกับเ้าพี่ชายบ้าของเธอที่ฉันไม่อยากจะข้องแวะคุยด้วยคนนั้น
“ (ตูดหรือนมดี? ปิว~) ”
“ (มั้นต้องเหมาทั้งสองอย่างแน่นอนอยู่แล้วสิฟะเยลโล่) ”
ในตอนนั้นเองที่ฉันได้ยินเ้าพวกผู้ชายคุยเื่ตูด ๆ นม ๆ ดังมาจากทางด้านหลัง
พวกผู้ชายนี่นะ…
“ดูเหมือนว่าลี่จะสบายดีสินะ? ที่มาเยี่ยมกลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แค่ว่าจะมากระจายข่าวนะ”
“กระจายข่าวหรือดอง? ”
มีเื่อะไรเกิดขึ้นอย่างงั้นหรือ?
“เนื่องจากการฝึกภาคสนามถูกสั่งห้ามใช้เครื่องสื่อสาร แถมอยู่ ๆ เครื่องกระจายเสียงที่ติดตั้งเอาไว้ยังถูกใครไม่รู้ทำลายทิ้งไป ศาสตราจารย์ฮอร์เนสเลยฝากให้ฉันกับพี่ชายมาช่วยกันกระจายข่าวนะ”
“แล้วตกลงมีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือดอง? ”
“การเรียนภาคสนามถูกยกเลิก กิจกรรมนอกห้องเรียนถูกยกเลิก มีตัวอันตรายอยู่ในรั้วโรงเรียน ขอให้นักเรียนทุกคนรีบกลับบ้านหลังเรียนเสร็จในทันที นี่คือสิ่งที่ทางโรงเรียนประกาศเอาไว้เมื่อสองวันที่แล้ว ฉันเองก็พึ่งจะได้รับข่าวเมื่อวานนี้เอง มีเพียงแค่แผนกการทหารนี่แหละ ที่มาอยู่ในป่าตอนที่เขาประกาศออกมา เลยไม่รู้กันนะ”
มีตัวอันตรายอยู่ในป่าอย่างงั้นหรือ?
“ป่าที่มีแต่โกเลมสำหรับฝึกแบบนี้เนี่ยนะจะอัน---”
ในตอนนั้นเองที่ฉันได้ตระหนักคิดขึ้นมาได้
ว่าไอบทพูดพวกนี้คือการปักธงเื่วุ่นวายชั้นยอดเลยไม่ใช่เรอะ?
“---เอาเป็ว่ารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะดอง”
ดังนั้นฉันจึงรีบตัดบทแล้วเสนอให้ทุกคนเก็บข้าวของในทันที
ฉันไม่อยากเจอเื่วุ่นวายหรอกนะดอง
พวกเราใช้เวลาราวสิบนาทีกับการเคลียร์พื้นที่จนสะอาด
เก็บเต็นท์ผ้าใบและกลบร่องรอยของการตั้งแคมป์จนไม่เหลือ
ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีผู้มาพักอาศัยมาก่อน
“ถ้าอย่างงั้นฉันขอแยกตัวไปกระจายข่าวให้กับกลุ่มอื่นต่อนะ”
“ระวังตัวด้วยละ ดอง~”
ดิวซ์กล่าวอำลาพร้อมกับหายตัวไปในเงามืดของป่าโดยไม่ทิ้งแม้แต่เสียงของสายลม
“พวกเราเองก็รีบออกจากป่า---”
“กรี๊ดดดดดดดดดด! ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงกรีดร้องของดิวซ์ดังลั่นไปทั่ว
“ดิวซ์! ”
คนที่ออกตัววิ่งไปก่อนใครคือเ้าโฮป
เขาวิ่งออกไปข้างหน้าพร้อมกับตรีศูลที่ถือเอาไว้อยู่ในมือข้างซ้าย
ปลายแหลมทั้งสามเริ่มเรืองแสงสีฟ้าพร้อมกับแผ่รังสีแสงพุ่งตรงออกไปข้างหน้า
ลำแสงที่ยื่นยาวออกจากปลายตรีศูลได้กลายเป็คมมีดกรีดผิวต้นไม้ที่ขวางเส้นทาง
ใช่แล้ว ตรีศูลสำหรับฝึกนั้นไม่ใช่ตรีศูลธรรมดา แต่มันคือปืนที่มีรูปร่างเป็ตรีศูลต่างหาก
เนื่องจากไม่จำเป็ต้องออกแบบให้พึ่งพาลูกะุปืน และไม่จำเป็ต้องออกแบบวัสดุหุ้มสำหรับควบคุมทิศทางของการแผ่รังสีแสง ดังนั้นส่วนปลายที่จะใช้ในการยิงคลื่นรังสีแสงจะเป็รูปร่างอะไรก็ได้ ตามแต่ที่ผู้ออกแบบ้า
ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาใช้เทคโนโลยีอะไรในการควบคุมทิศทางการยิงคลื่นรังสีให้มีอิสระตามความคิดของผู้ใช้งานได้แบบนี้ แต่เ้าอาวุธสำหรับการฝึกซ้อมเล่มนั้น มันถือว่ามีอานุภาพที่รุนแรงพอจะล้มต้นไม้หรือทำให้คนาเ็จนเป็พิการได้เลยละ
“โฮป! รอพรรคพวกก่อนสิ! ปิว~! ”
เยลโล่รีบบินผ่านแมกไม้ตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
ในมือทั้งสองข้างของเขาได้เตรียมแหวนเวทมนตร์เหมือนอย่างที่พรุนสวมใส่เอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ฉันกับคนอื่นรีบตามพวกเขาทั้งสองคนไปเช่นกัน
และในอีกห้านาทีต่อมา พวกเราก็ได้มาถึงสถานที่เกิดเหตุ
ตรงหน้าของพวกเรานั้นได้กลายเป็ทะเลเืไปแล้ว
มีนักเรียนปีหนึ่งเหมือนอย่างพวกเราที่สวมชุดคลุมสีเทาจำนวนเจ็ดคนกำลังนอนจมกองเือยู่ตรงหน้าปากถ้ำขนาดเล็ก
ห้าคนเป็เผ่ามนุษย์และมีสองคนเป็เผ่ามนุษย์นก
พวกเขายังคงมีลมหายใจ แต่ถ้าปล่อยเอาไว้โดยไม่ช่วย มันอาจจะสายเกินแก้ได้
และคนที่กำลังต่อสู้ด้วยกริชยาวหนึ่งเมตรเพื่อปกป้องทุกคนก็คือดิวซ์
ร่างกายซีกซ้ายของเธอนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลสด
แขนซ้ายของเธอได้ขาดกระเด็นหายไปอยู่ในมือขวาของอสูรร้ายตรงหน้า
อสูรร้ายที่สวมชุดนักเรียนสีเทา
อสูรที่มีขนสีทองทั้งตัว มีดวงตาสีแดงฉาน และมีเขี้ยวที่หักลงไปข้างหนึ่ง
เ้า [ปีศาจ] ตามข่าวลือตัวนั้น
ใช่แล้ว มันน่าจะเป็เ้าตัวเดียวกับที่ฉันเจอในห้องเก็บจารึกเกียรติยศในวันนั้น
แต่วันนี้มันดูแตกต่างออกไป
“...”
แววตาของมันไม่ได้ดูหิวกระหายไร้สติเหมือนกับเมื่อวันก่อน
มันเป็แววตาที่ดูสงบเยือกเย็นจนแทบทำให้รู้สึกหนาวไปถึงขั้วกระดูกสันหลัง
มันไม่ได้ยืนสี่ขาเหมือนอสูรทั่วไป แต่มันยืนสองขาและใช้สองแขนถืออาวุธที่ดูคล้ายกับดาบโบราณ
เป็ดาบโลหะผสมที่มีสีขาวสะอาดซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
เ้าปีศาจร้ายมันหันมามองทางพวกฉันทีหนึ่ง ก่อนจะปล่อยแขนซ้ายของดิวซ์ทิ้งลงไปที่พื้น
มันทิ้งลงไปราวกับไม่ได้สนใจที่จะเก็บเอาไว้กินในภายหลัง
“ลี่!? พวกนายมาที่นี่ทำไม! รีบหนีไปตามอาจารย์ก่อน! เ้านี่มันใช้อาวุธเป็! มันมีสติปัญญา อย่าไปสู้---”
เสียงของดิวซ์ที่กำลังส่งเสียงเตือนพวกเราได้ขาดหายไปกลางคัน
เพราะว่าคอหอยของเธอได้ถูกปลายดาบสีขาวฟันขาดไปแล้ว
เืจำนวนมากไหลบ่าทะลักออกมาจากลำคอของเธอ
แววตาของเธอที่จับจ้องมาทางฉันคือแววตาของคนที่กำลังจะหมดลมหายใจ
ร่างของเธอที่กำลังร่วงหล่นตรงหน้าได้ถูกถ่ายทอดผ่านเข้ามาในสายตาคู่นี้ของฉัน
ก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงและนิ่งไม่เคลื่อนไหวอีก
ไม่จริงใช่มั้ยดอง?
เมื่อกี้นี้ฉันพึ่งจะคุยเล่นสนุกกับเธอไปเองนะดอง?
พึ่งจะแนะนำตัวให้กับเพื่อนใหม่ได้รู้จักกันเองนะดอง?
แล้วทำไม…ถึงเกิดเื่แบบนี้ได้ละดอง?
ฉัน...ไม่เข้าใจ...
“ตั้งสติหน่อยค่ะคุณลี่ ดูเหมือนว่าศัตรูจะไม่คิดปล่อยให้พวกเราหนีไปได้นะคะ”
“พรุน...”
สตรีเผ่าั์เดินเข้ามาพูดเตือนสติฉันอย่างเยือกเย็น
ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่เวลาจะมามัวตื่นตระหนกนะดอง
ถ้าหากว่าอยากเป็อย่างวีรบุรุษบานา ฉันจะมามัวตื่นตระหนกแบบนี้ไม่ได้
อีกอย่าง ใช่ว่าดิวซ์จะตายไปแล้วเสียหน่อย
ถ้าหากว่าสมองยังไม่ตาย ฉันก็พอที่จะใช้พลังเวทมนตร์ของตัวเองผ่าตัดเชื่อมประสาท เชื่อมเส้นเื และสร้างเซลล์ที่ตายให้กลับมาบางส่วนได้อยู่แล้ว
ท่านแม่กับท่านพ่อได้สอนวิชาแพทย์เวทมนตร์เบื้องต้นให้แล้วไม่ใช่หรือยังไงดอง?
ปกติสมองของมนุษย์ที่ขาดเืจะตายภายใน 4-8 นาที
แต่ใช่ว่าจะปล่อยให้รักษาช้าได้
เพราะยิ่งรักษาช้าโอกาสที่สมองจะตายหรือพิการไปก็ยิ่งเป็ไปได้สูง
ถ้าเป็แบบนั้น ต่อให้กู้ร่างกายกลับมาได้ แต่ชีวิตของสมองจะไม่มีวันกลับมาได้
สรุปคือฉันควรเข้าไปให้ถึงตัวเธอและรีบรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พรุนขอแหวนเวทมนตร์! โฮป พรุนกับ ไฮเจนซันไฟล์ ฝากถ่วงเวลามันหน่อย แฟต ฝากสนับสนุนการจับตำแหน่งศัตรู ส่วนเยลโล่กับฉันจะหาทางช่วยชีวิตดิวซ์เองดอง! ”
ฉันจะไม่ปล่อยให้ดิวซ์ตายเด็ดขาด
ไม่มีวัน