บทที่ 20 หนึ่งพันตำลึง (รีไรต์)
“สิบวันหอม”
เมื่อได้ยินหลี่อันเอ่ยเช่นนั้น คนในตระกูลฉินต่างพากันใจหาย
สิบวันหอม เพียงได้ยินชื่อก็รู้สึกถึงอันตรายแล้ว
“ท่านหมอ หลานทั้งสองของข้าไม่เป็อันใดมากใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล
หลี่อันเบิกตากว้าง “จะไม่เป็อันใดมากได้อย่างไร พวกเขาทั้งสองโดนสิบวันหอมเข้าไปแล้ว”
“เช่นนั้น...”
บัดนี้แม่เฒ่าฉินรู้สึกหวาดหวั่น สิบวันหอมสิ่งนี้คือสิ่งใดกัน นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
ไม่ใช่เพียงแม่เฒ่าฉินเท่านั้น บรรดาคนอื่น ๆ ต่างหวาดกลัวไปด้วย พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งนี้เช่นกัน
แม้แต่ตำราแพทย์ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ก็ไม่มีบันทึกไว้
ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็จมอยู่กับความกังวลและหวาดกลัว
มีเพียงฉินเยาเยาที่จ้องมองหลี่อันด้วยสายตาที่แฝงความหมาย
ตอนแรกที่นางได้ยินว่าพี่ทั้งสองคนถูกวางยาก็ใ แต่เมื่อเห็นมุมปากของหมอเฒ่าผู้นี้กระตุกยิ้มเล็ก ๆ นางก็โกรธขึ้นมาทันที
ที่แท้ตาแก่ผู้นี้ กล้าเล่นตลกกับพวกเขา!
“อ๊ะ!”
ฉินเยาเยาส่งเสียงอย่างขุ่นเคือง
ตาแก่ผู้นี้กล้าเล่นตลกกับท่านย่าของนาง แล้วยังมีท่านพ่ออีก ดูสินางจะด่าตาแก่ผู้นี้ให้ตายไปเลย!
“อ๊ะ ๆ ๆ อี๊!”
ฉินเยาเยารู้สึกว่าการด่ายังไม่สาแก่ใจ นางจึงพ่นน้ำลายออกมาจากปากเล็ก ๆ
“โอ๋ ๆ ๆ เด็กดีของย่า เป็อันใดไปหรือ”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเป็แบบนี้ครั้งแรก จึงรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
ั้แ่หลานสาวคนนี้เกิดมาก็เป็เด็กดี ไม่งอแง แม้แต่ตอนกลางคืนก็ไม่ร้องขอกินนม เชื่อฟังจนไม่เหมือนเด็กอายุไม่ถึงเดือน
แต่วันนี้เป็อันใดไป
นางไม่เข้าใจการกระทำของหลานสาวเอาเสียเลย
ทำไมนางถึงรู้สึกว่าหลานสาวกำลังด่าคนอยู่
หลี่อันที่อยู่ด้านข้างมองออก เขาหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
“ฮ่า ๆ ท่านแม่เฒ่า เด็กคนนี้รู้จักปกป้องคนในครอบครัวเสียด้วย”
“หืม” แม่เฒ่าฉินยิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก
“หมอหลี่ หลานชายของข้าเป็อันใดกันแน่ ท่านพูดมาเถิด ข้ารับได้”
หลี่อันยิ้มพลางลูบเครา “ท่านแม่เฒ่าโปรดวางใจเถิด พวกเขาแค่โดนยาสลบเท่านั้น นอนหลับอีกหลายวันก็หายดี”
“อะไรนะ! ยังต้องนอนอีกหลายวันหรือ พวกเขานอนไปสามวันแล้วนะเ้าคะ นอนต่ออีกจะไม่เป็อันใดจริง ๆ หรือเ้าคะ” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล “ท่านหมอพอจะมียาที่ช่วยให้พวกเขาฟื้นเร็วขึ้นบ้างหรือไม่เ้าคะ”
“ยาสลบชนิดนี้ไม่มีทางแก้ ต้องรอให้ฤทธิ์ยาหมดไปเอง”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่ายาสลบนี้ไม่มีทางแก้” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามอย่างสงสัย
หลี่อันเอามือลูบจมูกอย่างรู้สึกผิด ไม่ยอมตอบคำถามนี้
จะให้เขาตอบได้อย่างไรเล่า ก็ในเมื่อยาสลบนี้ เขาเป็คนคิดค้นขึ้นมาเอง ตอนที่้าหนีออกจากวังหลวงที่แสนโหดร้ายนั่น
แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่สองปีกว่า แต่ก็ไม่สามารถคิดค้นยาแก้พิษได้สักที
“เอาล่ะ กลับไปดูแลให้ดี ๆ ก็แล้วกัน สักสามวันพวกเขาก็จะฟื้นแล้ว”
หลี่อันโบกมือไล่แขกด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
แต่ฉินเยาเยากลับมองเห็นความรู้สึกผิดบนใบหน้าของเขา
เมื่อหลี่อันมีท่าทีเช่นนั้น เฉินฮั่นหลินจึงรีบลุกขึ้น ยกมือคำนับ “หมอหลี่ พี่สี่ของข้ายังมีสมุนไพรที่อยากให้ท่านช่วยดูให้หน่อยขอรับ”
เฉินฮั่นหลินไม่ชอบนิสัยหยิ่งยโสของหลี่อัน แต่หลี่อันผู้นี้มีฝีมือสูงส่ง ประกอบกับภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา และเป็สหายเก่ากับท่านปู่ของเขา เขาจึงต้องให้ความเคารพ
“โอ้ สมุนไพรหรือ”
ทันใดนั้น หลี่อันก็ดูสนใจขึ้นมาทันที
“เกิดภัยแล้งเช่นนี้ ยังมีคนขายสมุนไพรอีกหรือ ตอนนี้ใครก็ตามที่ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรได้ ต่างก็เก็บไว้รักษาตนเอง ยาหลายชนิดในโรงหมอจี้เซิงถังก็ขาดตลาด”
“พวกท่านมีสมุนไพรอะไรจะขายงั้นหรือ”
เขากวาดตามองทุกคนในตระกูลฉิน ทว่าไม่เห็นห่อหรือกระสอบ จึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ดูท่าครอบครัวนี้คงเหมือนกับคนก่อน ๆ ที่้าหนีค่ารักษา จึงแสร้งบอกว่ามีสมุนไพรจะขาย บอกว่าจะนำมาให้ในวันพรุ่งนี้ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเลย
แท้จริงแล้ว วันพรุ่งนี้ที่พวกเขากล่าวถึงนั้นไม่มีวันมาถึง
หรือพวกเขาก็มาหลอกลวงเช่นกัน
เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของหลี่อันจึงเผยความเ็าออกมาเล็กน้อย
“หมอหลี่ ข้าเอาโสมมาจากบ้าน ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อย ราคาไม่ต้องสูงมาก ขอแค่ราคาที่เหมาะสมก็พอ”
แม่เฒ่าฉินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สีแดงขนาดใหญ่พลางอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขนและกล่าวขึ้น
นางรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว สองขายกขึ้นไขว่ห้างโดยไม่รู้ตัว
ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนได้ยินท่านย่าเอ่ยเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงใส
ท่านย่าของนางช่างน่ารักยิ่งนัก บอกว่าราคาไม่ต้องสูง ขอแค่ราคาที่เหมาะสมก็พอ
ท่านย่าแค่ไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่า ยิ่งแพงยิ่งดี
หลี่อันเห็นโสมที่แม่เฒ่าฉินหยิบออกมา ดวงตาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที
เขารับโสมมาถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“นี่มัน...โสมนี้มีอายุร้อยกว่าปี! หาได้ยากยิ่งนัก ท่านแม่เฒ่าจะขายจริงหรือ?!”
เฉินฮั่นหลินเห็นโสมก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เขาจ้องมองฉินเหล่าซื่ออย่างมีความหมาย “พี่สี่ ท่านนี่นะ มีโสมร้อยปีก็ไม่ยอมบอก ข้าจะได้ซื้อไว้เอง”
“เ้าเด็กบ้านี่ อยากแย่งข้างั้นหรือ ไม่มีทาง!”
หลี่อันกอดโสมไว้ในอ้อมแขน จ้องเขม็งพร้อมกับลูบเคราไปด้วย
“ท่านแม่เฒ่า โสมนี้ โรงหมอจี้เซิงถัง ให้ราคาแปดร้อยตำลึง ท่านเห็นเป็อย่างไร”
ราคาที่เขาเสนอนั้นนับว่าไม่น้อย แม้จะเป็โสมร้อยปี แต่ร้านขายยาก็ต้องแสวงหากำไร
ดังนั้นราคาที่รับซื้อจึงต้องต่ำกว่าราคาขาย
โดยปกติแล้ว โสมร้อยปีเช่นนี้มีราคาประมาณห้าร้อยตำลึง แต่ตอนนี้อยู่ใน่ภัยแล้ง แม้แต่สมุนไพรธรรมดายังหายาก โสมนี้จึงมีราคาเช่นนี้
เฉินฮั่นหลินพยักหน้าให้กับแม่เฒ่าฉิน ราคาเช่นนี้ขายได้
“อ้ะ แงง~”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังจะพยักหน้าตกลง ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนกลับร้องไห้ออกมา
แม่เฒ่าฉินจึงรีบปลอบ “โอ๋ ๆ ๆ หลานรักของย่า เป็อะไรไปหรือ”
ไม่ว่าแม่เฒ่าฉินจะปลอบอย่างไรก็ไร้ผล เมื่อเห็นหลานสาวยังคงร้องไห้อยู่ แม่เฒ่าฉินก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“พวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าขอตัวพาหลานออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย เห็นทีหนูน้อยคงจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ภายในห้องนี้แล้ว”
กล่าวจบก็อุ้มฉินเยาเยาออกไปข้างนอก
“เด็กดี เ้าคิดว่าราคาที่ขายไปมันต่ำเกินไปงั้นหรือ”
ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ตอบกลับ
แน่นอนว่ามันต่ำเกินไป โสมในมิติของนางราคาต้องราคามากกว่านี้
“เช่นนั้น เ้าคิดว่าควรจะขายราคาเท่าใด”
“แอ้!”
ฉินเยาเยายกอุ้งมือป้อม ๆ ของตนขึ้นสองข้าง
แม่เฒ่าฉินมองดูมือของหลานสาวที่ชูขึ้นมาในทันทีก็เข้าใจความหมาย
หลานสาวของนางหมายถึงให้ตั้งราคาขายที่หนึ่งพันตำลึง!
ทว่าในใจของแม่เฒ่าฉินก็ลังเล ผู้นี้เป็หลานสาวของนาง นางย่อมรู้มูลค่าของโสมนี้ แต่มูลค่าแปดร้อยตำลึงก็ไม่น้อยเลย
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าวว่า “ฟังหลานสาวดีกว่า ขึ้นราคาไปเลย ถ้าไม่รับก็ค่อยไปขายร้านอื่น!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางจึงอุ้มฉินเยาเยากลับไปยังชั้นสองและเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “โบราณว่าไว้ โสมเจ็ดตำลึงเป็โสม โสมแปดตำลึงเป็สมบัติ*[1] โสมนี้มีน้ำหนักเกินแปดตำลึงแล้ว แปดร้อยตำลึงคงขายยากหน่อย”
หลี่อันมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ผู้ที่รู้ว่าโสมเจ็ดตำลึงเป็โสม โสมแปดตำลึงเป็สมบัตินั้น แสดงว่าแม่เฒ่าผู้นี้เป็ผู้ที่รู้จักของมีค่าดี เขาจึงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นแล้ว ท่านแม่เฒ่า้าขายเท่าใดหรือ?”
“หนึ่งพันตำลึง!”
[1] โสมเจ็ดตำลึงเป็โสม โสมแปดตำลึงเป็สมบัติ (人参七两为参,八两为宝) ใช้เปรียบเปรยถึงคุณค่าของโสมที่เพิ่มขึ้นตามน้ำหนัก ยิ่งโสมมีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เปรียบเสมือนกับสมบัติ