นุยืนมองหน้าหนังสือพิมพ์อยู่นานในหัวมีแต่ความคิดและคำถามอยู่เต็มหัว ตัวเลขที่เสื้อมันซ้ำกันได้หรือเปล่านะ?มีใครที่มาทำงานแทนแล้วเอาเสื้อของป้าสีดามาใส่หรือเปล่า?
“บอกแล้วไงว่าข้าเห็นผี”เสียงลุงเชิดพูดออกมาทำลายความเงียบ ตอนนี้ป้าเจียมเดินไปทำงานของแกแล้ว
“ลุงหมายความว่ายังไง?” หันมาถาม
“ก็ข้าเห็นนางสีดามันยืนมองเอ็งอยู่ตรงฝากนู่นถ้าเอ็งไม่ได้คุยกับมัน มันจะมามองเอ็งทำไม?”ลุงเชิดตอบ
นุไม่ได้ตอบสิ่งใดลุงเชิดเลยพูดต่อไปว่า
“ิญญานะที่ไม่ไปไหนก็เพราะยังมีเื่ค้างคากันทั้งนั้นแหละแม้แต่พวกที่นอนหลับตายไปอย่างสงบๆก็เถอะ ถ้าตอนนั้นของชีวิตมาถึงถึงแม้จะแค่เสี้ยววินาทีก็เถอะ ถ้าหามีเื่ค้างคาผุดขึ้นมาข้าเห็นมานักต่อนักแล้ว ไม่ไปไหนแน่นอน”
ลุงเชิดพูดเหมือนแกรู้เื่แบบนี้อย่างลึกซึ้งสายตาที่แกมองมาที่เขาเปลี่ยนไป ถึงแม้จะเป็ดวงตาคู่เดิม แต่ตอนนี้มันกลับดูจริงจังจนทำให้บุคลิกของแกเปลี่ยนไปอย่างสินเชิง
“ลุงครับผมถามจริงๆนะ ที่ลุงพูดตอนหัวค่ำ มันหมายความว่ายังไงครับผมไม่เข้าใจ”ชายหนุ่มยากที่จะเก็บความสงสัยใจในเขาอยู่แล้วตอนนี้
“มันเป็เื่ของใครของมันข้าจะบอกเอ็งหมดก็จะกลายเป็แกว่งเท้าหาเสี้ยนเอาอีก”ลุงเชิดตอบ
“ลุงพูดเหมือนลุงรู้อนาคต?”นุถามซ้ำ
“ใครมันจะไปรู้อนาคตได้ว่ะ! ของแบบนั้นข้าไม่เชื่อหรอกมีแต่เดากันทั้งนั้นแหละ”ชายวัยกลายคนตอบ พลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะพูดต่อว่า“แม่หนูเกดคงจะบอกอะไรเอ็งล่ะสิถึงได้คิดว่าข้าเห็นนู่นเห็นนี่ทำตัวเป็หมอดูเที่ยวทักคนนู่นคนนี้ ข้าจะบอกเลยนะไอ้ที่ชอบมีคนบอกว่า เห็นอนาคตกับความบังเอิญน่ะ มันไม่จริงหรอกถึงจะจริงก็แค่ส่วนเดียว มันคือกรรมล้วน ๆ ที่เหลือก็คิดกันไปเองทั้งนั้น ...นิมนต์ครับหลวงพ่อ”
ทั้งสามบรรจงหยิงกับข้าวบนโต๊ะใส่บาตรจากอย่างสำรวมนุหยิบเงินออกจากกระเป๋าสตางค์และวางไว้บนฝาบาตรหลังจากนั้นเสียงสวดให้พรจากพระดังขึ้น เป็สัญญานให้คนในระแวกนั้นเริ่มออกมาเตรียมตัวใส่บาตรน้ำจากขวดรินรดลงไปในแก้วพลาสติกอย่างเหมาะเจาะด้วยความตั้งใจของผู้ในถือขวดน้ำอยู่ทั้งคู่เมื่อเสียงสวดจบลง ป้าเจียมก็รีบเดินไปหยิบไม้กวาดและทำงานของแกอย่างขมีขมันเด็กวัดค่อยๆหยิบถุงแกงและสิ่งอื่นนอกเหนือจากข้าวสวยออกจากบาตร
“พูดอะไรกับใครไว้ทำตามคำพูดด้วยนะโยม เขารออยู่” หลวงพ่อพูดก่อนจะเดินจากไป
“เอาน้ำนี้ไปรดต้นไม้สิต้นอะไรก็ได้ เดี๋ยวลุงจะไปก่อนแล้ว ง่วงว่ะ เอ็งก็กลับบ้านไปหลับไปนอนด้วยนะสภาพนี่ดูไม่ได้เลย ”ลุงเชิดบอก ขณะที่แกเริ่มพับเก็บโต๊ะไว้ที่เดิม แล้วเดินจากไป
นุเดินไปยังต้นไม้ที่ใกล้ที่สุดบริเวณนั้นก่อนที่จะรดลงไป ปกติการทำแบบนี้มันเป็เื่ที่ไร้สาระมากสำหรับเขาถึงแม้ภาพการทำบุญแบบนี้เขาจะเห็นจนชินตา “เราต้องทำบุญเยอะๆนะลูกตายไปจะได้ขึ้น์” ประโยคที่แม่พูดทุกครั้งที่พยายามจะพานุไปทำบุญด้วยแต่อาจจะเพราะความเป็เด็กรุ่นใหม่ประกอบกับความก้าวหน้าของโลกสมัยนี้เลยทำให้ความคิดของเขากับการทำบุญมันออกจะห่างไกลกันมาก
“บุญนี้ผมให้ป้านะ”เพราะอะไรไม่รู้ อยู่ๆเขาก็เอ่ยขึ้นอยากไม่ได้ตั้งใจก่อนที่จะมีเสียงเบาดังมาจากทางด้านหลังว่า “ขอบคุณนะ”
เขารีบหันกลับไปทางต้นเสียงก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆขณะนี้แสงแดดยามเช้าเริ่มทอแสงออกมาแล้วผู้คนเริ่มออกมาดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละคนตาของเขาแสบนอนขึ้นมาเพราะความง่วงจากการที่อดนอนมาทั้งคืนเขาพยุงร่างของตัวเองค่อยๆเดินไปยังป้ายรถเมย์ที่อยู่ใกล้ๆ หากแต่ว่าความรู้สึกของการเดินระยะห้าสิบเมตรของเขาณ ตอนนี้มันดูเหมือนกับว่าทางมันไกลหลายกิโลฯเลยที่เดียวโชคดีที่ป้ายรถเมย์ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีคนมากเท่าใดนักเขาจึงมีที่ให้นั่งพักร่างกายที่เหนื่อยล้าของเขาไม่นานนักรถเมย์ก็เข้ามาจอดตรงป้าย คนต่างพากันแย่งขึ้นรถเพื่อที่จะได้มีที่นั่งนุพยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขาเหลืออยู่ในตอนนี้พยุงร่างกายที่หนักอึ้งของเขาไปหารถแต่ไม่ทันการรถก็ออกจากป้ายก่อน เขายืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นในใจคิดว่านั่งไม่ได้แล้วล่ะ ไม่งั้นอาจจะไม่ทันรถอีกแน่เขาจึงฝืนยืนตัวโยกคลอนอยู่บริเวณนั้น สายตาหลายคู่มองเขาอย่างหวาดหวั่น เสียงซุบซิบนินทาดังมาจากข้างหลังเขา เขาฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่นักแต่จากประโยคที่พอจะเรียบเรียงได้น่าจะนินทาเขาอยู่อย่างแน่นอนก็ไม่ได้แปลกอะไรที่คนสมัยนี้จะกังวลง่ายเมื่อเห็นคนมีท่าทางที่ไม่สบายเพราะสถานการณ์ของโรคระบาดตอนนี้มันก็หนักหนาอยู่และการห้ามคนไม่ให้นินทานั้นก็เป็เื่ที่ทำได้ยากมากเขาอดทนยืนอยู่อย่างนั้นไปได้ประมาณเกือบสิบนาทีก่อนที่จะมีรถคันหนึ่งมาจอดตรงหน้าเขา
เป็รถของคุณพิมนั่นเองเธอลดกระจกลงก่อนที่จะะโออกมาว่า “นุคะ ขึ้นมา” ชายหนุ่มเดินโซซัดโซเซมาเปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งในรถอย่างว่าง่าย
“นี่ยังไม่ได้กลับห้องเลยใช่ไหม?” หญิงสาวเริ่มยิงคำถาม
“ครับ”เขาตอบ เบาะที่นุ่มความเย็นของเครื่องปรับอากาศและกลิ่นหอมของน้ำหอมติดรถทำเอาเขาพร้อมที่จะหลับไปได้เลยในตอนนี้
“อพาร์ทเม้นท์คุณอยู่แถวไหน?เดี๋ยวฉันจะไปส่ง” เธอถาม ก่อนที่จะพูดต่อว่า“วันนี้คุณไม่ต้องมาทำงานก็ได้นะ ฉันให้คุณลา”
“ไม่เป็ไรครับ ผมไหว”เขาโกหก
“ดูสภาพตัวเองก่อนไหมนุ ปักหมุด แล้วนอนไปเลยถึงแล้วเดี๋ยวฉันปลุกคุณเองค่ะ” เธอออกคำสั่ง และยืนโทรศัพท์ของเธอมาให้เขาท่าทางดูจริงจังมาก
เขากดหาชื่อที่อยู่ของตัวเองอย่างเบลอก่อนที่จะยืนโทรศัพท์กลับไปให้เ้านายสาวของตัวเองและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เป็เวลานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ก่อนที่พิมจะเขย่าตัวของนุเบาและเรียกเขาให้ตื่นขึ้น ตอนนี้ฤทธิ์ของแอลกอฮอร์หมดไปแล้วแต่ร่างกายที่ขาดการพักผ่อนของเขาเริ่มงอแงไม่อยากจะลุกออกไปจากเบาะที่แสนสบายของรถคันนี้เท่าไหร่แต่เขาก็ต้องลง
“เดินไหวไหมคะ?” เธอถาม
“ไหวครับไหว ผมอาจจะไปทำงานสายหน่อยนะครับวันนี้” เขาตอบ
“ไม่ต้องมาทำงานก็ได้ค่ะวันนี้ ที่คุณต้องอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะฉัน”พิมตอบ น้ำเสียงดูรู้สึกผิดมาก
“ไหวครับ” เขายิ้มให้เธอ ก่อนที่จะพยายามตั้งสติและลุกออกจากรถไปหากแต่ว่าตอนนี้ร่างกายของเขาไม่สามารถที่จะคงตัวเองให้ยืนได้อีกต่อไปแล้วชายหนุ่มลมลงตรงพุ่มไม้หน้าอพาร์ทเม้นท์ที่เขาอาศัยอยู่หญิงสาวรีบออกมาจากรถก่อนจะตรงเข้ามาประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่ง
“แล้วอย่างนี้บอกจะไปทำงานอีกเหรอ?” หญิงสาวพูดก่อนจะเดินไปหายามที่นั่งอยู่ตรงตู้ยามหน้าอพาร์ทเม้นท์ให้มาช่วยพยุงเขาขึ้นห้อง
ในใจของนุตอนนี้โกรธร่างกายของเขามากเขาไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนขึ้นห้องมาก่อนเลย เพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพที่เขาอยู่พิมและพี่ยามช่วยกันประคองนุให้นอนลงไปอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้เพราะตอนนี้เขาแทบจะไม่ยอมขยับตัวเลย
“ไปหาหมอไหม? หรือจะนอนพัก?” เธอถามตอนนี้เธอนั่งอยู่ข้างๆที่นอนของเขา
“ขอนอนสักพักนะครับ เดี๋ยวจะตื่นไปทำงาน” นุพูดก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป
เขาตื่นขึ้นมาเพราะด้วยแสงแดดของเวลาบ่ายแก่ๆที่ลองส่องหน้าต่างบานเกล็ดเข้ามาแยงเปลือกตาของเขาพร้อมกับเสียงของเพื่อนร่วมอพาร์ทเม้นท์ที่พากันกลับเข้ามาในเคหะสถานที่ทุกคนใช้ในการพักผ่อนกายหลังจากที่ต้องฝ่าฟันกับความเหนื่อยยากของการใช้ชีวิตในเมืองที่แสนจะสุดแสนศิวิไลซ์เมืองนี้นี่ถ้าหากเป็่เวลาปกติคงไม่ได้พบเห็นบรรยากาศแบบนี้เป็แน่หากแต่เพราะการพบปะสังสรรค์กันใน่นี้ดูเหมือนจะเป็การกระทำที่สุ่มเสี่ยงอยู่พอสมควรและสภาพการล้มป่วยจนไปถึงจำนวนของผู้ที่เสียชีวิตที่สื่อทุกช่องทางต่างพากันนำมาเผยแพร่เพื่อเรียกยอดไลค์ก็ดูจะช่วยสร้างความวิตกได้อยู่ไม่น้อยเลยถึงขั้นว่ามีผู้คนที่กลัวจนยอมสละชีวิตเพราะเหตุนี้กันเลยโดยที่พวกเขาเ่าั้อาจจะลืมไปว่า โรคภัยนั้นยังไม่มาถึงตัวเองเลย
ชายหนุ่มลุกขึ้นพลางมองหาโทรศัพท์มือถือของเขาก่อนที่จะพบว่ามันกำลังชาร์จแบตเตอร์รี่อยู่ตรงปลักไฟข้างๆเตียงของเขาเบอร์โทรของทั้งพี่ชัย และ เอกแสดงสายไม่ได้รับอยู่บนหน้าจอไม่ต่ำกว่าสิบสายข้างๆกันนั้นมีข้าวกล่องและยาแผงหนึ่งวางอยู่พร้อมกระดาษแผ่นเล็กๆเขียนไว้ว่า ‘ตื่นมาก็กินข้าวกินยาด้วยนะ และก็ไม่ต้องมาทำงาน นี่เป็คำสั่ง ... พิม’
“พี่นึกว่าเอ็งตายไปแล้ว!?”ประโยคแรกของพี่ชัยดังออกมาจากปลายสาย
“ยังพี่ แต่เมื่อคืนหนักไปหน่อย” เขาตอบ
“ก็ไปกับเอกมันไม่ใช่เหรอ นึกว่ากลับพร้อมกัน” พี่ชัยถาม?
“เอกมันหนีกลับก่อน แต่ผมหารถกลับไม่ได้ก็เลยอยู่แถวหน้าร้านถึงเช้า”เขาตอบ ก่อนจะโยนยาลงคอ แล้วกลืนน้ำตามลงไปอึกใหญ่
“อ้าวเหรอ คราวหลังก็บอกกันก็ได้ พี่จะได้ไปรับ” พี่ชัยพูดก่อนจะตัดบทว่า “ถ้างั้นไม่เป็ไรก็ดีแล้ว พี่วางก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน”
“ครับพี่ สวัสดีครับ” เขาตอบก่อนจะวางสายไป
นุทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง อาการมึนยังคงหลงเหลืออยู่ตอนนี้เขาจ่องมองเพดานที่มีเพียงหลอดไฟให้แสงสว่างอยู่บนนั้น ‘พรุ่งนี้ต้องไปซื้อตั๋วรถกลับแล้วสินะ’ เขาหลับตาคิดถึงสิที่จะต้องทำในวันต่อๆไปและพยายามคิดว่าการกลับบ้านนั้นอาจช่วยเยียวยาความรู้สึกภายในจิตใจที่แสนจะยับเยินของเขาก็ได้แต่แล้วความคิดนั้นก็กลับทำให้เขาคิดว่า เขาคือผู้ที่พ่ายแพ้ต่อความเป็จริงที่ต้องเจอและการกลับบ้านนั้นเป็เพียงการหนีเท่านั้นเอง
“ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดนะพี่” เสียงเล็กๆพูดขึ้น
“แล้วจะทำอย่างไร ปัญหาที่เรามีมันยังไม่ได้แก้นะ”อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ
เป็เสียงของคู่สามีภรรยาที่อาศัยอยู่ที่ห้องติดๆกับเขานั่นเองทั้งคู่พื้นเพเป็ชาวอีสานที่เข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากกะเขาบ้างโดยที่พี่ผู้ชายยึดอาชีพยามในการเลี้ยงชีพของคนทั้งคู่เขาจำได้ว่าเขาเห็นทั้งคู่ย้ายของเข้ามาอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์หลังจากเขาไม่กี่เดือนแต่พักหลังมานี้ มักจะมีคนเข้ามาหาพี่เขาบ่อยๆโดยข่าวซุบซิบนินทาจากคนแถวนั้นบอกว่า ทั้งคู่ไปกู้หนี้นอกระบบมาแต่จะด้วยเหตุผลอะไรพี่เขาถึงเสี่ยงเข้าไปในวงการที่อันตรายเช่นนี้ก็ไม่ทราบได้
“ฉันอยู่ข้างพี่นะ” เสียงของภรรยาดังขึ้น
จะมีอีกสักกี่คนนะที่จะต้องเจอกับปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ปัจจัยต่างๆในปัจจุบันนั้นมันช่างเหมือนกับเป็การบังคับกลายๆให้คนหันมาทำสิ่งที่ผิดเพื่อเอาตัวรอดกันเป็ว่าเล่นหากว่ามีโชคดีสักนิดก็อาจจะผ่านพ้นมันไปได้ แต่ว่าคนเราก็ไม่ได้โชคดีกันไปทุกคนอย่างในหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวลักเล็กขโมยน้อยสิ่งที่ไม่น่าจะขโมยกันก็กลับขึ้นหน้า บางคนก็อาจจะขำขันกับเื่ราวเ่าั้แต่แท้จริงแล้วมันก็คือเื่ตลกร้ายดีๆนี่เอง
กำแพงห้องเช่านั้นไม่ได้อาจจะหนาพอที่จะทนแดดทนฝนได้แต่ก็ไม่ได้หนาพอที่กันเสียงต่างๆที่เพื่อนข้างห้องของนุทำกิจวัตรประจำวันไม่ให้จะลอดเข้ามารบกวนได้เสียงปิดประตูดังขึ้นก่อนที่เสียงสะอื้นไห้ของพี่ผู้หญิงจะเล็ดลอดออกมาในเวลาที่ไม่ห่างกัน
ถนนที่อยู่ข้างหน้าช่างมืดสนิทแสงจากหลอดไฟนีออนนั้นไม่ได้มีแสงสว่างที่มากพอที่จะทำให้สองข้างทางนั้นส่างขึ้นมาได้แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถหยุดการก้าวเดินไปของเขาได้ ถนนนี้ดูคุ้นตามากความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองหากแต่ความคิดนั้นไม่ได้นำพาคำตอบที่จะสามารถอธิบายให้กับเขาว่า“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนด้วย” แต่ถึงกระนั้นร่างกายก็ยังเดินไปสองข้างทางที่มีบ้านคนตอนนี้เริ่มลดลงและเป็ไร่นามาขึ้น เขารู้สึกว่าจุดหมายนั้นได้ใกล้เข้ามามากขึ้นแล้วก่อนที่เขาจะหยุดอยู่ที่ประตูทางเข้าที่ดินแปลงหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนามข้างหน้ามีม้านั่งไม้ตั้งอยู่ ดูจากข้างนอกนั้น ช่างเป็ที่ที่ไม่น่าชวนเข้าไปเลยต้นกฤษณาปลูกอยู่เป็แนวอยู่เต็มพื้นที่ ทำให้ความมืดปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดข้างในพื้นที่ได้ถนัดตานักแล้วยิ่งเป็กลางคืนเช่นนี้แล้วด้วยหากแต่ก็ยังมองเห็นบ้านที่ถูกแสงจันทร์กระทบเด่นอยู่ในใจกลางของพื้นที่ที่ทำให้ดูแล้วขนลุกอยู่ไม่น้อยความรู้สึกที่้าจะย่างกรายเข้าไปนั้น แน่วแน่และเต็มเปี่ยมจนทำให้ชายหนุ่มไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันเขาค่อยๆเอื้อมมือไปผลักประตูไม้ที่ปิดไว้ออกเผยให้เห็นทางเข้าที่มีแนวหญ้าที่ขึ้นรกรุงรังเป็แนวอยู่ทั้งสองข้างทางเมื่อก้าวเดินเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าว ความมืดก็เข้าปกคลุมตัวเขาทันทีเหมือนกับอยู่คนละโลกกับภายนอกประตูที่เขาพึ่งผ่านเข้ามาเขาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อให้พ้นความมืดของแนวต้นไม้สายตามุ่งจ่องอยู่ที่ตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านสะท้อนแสงสีเงินของแสงจันทร์
ตัวบ้านมีลักษณะเป็บ้านไม้สองชั้นชั้นล่างเป็ใต้ถุนสูงเทปูน และมีห้องอยู่ข้างล่างซึ่งดูแล้วเหมือนจะเป็ห้องครัวแต่ตอนนี้เขาความสนใจของเขานั้นอยู่ที่ชั้นสองของบ้านเขาก้าวเท้าขึ้นไปข้างบนบ้านอย่างเชื่องช้า ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมายิ่งก้าวเหยียบบันไดขั้นที่สูงขึ้น หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวแต่ก็ต้องรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่อมองไปที่ประตูที่อยู่ตรงหน้าแม่กุญแจตัวใหญ่คล้องไว้กับโซ่ที่บ้านประตู เสียงไก่ขันดังแว่วมาแต่ไกลบ่งบอกให้เขารู้ว่าเวลาในการผจญภัยนี้หมดลงแล้วตอนนี้เขาต้องหมุนตัวกลับแล้วเดินลงบันไดไปแต่ภายในใจกลับรู้สึกค้างคาใจเป็อย่างมาก ‘ยังเตรียมตัวไม่พร้อม’ เขาคิด แต่ก่อนที่จะก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็เหมือนมีอะไรมากระแทกเข้าที่ด้านหลังทำให้เขาล้มลงกระแทกกับพื้นอย่างแรง ชายหนุ่มนอนตัวงอด้วยความเ็ปก่อนที่จะเหลือบไปเห็นเงาร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูที่ก่อนหน้านี้มันได้ล็อคไว้แสงสลัวทำให้เขาไม่สามารถเห็นร่างนั้นได้อย่างชัดเจนมากแต่ก็พอที่จะรู้ว่าเป็ร่างของผู้หญิง ร่างนั้นค่อยยกมือขึ้นและชี้มาทางเขามือที่ผ่านออกมาจากความมืดของประตูเผยให้เห็นมืออันขาวซีด และ มีริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนที่ประตูจะปิดอย่างแรง ชายหนุ่มรีบวิ่งไปยังถนนที่ทอดยาวสู่ประตูแต่ก่อนที่เขาจะเข้าสู่แนวของต้นกฤษณา ความอยากรู้อยากเห็นก็นำสายตาของเขาให้กลับไปดูตัวบ้านอีกครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกกลัวขึ้นมาอีกครั้งเพราะตอนนี้ประตูของชั้นสองได้มีกุญแจคล้องกับโซ่ไว้อยู่เช่นเดิมเขาหันหน้ากลับแล้วรีบวิ่งอย่างเต็มฝีเท้าไปยังประตูเพื่อที่จะได้ออกไปจากที่ที่น่ากลัวแห่งนี้เสียทีอีกประมาณไม่กี่ก้าวเท่านั้น เขาจะได้ออกไปจากที่ที่น่ากลัวแห่งนี้แล้วแต่แล้วเท้าของเขาก็สะดุดกับอะไรบางอย่าง ทำให้เขาล้มอีกครั้งร่างของเขากลิ้งผ่านประตูของบ้านสวนนี้ออกไปสู่ถนนภายใต้ความเ็ปนั้นเขากลับรู้สึกยินดีที่ออกมาจากที่น่ากลัวแห่งนั้นได้ ‘รอดแล้ว’ เขาคิด เริ่มมีแสงเรืองรองส่องออกมาจากที่เส้นขอบฟ้าแล้วแต่เมื่อลุกขึ้นได้ ชายหนุ่มกลับต้องใเพราะภาพที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คือมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งมองดูแล้วมีลักษณะคล้ายมือกำลังคลำอยู่ตรงบริเวณที่เขาพึ่งผ่านออกมาท่อนแขนที่ยาวกว่าสี่เมตรโผล่ออกมาจากเงามืดของต้นไม้ที่แสงยังลอดผ่านไม่ถึง
นุผุดลุกขึ้นจากเตียงเขากลับมาอยู่ในบรรยากาศห้องของเขาอีกครั้ง เหงื่อโทรมกายหน้าต่างของห้องพักเผยให้เห็นแสงเรืองๆอยู่ที่เส้นขอบฟ้า “ฝันไปเหรอไงนะ”เขาพูดกับตัวเอง ก่อนที่จะลุกขึ้นไปและเดินเข้าไปในห้องน้ำน่าแปลกที่ความเ็ปจากความฝันนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะที่ขา อย่างกับว่าตัวเขาพึ่งได้ไปล้มลุกคลุกคลานมาจริงๆ
“ตื่นสายรึไงพี่ ปกติมาเร็วกว่านี้นะ”นิดที่กำลังจัดโต๊ะอยู่ แซวเขามาจากมุมหนึ่งของร้าน
“ฮ่า ฮ่า นอนเพลินไปหน่อยนะ” นุตอบ
“ทำไมเดินกะเผลกแบบนั้นหล่ะพี่นุ” นิดถามอีกครั้งพลางเช็ดโต๊ะตัวที่พึ่งจัดไปด้วย
“เออ ก็ไม่รู้สิ ตื่นมามันก็ปวดๆนะ”นุตอบ ขณะเดินเข้ามาช่วยนิดจัดโต๊ะที่เหลือ
“ไม่ได้ไปทำไรมาแล้วจะเจ็บได้ไงหล่ะพี่ งั้นพี่ควรไปหาหมอนะ” เธอพูด
“เดี๋ยวบ่ายนี้จะไปจองตั๋วรถแล้วค่อยแวะไปคลินิกแล้วกัน”นุตอบไปแบบ มือก็พลางยกเก้าอี้ลงจากโต๊ะ “เอ่อ พี่ถามหน่อยเคยฝันอะไรที่แบบเหมือนจริงมาก แล้วพอตื่นขึ้นมาเราก็มีอาการนั้นจริงๆไหม?”
“ฝันว่าหกล้มรึไงพี่”นิดกลับมาถามพลางหัวเราะร่า
“ประมาณนั้น” นุตอบ ในใจเริ่มคิดว่าไม่น่าถามเลย
“ปกติไม่เห็นสนใจเื่พวกนี้ไม่ใช่เหรอพี่? อะไรเข้าสิงพี่เปล่าเนี่ย?” นิดแซวแต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของนุเธอก็พูดต่อไปว่า “ก็ไม่รู้นะพี่แต่ยายหนูเคยบอกว่าบางทีความฝันของคนเราก็มีผลนะเหมือนตอนที่เราฝันว่าเข้าห้องน้ำอยู่ไง”
มันก็อาจจะจริงที่ว่าในขณะที่เขาฝันอยู่นั้นเขาอาจจะละเมอพลิกตัวไปมาทำให้ร่างกายไปกระทบจนทำให้เขาเจ็บตัวก็ได้เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาเลยไล่ความคิดเกี่ยวกับความฝันออกไปแล้วเริ่มจัดเตรียมร้านต่อ
ทุกๆวินาทีของร้านนั้นค่อยๆผ่านไปแบบเงียบเชียบวันนี้พี่ชัยได้นำป้ายไปติดแจ้งวันปิดทำการไปตั้งไว้ตรงหน้าร้านแล้วทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้งานซึ่งส่วนใหญ่เป็ก็ลูกค้าขาประจำนั่นแหละต่างพากันถามไถ่
“วันนี้ลุงสวนก็ยังไม่มาเหรอครับ?” เอกถามชัย
“นั่นสิ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันต้องถามคุณพิมนะ เพราะแกโทรไปลากับคุณพิมโดยตรง” ชัยตอบขณะพยายามจัดป้ายให้เข้าที่ “แต่เห็นว่าเมียแกไม่สบายนะ เลยต้องลาไปดูแล”
“อ้าวเหรอแล้วแกพาเมียแกไปรักษาตัวที่โรง’บาลไหน?่นี้หาห้องพักรักษาตัวยากจะตายไป” เอกถามด้วยความอยากรู้
“พี่ก็ไม่รู้นะ ติดต่อแกไม่ได้เลย”ชัยตอบ
“แกอาจจะไม่อยากให้เราไปเยี่ยมก็ได้พี่”นุเสริมขึ้นมา
“นั่นสินะ ว่าแต่ขาไปโดนไรมานะนุเห็นเดินกะเผลกมาั้แ่เช้าแล้ว” ชัยถามด้วยความเป็ห่วง
“แกฝันว่าหกล้มนะพี่ชัย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”นิดพูดออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ที่ประจำของเธอ
“เฮ้ย น่าไปทำบุญนะนุนะแบบนี้”ชัยพูดทำสีหน้าจริงจัง
“ก่อนไปทำบุญไปหาหมอก่อนแล้วกันนะพี่ชัย”นุตอบ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกับที่ชัยยืนอยู่ และ พูดต่อไปว่า“ไม่รู้ทำไม เหมือนมันจะเจ็บขึ้นมากกว่าเดิมอีก”นุตอบพลางบีบนวดบริเวณที่เจ็บไปด้วย
ชัยมองดูเขาอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นว่า“เดี๋ยวนะนุ พี่ขอดูหน่อย” ชัยนั่งลงแล้วถลกขากางเกงของนุขึ้นมันเผยให้เห็นรอยช้ำเป็จุดใหญ่ ยาวรอบบริเวณข้อเท้าของนุบริเวณที่ช้ำนั้นมีแผลถลอกเล็กๆขึ้นอยู่เต็ม
“พี่ว่าเอ็งควรไปทำบุญก่อนไปหาหมอจริงๆแล้วหล่ะ”ชัยพูด
เอกกับนิดรีบเดินเข้ามาดูรอยแผลของนุก่อนที่นิดจะพูขึ้นว่า “หนูว่ารอยมันเหมือนมือคนเลยนะพี่”
“คิดมากน่า” นุตอบไปแบบส่งๆแต่เมื่อเห็นรอยแบบนี้ใจเขาก็เริ่มหวั่นๆขึ้นมาเหมือนกัน
“ผมก็ว่าเหมือนนะพี่นุ”เอกเสริมขึ้นมาอีกคน
“ตกลงๆ ก็ได้ๆ เดี๋ยวบ่ายนี้ตอนไปจองตั๋วรถจะแวะไปหาหมอเลยแล้วกันแล้วถ้าทันนะ ย้ำว่าถ้าทันจะแวะไปทำบุญด้วย พอใจกันรึยังทุกคน” นุพูดไปอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบาง
“ป้าว่านุควรจะไปให้ทั้งพระทั้งหมอเขาดูให้นั้นแหละถูกแล้วยิ่งตัวเองยังคิดหาสาเหตุไม่ได้แบบนี้แล้ว มันก็น่าสงสัยอยู่ไม่ใช่หรือ? อายุก็ใกล้จะเบญจเพสแล้วด้วย”ป้าสายใจพูดขณะเดินยกถุงดำใบใหญ่ออกมาจากในครัวออกมาโดยมีมดและจิ๊บช่วยกันถือเดินตามออกมาอีกคนละถุง
“ครับป้า” นุตอบไปความวิตกพุ่งแทรกอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาอาจจะเพราะป้าสายใจปกติแล้วแกจะไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก เลยทำให้การพูดเตือนของแกแต่ละครั้งมันดูมีน้ำหนักมากกว่าคนอื่นในร้าน
ทั้งสามคนเดินออกไปทิ้งขยะก่อนที่จะกลับมาร่วมวงสนทนาอีกครั้ง
“ป้าก็ไม่รู้นะว่าอะไรเกิดขึ้นกับนุนะ แต่ป้า’เคย’มีน้องชายสมัยป้ายังสาว” ป้าสายใจพูด ความสนใจทั้งหมดมุ่งไปอยู่ที่ป้าสายใจเป็จุดเดียวดีที่ตอนนี้ในร้านไม่มีลูกค้าเลยไม่งั้นบรรยากาศภายในร้านอาจจะกลายเป็สตูดิโอรายการเล่าเื่ผีก็ได้ “เขาฝันว่าขับรถมอเตอร์ไซค์หนีอะไรบางอย่าง แทบจะทุกวัน เขามาเล่าให้ป้าฟังว่าเขาฝันว่าขับหนีไปเรื่อย ๆ จนมอเตอร์ไซค์ล้ม พอเช้ามาก็มีอาการเ็ปตามแขนตามขาแบบนุเนี่ยแหละ” หญิงวัยกลางคนพูด
“แล้วน้องชายป้าแก้ยังไงหล่ะคะ?” จิ๊บส่งเสียงเล็กๆถามจากข้างหลัง
“ฮื้ม? เขาไม่ได้แก้หรอกเขาตาย รถล้มเนี่ยแหละ หลังจากที่ฝันไปได้อาทิตย์เดียวเอง”ป้าสายใจพูดปิดท้ายก่อนจะเดินออกไปจากวงสนทนา ทิ้งความเงียบเอาไว้
“เอาน่าพี่นุที่ป้าสายใจเล่ามันอาจจะเป็แค่เหตุบังเอิญก็ได้นะ”
‘เห็นอนาคตกับความบังเอิญน่ะมันไม่จริงหรอก’ เสียงของลุงเชิดก็ดังขึ้นมาในหัวลูกค้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทำให้แต่ละคนต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง นุเดินกะเผลกเข้าไปรับออเดอร์จากลูกค้าก่อนที่จะเดินไปยื่นออเอดร์ให้กับนิด
“พี่มาประจำเคาท์เตอร์ก็ได้นะเดี๋ยววันนี้หนูรับออเดอร์เอง” นิดพูดพลางเดินออกมาจากเคาท์เตอร์
“ขอบใจนะ ฝากด้วยแล้วกัน” นุพูด
่เที่ยงเป็่เวลาที่ร้านจะยุ่งมากเพราะคนเริ่มมาหาอะไรลงท้องเพื่อที่จะได้กลับไปทำงานใน่เวลาครึ่งหลังของวันเกือบจะเป็เวลาบ่ายโมงแล้วที่คนภายในร้านเริ่มบางตาลงวันนี้เ้านายสาวของร้านเข้าร้านมาตอนบ่ายโมงแล้ว นุเลยขอลางานเพื่อไปทำธุระ
“ได้ค่ะ ว่าแต่จะไปไหนเหรอ?” พิมเอ่ยถาม
“ว่าจะไปจองตั๋วรถกลับบ้านครับแล้วจะแวะไปที่โรง’บาล” นุตอบ
“ไม่สบายเหรอ? เป็อะไรมากรึเปล่า” พิมถาม เสียงเป็ห่วงอย่างชัดเจน
“เจ็บตรงขานิดหน่อยครับมันปวดๆเลยกะว่าจะไปให้หมอดูหน่อย” นุตอบ
“คงไม่ได้เป็เพราะพวกฉันที่แบกคุณขึ้นห้องเมื่อวานหรอกนะ”หญิงสาวถามสีหน้ากังวล
“ไม่ใช่หรอกครับคุณพิมเมื่อวานผมยังเดินคล่องอยู่เลย” ชายหนุ่มตอบเพื่อให้เธอสบายใจ เพราะแท้ที่จริงแล้วเขาก็จำเื่เมื่อวานไม่ค่อยได้แล้วเหมือนกัน
“เอาเป็ว่าพิมอนุญาตก็แล้วกันนะแล้วไปเองไหวไหม” เธอถาม
“ไหวครับ ขอบคุณมากครับงั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” นุเอยลา
ถนนหนทางในกรุงเทพฯตอนนี้ก็ยังติดขัดอยู่มากถึงแม้จะเป็่ที่มีโรคระบาดขนาดนี้อยู่ก็ตามเอาจริงๆแล้วก็สาเหตุที่ผู้คนยังต้องดิ้นรนในสถานการณ์เช่นนี้ก็เพราะ โรคระบาดไม่ได้หยุดการใช้ชีวิตของคนเราไปด้วยเราก็ยังต้องหากินเลี้ยงชีพ ยิ่งในประเทศที่ขายฝันเช่นนี้แล้วสภาวะที่มีโรคระบาดแบบนี้หากใครที่ไม่ได้มีเงินสำรองไว้ก็เหมือนได้ตายไปแล้ว
ชายหนุ่มเหม่อมองออกไปข้างนอกรถเมย์โดยสารในมือถือตั๋วที่จะนำพาเขากลับบ้านความรู้สึกผ่อนคลายที่จะได้กลับบ้านเอ่อล้นอยู่ในใจทิวทัศน์ข้างทางยังมีคนเข็นรถเข็นขายอาหารอยู่ตามทางเท้าวินมอเตอร์ไซค์ที่ยังรับส่งผู้โดยสารวิ่งผ่านตามข้างรถพนักงานส่งอาหารที่ยังต้องพยายามทำรอบเพื่อให้ได้เงินเยอะๆถึงแม้ปริมาณของผู้คนจะน้อยกว่าตอนที่สถานการณ์ปกติมากแต่หากว่าทุกคนยังต้องออกมาเผชิญกับโลกภายนอกที่มีแต่โรคภัยเช่นนี้แล้วก็คงยากที่หยุดการระบาดของโรคนี้ได้แน่ๆ
ที่เดียวที่คึกคักอยู่ ณตอนนี้ก็น่าจะเป็ที่โรงพยาบาลนี่แหละเหตุเพราะการที่ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้โรงพยาบาลก็เป็ที่ที่ผู้คนพลุกพล่านไปโดยปริยาย ทั้งผู้ที่มาตรวจโรคระบาดผู้ที่มาตรวจโรคทั่วไป และผู้ที่ยังไม่ได้เป็อะไรแต่ก็มาตรวจตัวอาการกลัวเลยทำให้มีผู้คนอยู่เต็มโรงพยาบาลอยู่ตลอดเวลา
“สวัสดีครับลุง” นุกล่าวทักทายเมื่อเห็นลุงสวนเดินออกมาจากประตูโรงพยาบาลพร้อมกับเมียของแกที่นั่งอยู่บนรถเข็นสายตาเหม่อลอยไปข้างหน้า
“อ้าว นุ มาทำไมละนี่?” ลุงสวนถามกลับ ด้วยน้ำเสียงที่แสนจะใจดีตามปกติของแก
“เจ็บข้อเท้านิดหน่อยครับแล้วลุงสวนล่ะ พาคุณป้ามาหาหมอเหรอ?”
สีหน้าของลุงสวนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อสิ้นคำถามนี้
“ใช่แล้ว แต่ก็กำลังจะกลับแล้วล่ะห้องไม่ค่อยมีน่ะ เลยต้องกลับไปดูอาการที่บ้าน” ลุงสวนตอบฟังดูแล้วมีความขมขื่นมากเลย
“ไม่เป็ไรนะครับลุง”นุพูดพลางจับแขนของลุงสวนอย่างเบามือ
“ขอบใจนะนุ รีบเข้าไปได้แล้วเดี๋ยวก็ไม่ทันได้ตรวจกันพอดี”ลุงสวนพูด ยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะเข็นรถเดินจากไป
ผู้คนที่เข้ามาใช้บริการยังคงมีอยู่อย่างแน่นขนัดเป็เวลาอยู่เกือบชั่วโมงเลยทีเดียวกว่าที่ผลตรวจของเขาจะออกมา
“ผลตรวจออกมาก็ไม่ได้เป็อะไรนะครับ”หมอพูด ตาจ่องมองดูที่ฟิมล์เอ็กซเรย์ “กระดูกไม่ได้หักหรือร้าวนะครับ”
“แต่ว่ารอยช้ำหล่ะครับหมอทำไมถึงมีขึ้นมาได้?” นุถามหมอ
“ผมก็ไม่แน่ใจนะ เพราะผมเองก็ไม่เคยเห็นใครที่โดนจับหรือบีบจนช้ำได้ขนาดนี้เหมือนกัน”หมอพูด ก่อนที่จะเริ่มสาธยายคำศัพท์เฉพาะออกมาจนนุเริ่มคิดว่าเขาเองมีอาการปวดหัวแทรกเข้ามาอีกอาการหนึ่งแล้ว
สุดท้ายหมอก็สั่งจ่ายยายคลายกล้ามเนื้อและยาแก้ปวดให้ เป็เวลาห้าโมงเย็นแล้วที่เขาเดินออกมาสู่บรรยากาศของหน้าโรงพยาบาลอีกครั้งรถราที่เคยจอดอยู่เต็มลานจอดรถ ตอนนี้เหลืออยู่เพียงไม่กี่คันรถราบนท้องถนนกลับมาหนาแน่นอีกครั้ง ผู้คนต่างกลับบ้านของตนถ้าจะมีบรรยากาศไหนที่ใกล้เคียงกับคำว่าปกติที่สุดก็น่าจะเป็เวลานี้นี่เองข้อเท้าของนุเริ่มดีขึ้น ตัวเขาเองยังประหลาดใจเลยที่อาการเจ็บได้หายไปแล้วเขาจึงเลือกที่จะเดินกลับที่พักเอง เพราะที่พักก็อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนักเขาจะได้มีแวะตลาดเพื่อซื้ออะไรไปเป็ข้าวเย็นด้วย
บรรยากาศของตลาดนัดนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงผู้คนที่เคยแออัดกลับบ้างตาลง พ่อค้าแม่ขายก็บางตาไปด้วยเช่นกันอาจจะเพราะมีแต่แรงงานแบบหาเช้ากินค่ำเท่านั้นที่จะออกมาเสี่ยงกับการจับจ่ายกันใน่เวลาเช่นนี้การซื้ออาหารตุนไว้คงเื่ของผู้ที่มีรายได้แน่นอนเท่านั้นเพราะพวกเขาจะรู้รายรับรายจ่ายของตัวเอง ส่วนพวกที่มีรายรับแบบรายวันนั้น แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยเขาเดินได้ไม่นานักก็กลับห้อง เพราะไม่อยากที่จะให้มืดค่ำนักตอนขากลับอาจจะเพราะยังหวาดกับสิ่งที่พึ่งเจอไปไม่กี่วันก่อน เมื่อไปถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์ พี่ยามก็เรียกเขาให้ไปหา และได้ยื่นถุงใบใหญ่ให้กับเขาพอเขาเปิดดูข้างในก็พบว่ามีข้าวและกับข้าวอยู่ประมาณสามถึงสี่อย่างบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกอย่างเรียบร้อยอยู่ข้างใน
“ผู้หญิงคนเมื่อวานเขาฝากให้ให้น้องน่ะ” พี่ยามพูด
“คนเมื่อวาน ...” นุทวนคำพูดของพี่ยาม
พี่ยามคงจะเห็นความสงสัยที่ปรากฏบนใบหน้าของนุจึงพูดขึ้นว่า“คนที่พาน้องมาส่งเมื่อวานไง เขาเอามาฝากพี่ด้วย อร่อยมากเลยนะ”ใบหน้าของพี่ยามหันไปหาโต๊ะหินอ่อนข้างหน้าตู้ยามบนโต๊ะถูกเรียงรายไปด้วยอาหารแบบเดียวกันวางอยู่
“อ้อครับ ขอบคุณนะพี่” นุกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องไป
เมื่อเดินขึ้นไปถึงชั้นที่เขาอยู่เขาก็พบชายกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าประตูห้องที่ติดอยู่กับห้องของเขาเขาพยายามเดินผ่านไปโดยไม่หันมองหรือสบตากับชายกลุ่มนั้นแต่เมื่อเขาพยายามไขกุญแจเพื่อที่จะเข้าไปในห้องของตนเอง หนึ่งในกลุ่มนั้นก็ได้เดินเข้ามาหาเขา รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าที่ดูหน้ากลัวนั้นไม่ได้ช่วยทำให้ชายผู้นั้นดูเป็มิตรขึ้นได้เลย
“ขอโทษนะน้องพี่รบกวนถามอะไรอย่างหนึ่งสิ” ชายคนนั้นพูด น้ำเสียงฟังดูสุภาพเกินคาด
“มีอะไรเหรอครับพี่?” นุถามกลับ พยายามซ่อนความกลัวไว้เต็มที่
“พี่ถามตรงๆเลยนะคู่ผัวเมียห้องข้างๆนี่ไปไหนเหรอ น้องพอจะรู้ไหม?”
นุยืนนิ่งไป ในใจก็คิดว่าจะพูดแบบไหนดีเพราะเขาเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของพวกปล่อยเงินกู้นอกระบบมาไม่น้อยชายคนนั้นคงจะสังเกตอาการของนุได้เลย พูดต่อไปว่า “เฮ้ย ไม่ต้องกลัวพวกพี่ถึงพวกพี่จะเป็เ้าหนี้นอกระบบ แต่พวกพี่ก็ไม่ได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรอกแค่มาถามน้องเฉยๆ ไม่รู้ก็ไม่เป็ไร”
นุไม่คิดว่าเขาจะได้ยินคำพูดพวกนี้ออกมาจากชายคนนี้เลยจริงๆคำพูดที่ฟังดูสุภาพและน้ำเสียงที่ดูเป็มิตรเหมือนคนปกติที่เขาจะคุยกันจะถูกเปล่งออกมาจากปากของชายที่มีบุคลิกน่ากลัวนั้นเลย
“ผมไม่รู้เหมือนกันนะครับปกติก็ไม่ค่อยได้คุยกัน” เขาตอบเสียงสั่นเครือ
“พวกเอ็งลงไปก่อนไปเดี๋ยวข้าตามลงไป” ชายคนนั้นพูด พลางพยักพเยิดให้ผู้ที่มาด้วยลงไป
เมื่อเพื่อนของเขาลับสายตาไปแล้วชายคนนั้นจึงพูดต่อไปว่า “ถ้าน้องเจอสองคนนั้น ก็บอกมันไปนะว่าให้พยายามจ่ายดอกไปก่อน แล้วค่อยแทรกเงินต้นเข้าไปที่ละนิดก็ได้ ถึงจะจ่ายน้อยแต่อย่างน้อยก็ได้จ่ายเขาก็จะไม่ทำอะไรพวกมัน แต่ถ้าไม่จ่ายเลยแบบนี้”ชายคนนั้นทำสีหน้าหนักใจออกมาก่อนจะพูดต่อไปว่า
“ถึงแม้พวกพี่จะเป็พวกเ้าหนี้เงินกู้นอกระบบแต่พวกพี่ก็ไม่ได้ทิ้งความเป็คนไปหรอกนะพวกพี่เองก็ทำตามที่เ้านายพี่สั่งมาเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพวกพี่เองก็ไม่มีกินเอานะ ฝากบอกพวกนั้นด้วย ... พี่ช่วยพวกมันได้แค่นี้แหละ”ชายคนนั้นพูดก่อนจะยิ้มกว้างให้กับเขาแล้วหันหลังเดินจากไป
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองออกไปโดยสิ้นเชิง ความสุภาพวิธีการพูด ความเห็นอกเห็นใจที่ผสมผสานอยู่ในท่าทางที่สื่อสารออกมาถ้าชายคนนั้นไม่ได้แสดงละครเก่งแล้วสิ่งที่เขาพึ่งพูดออกมาก็น่าจะเป็ความ้าของเขาจริงๆ
คืนนี้เขาไม่ได้ยินเสียงของคู่สามีภรรยาข้างห้องเหมือนที่เคยมันทำให้เขาเองสงสัยว่า หรือพี่ทั้งสองคนนั้นจะหนีไปแล้วจริงๆนะความจริงประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย การที่คนเราไปขอยืมเงินของคนอื่น ซึ่งทั้ง ๆที่รู้ว่าเงื่อนไขของการกู้ยืมนั้นมันเป็การเอาเปรียบมากแต่ก็ยังเข้าไปรับเอาความเสี่ยงนั้นแบบนี้มันเป็ความผิดของเ้าหนี้เงินกู้นอกระบบจริงๆหรือ แต่ก็อีกนั่นแหละสิ่งใดที่มันไม่สุจริตมาั้แ่ต้น จะมาเรียกร้องหาความยุติธรรมก็คงไม่ได้
คงต้องยอมรับกันจริงๆแล้วว่า โลกใบนี้มันไม่ได้มีตัวเลือกแค่ ‘สอง’ กันอีกต่อไปแล้ว แม้แต่ ‘สีเทา’ที่คนสมัยนี้ชอบยกตัวอย่างมันก็มีตั้งหลายเฉดสีและในนั้นก็อาจจะมีบางเศษเสี้ยวที่สามารถนำมาเป็ประโยชน์ได้ด้วย
เสียงดังโครมใหญ่ดังขึ้นมาจากข้างห้อง ทำให้นุรีบลุกขึ้นเปิดประตูดูหากแต่ว่า ประตูห้องก็ยังปิดสนิทและล็อคกุญแจไว้เช่นเคยเสียงดังที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในชั้นเดียวกันต่างเปิดประตูห้องออกมาเพื่อหาต้นเสียง
“เสียงอะไรเหรอน้อง” พี่ผู้ชายที่อาศัยอยู่ในห้องถัดจากห้องของเขาไปอีก2 ห้องถามเสียงดัง
“ไม่รู้เหมือนกันครับ” นุร้องบอกกลับไป
นุมั่นใจแน่นอนว่าเสียงมันดังมาจากห้องของสองสามีภรรยาแต่ว่าประตูยังลงกุญแจอย่างแ่าเลยนี่สิ เขาปิดประตูห้องพยายามไล่ความคิดต่างๆที่ค้างคาอยู่ในหัว และล้มตัวลงนอนเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการใช้ชีวิตมาทั้งวัน
ภาพฝันเดิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง ถนนสายเดิม บ้านหลังเดิม และเหตุการณ์เดิม ๆปรากฏขึ้นเป็ขั้นเป็ตอนราวกับว่าเขากำลังนั่งดูหนังเื่ที่เคยดูแล้วหากแต่ว่าวันนี้ในมือเขาถือเลื่อยตัดเหล็กและสะพายเป้ใบใหญ่มาด้วยเมื่อเท้าหยุดอยู่ที่บันไดขั้นบนสุด เขาเอื้อมไปจับกุญแจไว้แน่นส่วนอีกมือหนึ่งก็เริ่มใช้เลื่อยบรรจงเลื่อยกุญแจอย่างเบามือเหมือนกับว่าไม่อยากให้คนที่อยู่ภายในบ้านตื่นขึ้นมาเป็เวลาอยู่นานกว่าที่ความคมของเลื่อยจะตัดผ่านเหล็กกุญแจได้สำเร็จสายโซ่ที่คล้องประตูค่อยๆถูกดึงออกจากรูที่ถูกเจาะเพื่อล่ามระหว่างประตูทั้งสองบานประตูถูกแง้มเปิดออกอย่างช้าๆตอนนี้หัวใจของเขาเต้นโครมครามเหมือนจะทะลุออกมาจากหน้าอกทันทีประตูเปิดกว้างออกจนสุด ฝ่าเท้าคู่หนึ่งก็ยื่นออกมาจากความมืดหลังประตูเขากระเด็นลงจากบันไดขั้นบนสุด ร่างของชายหนุ่มกลิ้งตกลงมากองอยู่บนพื้นความจุกระคนไปกลับความเ็ปบนร่างกายส่วนต่างๆร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากบานประตูที่เปิดกว้าง “ออกไป!”เสียงะโดังสนั่นออกมาจากร่างนั้นก่อนที่จะหายเข้าไปหลังบานประตูและประตูก็ปิดลงอีกครั้งครั้งนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่ที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง ความเ็ปทำให้สติของเขารางเลือนลงไป
ภาพภายในห้องกลับมาอีกครั้ง หน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาตีสามกว่าเหงื่อกาฬเกาะอยู่บนทุกส่วนของร่างกาย นุมองไปรอบๆห้องความเ็ปจากความฝันยังหลงเหลืออยู่ในความเป็จริง
“อีกแล้วเหรอว่ะ” เขาสบถออกมา
่เวลาสามวันสุดท้ายในการทำงานนั้นค่อนข้างที่จะเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยแม้ทุกคนจะพยายามทำตัวยิ้มแย้มกันอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ยิ่งเวลาของร้านนี้ใกล้หมดลงทุกคนก็ยากที่จะเก็บความรู้สึกของตัวเองได้ยากเช่นกัน วันหนึ่งนุแอบเดินเข้าไปเห็นมดและจิ๊บร้องไห้อยู่โดยมีป้าสายใจยืนปลอบอยู่ข้างๆบุคคลที่พยายามเป็เสาหลักมากที่สุดในตอนนี้คือพี่ชัยที่พยายามทำทั้งสร้างเสียงหัวเราะและให้กำลังใจกับลูกน้องทุกคนแต่เมื่อใดที่ปราศจากคนอื่น ก็ไม่วายที่พี่ชัยจะเข้ามาระบายความในใจกับนุอยู่เสมอ
ความฝันถึงบ้านหลังนั้นยังเข้ามาเยี่ยมเยือนนุในทุกๆคืนและเหตุการณ์มันก็จะซ้ำๆเดิมอยู่อย่างนั้น หากแต่ยิ่งนานวันเข้าอาการาเ็ที่อยู่ในความฝันนั้นก็ยิ่งสะสมอยู่บนตัวของเขามากขึ้นเรื่อย ๆซึ่งเขาก็พยายามที่จะไม่แสดงอาการให้คนอื่นในที่ทำงานได้รู้ถึงสิ่งที่เขาต้องเผชิญ
“วันนี้เรามาปาร์ตี้กันนะคะ ถือว่าเป็การเลี้ยงขอบคุณทุกคนนะ”พิมเดินเข้ามาพูดกับทุกคนในเช้าวันสุดท้ายของการทำงานรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาวอีกครั้งก่อนที่จะพูดต่อไปว่า“วันนี้ก็เต็มที่นะคะ”
เหมือนว่าทุกคนรอคอยรอยยิ้มของเ้านายมากทั้งอาทิตย์เพราะเมื่อได้เห็นสิ่งนี้ กำลังใจของทุกคนก็เพิ่มเข้ามาอย่างเต็มที่ความจริงที่ว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มพวกเข้าก็จะต้องแยกย้ายกันไปแล้วแต่ทุกคนก็พยายามกันอย่างเต็มที่เหมือนในทุกวันที่ผ่านมา
“สรุปแล้วลุงสวนแกก็ลาออกไปเลยเหรอพี่ ไม่เห็นแกมาเลย” เอกถามชัยซึ่งปกติจะรู้ความเคลื่อนไหวของพนักงานทุกคนตลอด
“ก็น่าจะ เพราะพี่ก็ไม่เห็นแกกลับมาทำงานเลย” พี่ชัยพูด
“เมื่อวันก่อนตอนที่ไปหาหมอ ผมเจอแกด้วยแหละพี่” นุเข้าร่วมวงสนทนา
“อ้าว พี่นุไปเจอแกที่ไหน?” เอกหันมาถาม
“ไปเจอที่โรง’บาลนะ เจอตอนแกจะกลับแล้ว” นุตอบ
“แล้วเมียแกเป็ไงบ้างล่ะพี่ พี่ได้ถามอาการไหม?” พี่ชัยถามซักต่อ
“ไม่ได้ถามเหมือนกัน แต่ดูจากสีหน้าของแกกับเมียแกก็คงจะอาการไม่ค่อยสู้ดีอยู่” นุพูดพลางถอนหายใจ
“น่าสงสารแกจังนะพี่ อยู่กันแค่สองคน” เอกพูด
“เมื่อวานตอนกลับบ้าน หนูเห็นแกด้วยนะ ใส่ชุดยามมาด้วยก็นึกว่ากลับมาทำงานแล้ว” มดพูด ในมือถือถุงผักใบใหญ่เข้ามา
“เหรอ หรือแกไปทำงานที่อื่นแล้วนะ?” พี่ชัยพูดออกมา
“ถ้าแบบนั้นเมียแกก็คงดีขึ้นแล้วล่ะ ก็คงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว”นุพูดออกมา ก่อนที่จะเดินไปช่วยมดและจิ๊บขนของเข้าร้าน
่เวลาของบ่ายวันนั้นทั้งร้านแทบไม่มีแขกเลยทั้งหมดจึงใช้เวลาทั้ง่บ่ายในการเตรียมอาหารและสถานที่เพื่องานปาร์ตี้ในค่ำคืนนี้โต๊ะที่เคยจัดวางไว้ถูกยกไปไว้มุมห้อง และแทนที่ด้วยโต๊ะตัวยาวป้าสายใจและลูกมือก็จัดเตรียมอาหารกันอย่างสุดฝีมือจนกินอาหารลอยฟุ้งไปไกลแต่พระเอกของวันนี้คือเอก ที่โชว์ฝีมือการเป็บาร์เทนเดอร์จนพี่ชัยขอเติมไปหลายแก้วั้แ่ก่อนเริ่มงาน
งานเลี้ยงส่งท้ายของทุกคนเป็ไปอย่างราบรื่นอาหารนานาชนิดได้จัดวางไว้อยู่เต็มโต๊ะ โดยมีคนเกือบ ยี่สิบชีวิตห้อมล้อมอยู่ต่างคนก็ต่างพาคนในครอบครัวของตนมาร่วมงานทำให้จำนวนคนในงานมีเยอะขึ้นสร้างบรรยากาศครึกครื้นได้ดีทีเดียว รสชาติอาหารของป้าสายใจไม่เคยที่จะทำให้ผิดหวังเลยการที่ได้กินของอร่อย ได้พูดคุยกับคนที่สนิทใจกัน มันช่วยทำให้การวิตกกังวลว่า‘พรุ่งนี้ทุกคนจะไม่มีงานทำแล้วนะ’หายไปอย่างสิ้นเชิงอาหารค่อยๆหมดไปอย่างรวดเร็ว พี่ชัยจึงขอตัวกลับบ้านก่อนเพราะเริ่มไม่ไหวจากฤทธิ์แอลกอฮอร์ที่แกดื่มมาั้แ่บ่าย ป้าสายใจ จิ๊บ และมดก็ขอตัวกลับเช่นเดียวกันเพราะไม่อยากกลับบ้านดึก ทำให้ตอนนี้ ทั้งร้านเหลือแค่ นุพิม เกด เอก นิดและแฟนของนิดเท่านั้น
หลังจากที่ทุกคนเริ่มอิ่มกันแล้ว กิจกรรมเลยเปลี่ยนจากการกินมาเป็พูดคุยกันแทนและหัวข้อที่ถูกนำมาเป็ประเด็นในตอนนี้คือจะไปทำอะไรกันต่อหลังจากที่ไม่ได้ทำงานที่นี่แล้วนุคิดว่าหัวข้อสนทนานี้ไม่ค่อยจะเหมาะเท่าไหร่นักกับวงสนทนานี้เท่าไหร่แต่เมื่อคนหยิบหัวข้อนี้มาคือพิมเอง เขาเลยปฏิเสธไม่ได้
“ผมก็คงหาร้านกาแฟหรือร้านเหล้าทำต่อไปนะพี่ ผมทำอะไรไม่เป็เลยนอกจากการชง ฮ่าฮ่าฮ่า”เอกพูดในมือก็กำลังชงเครื่องดื่มไปด้วย
“ถ้าร้านของพี่ได้สูตรของเอกไปตอนนี้อาจจะยังไม่เจ๊งก็ได้” เกดพูดแซว
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แล้วพี่เกดล่ะ วางแผนอะไรไว้ยัง?” เอกถามกลับ
“ว่าจะพักก่อนนะ ่นี้ยังไม่อยากคิดอะไรอาจจะมาเกาะยัยพิมก็ได้่นี้” เกดพูดพลางสะกิดพิมเบาๆ
“ฉันเองก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรต่อ ถึงได้ชวนคุยหาไอเดียนี่ไง”พิมพูดตอบ “แล้วนิดล่ะ ได้งานใหม่รึยัง?”
“นัดสัมภาษณ์อาทิตย์หน้าแล้วค่ะคุณพิม เป็พนักงานขายเครื่องสำอางค่ะไม่รู้ว่าจะไหวรึเปล่า” นิดตอบ พลางยิ้มกว้าง
“เร็วจัง ไหนบอกกังวลว่าจะไม่ได้งานอยู่ไง” เอกเอ่ยแซว
ทุกคนต่างหัวเราะกันอย่างมีความสุขในวงสนทนานี้จนมาถึงทีของนุ
“ผมจะกลับเชียงใหม่เย็นพรุ่งนี้แล้วล่ะครับ” นุพูดออกมาเสียงเรียบ
“ไว้ผมจะไปเยี่ยมนะพี่ ไม่รู้เมื่อไหร่ แต่ไปแน่” เอกพูด ก่อนยกแก้วของตัวเองขึ้นมาชนกับแก้วของนุ
“หนูไม่รู้เลยว่าที่บ้านพี่นุทำอะไรอยู่” นิดถามแทรกเข้ามา
“บ้านพี่เป็สวนลำไยนะ ตอนนี้ก็เหลือแต่แม่คนเดียวที่ทำอยู่ว่าจะกลับไปช่วยแกก่อนแล้วค่อยคิดหาว่าจะทำอะไรต่อไป” นุตอบ
“อารมณ์บ้านสวนเลยนะเนี่ย น่าไปจัง” เกดพูดบ้าง
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่ก็ดีใจมากนะครับที่จะได้กลับบ้านฮ่าฮ่าฮ่า” นุตอบส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
“ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วเหรอ” พิมหันมาถาม
“ก็ั้แ่ทำงานที่นี่ก็ไม่ได้กลับเลยครับ สองปีได้แล้ว” นุตอบ
“งั้นพรุ่งนี้เราไปส่งนุกลับบ้านกันไหม” พิมเอ่ยชวน
ไม่รู้ว่าเพราะความเมาหรือไม่ที่ทำให้ทุกคนต่างตอบรับกับคำชวนนั้นนุคิดว่าหากพรุ่งนี้พวกเขาไม่มากันก็ไม่น่าจะใช่เื่แปลกเพราะเป็การนัดหมายระหว่างคนเมาทั้งนั้น และอีกอย่าง พวกเขาคงไม่ไหวกันแน่ๆเพราะตอนนี้ก็เกือบจะตีหนึ่งแล้ว ดื่มกันหนักขนาดนี้ถ้าเมาค้างขึ้นมาก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเขาคิดแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“ยิ้มอะไรเหรอพี่” เอกถาม
“เปล่าๆไม่มีอะไร งั้นเดียวมานะ ขอไปเข้าห้องน้ำแปบ”นุพูดก่อนที่จะเดินออกจากวงสนทนาไป
ความรู้สึกสบายใจก็ปรากฏขึ้นมาในความคิดของนุพรุ่งนี้เขาจะได้กลับบ้านแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังตกงานอยู่แต่การที่ได้พักร่างพักใจใน่นี้ก็น่าจะเป็อะไรที่ทำให้มีความสุขได้ไม่น้อยได้กลับไปกอดแม่ ได้กลับไปเจอญาติพี่น้อง บ้านเกิดของตัวเอง
อยู่ๆความคิดนั้นก็หายไป เพราะมีตุ๊กแกตัวใหญ่ตกลงมา ทำให้เขาใมากนุหาไม่กวาดมาพยายามเขี่ยไล่ตุ๊กแกให้พ้นทางไป แต่ตุ๊กแกก็ไม่ยอมไปมันหันกลับมามองหน้าเขาพร้อมกับอ้าปากขู่ ด้วยความกลัวตุ๊กแกเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเขาเดินหนีไปทิ้งความ้าที่จะเข้าห้องน้ำไปสิ้นเชิง
เมื่อเดินกลับเข้ามาสู่วงสนทนา ทุกคนต่างหันหน้ากลับบมาหาเขาสีหน้าดูวิตกอย่างเห็นได้ชัด
“พี่นุ พี่จะกลับบ้านพรุ่งนี้ใช่ไหม?”เอกเป็คนเริ่มการสนทนา
“ใช่ทำไมเหรอ?” นุถามกลับ
“นุ ตอนนี้รัฐบาลเขาประกาศล็อคดาวน์แล้วไม่รู้ว่านุจะได้กลับบ้านหรือเปล่านะ”