ฟู่ซีซวนเห็นว่าเป็นฟู่วั่งเสียนและชายที่ไม่คุ้นหน้าคนหนึ่ง เขายังไม่ทันได้กล่าวทักทาย แต่ภรรยาของเขากลับชายแปลกหน้าคนนั้นกลับชี้หน้าและต่อว่าการออกมาแล้ว
“ไอ้เลวหลี่หยาง!” จูจื้อโหยวตะโกนขึ้นก่อน
“ยัยผู้หญิงบ้าจูจื้อโหยว!” หลี่หยางตะโกนกลับ
“แกสิบ้า แกมันทั้งบ้าทั้งเลว...”
“โหยวเอ๋อ” ฟู่ซีซวนห้ามภรรยาไว้ไม่ให้นางต่อว่าชายคนนั้นมากกว่านี้ อย่างไรนางก็เป็นสตรี บางครั้งยังต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้เพื่อไม่ให้ใครมานินทาได้
ส่วนฟู่วั่งเสียนที่ยังงงอยู่แต่ก็เข้าไปห้ามหลี่หยาง ทั้งไม่ลืมเตือนถึงวัตถุประสงค์ที่พวกเขามาขอพบฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวในวันนี้ “พี่หยางวันนี้เรามีธุระที่ต้องมาเจรจากับพวกเขานะขอรับ”
“พวกเจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องใด” ฟู่ซีซวนเมื่อเห็นว่าภรรยาสงบลงแล้วจึงเอ่ยถามฟู่วั่งเสียนอย่างไม่พอใจ
“คารวะคุณชายรอง คารวะฮูหยิน” ฟู่วั่งเสียนที่เห็นสองสามีภรรยาทำท่าทางคล้ายว่าจะไม่ต้อนรับจึงรีบทักทายไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นโอกาสที่เขาจะเข้ามาเหยียบที่นี่ได้คงไม่มีอีกแล้ว อีกทั้งเขายังต้องรักษาระยะห่างกับฟู่ซีซวนเพื่อไม่ให้ฟู่ซีซวนคิดว่าเขาจะใช้ความสัมพันธ์แบบพี่น้องมาตีสนิทเพื่อหาผลประโยชน์ เพราะฟู่วั่งเสียนรู้ดีว่าตั้งแต่ที่ฟู่ซีซวนออกจากสกุลฟู่ สถานะความเป็นพี่น้องของเขากับพี่ชายก็ถือว่าจบสิ้นกันแล้ว หากจะถามว่าเขาเสียใจที่เสียพี่ชายที่มีความสามารถไปหรือไม่ เขาก็คงจะตอบว่าไม่เสียใจ เพียงแค่เป็นความรู้สึกเสียดายมากกว่า
ส่วนหลี่หยางที่เห็นฟู่ซีซวนยืนกุมมือจูจื้อโหยวด้วยท่าทางปกป้องและทะนุถนอมก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที และเมื่อนึกถึงงานแต่งของเขากับคนรักที่ต้องล้มไม่เป็นท่า ความโกรธของหลี่หยางจึงประทุขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้เขายังปรี่เข้าไปเพื่อหวังที่จะทำร้ายเธออีกด้วย “จูจื้อโหยว! นังผู้หญิงบ้า นังผู้หญิงขี้อิจฉา แกมาทำลายงานแต่งงานของฉันแล้วแกยังกล้าควงคู่รักใหม่ของแกมาเย้ยฉันอีกหรือ ดูว่าวันนี้ฉันจะตบแกยังไง”
องครักษ์เงาสองคนกระโดดมาขวาง และเตะหลี่หยางกระเด็นไปกระแทกผนังทันที
“บังอาจ! พวกเจ้าเข้ามาในโรงน้ำชาของข้าแล้วยังกล้าที่จะทำร้ายภรรยาของข้าอีกหรือ ฟู่วั่งเสียน...เจ้าพาคนของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้” ฟู่ซีซวนตะโกนขึ้นด้วยความโมโห
ฟู่วั่งเสียนที่ทำตัวไม่ถูกก็ได้แต่วิ่งไปประคองหลี่หยางให้ลุกขึ้น พร้อมกับถามหลี่หยางอย่างไม่เข้าใจ “อยู่ดีๆ ทำไมท่านถึงจะเข้าไปทำร้ายนางอีกเล่า ท่านเคยรู้จักนางมาก่อนหรือ”
“รู้จักสิ ทำไมฉันจะไม่รู้จักนังชั่วคนนี้ มันทำลายชีวิตฉัน ถ้าไม่เพราะหล่อนไปโวยวายที่งานแต่ง ทั้งยังไปตายที่หน้างานแต่งของฉันอีก ฉันคงไม่ต้องถูกครอบครัวของว่าที่ภรรยาส่งคนมารุมทำร้ายจนฉันต้องถูกส่งมาใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวังอยู่ในยุคโบราณนี้หรอก” หลี่หยางตอบอย่างโมโห แต่ฟู่วั่งเสียนกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด และคิดในใจว่าหลี่หยางอาจจะถูกกักขังไว้ที่เรือนดอกเหมยนานไปหน่อย เมื่อมองเห็นผู้หญิงหน้าตาสวยจึงคิดถึงหญิงสาวที่อยู่ในเรือนดอกเหมยแห่งนั้น ‘หรือว่าพี่หยาง เอ่อ...มีความสุขกับผู้หญิงในเรือนดอกเหมยมากไปหน่อย จนเกิดอาการหึงหวงผู้หญิงทุกคน’
“แกสิไอ้เลว แกต่างหากที่ทำลายชีวิตฉัน ฉันต้องเสียเงินเก็บทั้งหมดของฉันไปเพราะแกกับนังเพื่อนทรยศนั่นรวมหัวกันโกงฉัน ฉันอุตส่าห์หนีแกมาอยู่ตั้งไกลแล้วแท้ๆ แล้วแกจะตามมาหลอกหลอนฉันอีกทำไม” จูจื้อโหยวตะโกนกลับ
ผู้คนที่อยู่ในห้องต่างก็ไม่เข้าใจว่าจูจื้อโหยวกับหลี่หยางพูดเรื่องอะไรกันอยู่ และยังไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งสองคนถึงดูเกลียดกันนัก ทั้งที่ทั้งคู่เหมือนจะเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก
แต่ฟู่ซีซวนเริ่มจับประเด็นได้แล้ว และคิดว่าผู้ชายคนนี้คงเป็นคนรักเก่าที่เคยหักหลังจูจื้อโหยวในชีวิตที่แล้วนั่นเอง ฟู่ซีซวนรีบตะโกนสั่ง “เป่าจง...พาฟู่วั่งเสียนออกไปรอข้างนอก องครักษ์...จับผู้ชายสติไม่ดีคนนี้มัดไว้กับเก้าอี้ หาอะไรอุดปากเขาไว้ด้วย แล้วพวกเจ้าก็ออกไปรอข้างนอกให้หมด”
“พวกแกปล่อยมัดฉันสิ” หลี่หยางที่สงบอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว แต่เขาก็ยังมองจูจื้อโหยวอย่างไม่เป็นมิตร
“ข้าจะปล่อยเจ้าทีหลัง แต่ตอนนี้มาพูดเรื่องของเจ้ากับโหยวเอ๋อก่อนดีกว่า” ฟู่ซีซวนตอบ
“ฉันกับนังนั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน” หลี่หยางรีบพูด
“ฉันก็ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับแกเหมือนกัน ไอ้ผู้ชายเฮงซวย” จูจื้อโหยวสวนกลับ
“หล่อนดีตายล่ะ”
“อย่างน้อยก็ดีกว่าไอ้ผู้ชายหน้าด้านที่เกาะผู้หญิงกิน”
“ช่วยไม่ได้ก็เธอมันโง่เอง นอกจากโง่แล้วยังขี้เหร่มากด้วย” หลี่หยางยิ้มเยาะ
“คนปากเสียอย่างแกต้องเจอดีเข้าสักวัน” จูจื้อโหยวกัดฟัน
“ปากอย่างเธอก็คงจะไม่ต่างจากฉันนักหรอก”
“หยุด!” ฟู่ซีซวนรีบห้ามเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เริ่มจะทะเลาะกันอีกแล้ว “เจ้าคงเป็นหลี่หยางอดีตคนรักของโหยวเอ๋อในภพที่แล้วใช่หรือไม่ โหยวเอ๋อเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังมาบ้าง”
“ทำไมเหรอ หล่อนใส่ร้ายฉันว่ายังไงบ้างล่ะ คงบอกว่าฉันมันเป็นผู้ชายเลวทรามต่ำช้า หลอกลวง ขี้โกง และยังสวมเขาให้หล่อนอย่างนั้นสิ ฉันจะบอกอะไรให้นะไอ้หน้าอ่อน นังโหยวเอ๋อตัวดีของแกน่ะมันก็ไม่ได้เป็นคนดีนักหรอก หล่อนมันก็แค่ผู้หญิงขี้อิจฉาคนหนึ่งเท่านั้น”
แม้ฟู่ซีซวนจะฟังคำพูดบางคำของหลี่หยางไม่เข้าใจ แต่โดยรวมเขาก็เข้าใจเกือบทั้งหมด และยังสรุปได้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังต่อว่าภรรยาของเขา “ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะให้องครักษ์ของข้าพาเจ้าออกไป แต่จากคำพูดของเจ้า ข้าคิดว่าคงไว้ชีวิตเจ้าไม่ได้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าเอาความลับของโหยวเอ๋อไปบอกผู้อื่น ข้าไม่อยากให้ภรรยาของข้าถูกจับไปเผาและหาว่าเป็นวิญญาณร้าย”
หลี่หยางสะดุ้งขึ้นทันที เขาเกือบลืมไปแล้วว่าในยุคนี้จะใช้วิธีจุดไฟเผาเพื่อขับไล่ปิศาจร้าย และหากมีคนรู้ว่าเขาเป็นวิญญาณจากยุคอื่นมาอาศัยในร่างนี้ เขาก็คงต้องถูกจับไปเผาอย่างแน่นอน ไม่...เขาไม่อยากตาย เขาโชคดีที่มีโอกาสกลับมาหายใจได้อีกครั้ง เช่นนั้น...
“คุณชายท่านนี้ ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน เราค่อยๆ คุยกันดีกว่า” หลี่หยางพูดอย่างประจบเอาใจอย่างเต็มที่
“หึ...หน้าด้านเอ๊ย” จูจื้อโหยวบ่นเบาๆ
“แต่เธอก็เคยชอบผู้ชายหน้าด้านอย่างฉันมาแล้ว หรือว่าจำไม่ได้ จะให้ฉันทบทวนคำรักที่เธอพร่ำบอกฉันอยู่ทุกวันให้ฟังอีกสักรอบไหม” หลี่หยางโต้กลับ
“เป่าจง! ส่งแขก” ฟู่วั่งเสียนตะโกนสั่งเสียงดัง
เป่าจงรีบเดินเข้ามาตามคำสั่งทันที ฟู่วั่งเสียนก็เดินตามเข้ามาอย่างร้อนรนเช่นกัน
“เดี๋ยว...เดี๋ยวสิคุณชาย ข้าสัญญาว่าต่อไปข้าจะพูดให้น้อยกว่านี้” หลี่หยางร้องบอก
“เจ้ากลับไปทบทวนคำพูดของข้าให้ดี ถ้าเจ้ายังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ ข้าขอบอกให้รู้ไว้ว่าข้าเป็นคนที่ทำตามคำพูดเสมอ” ฟู่ซีซวนพูดจบก็เดินจูงมือจูจื้อโหยวออกจากห้องรับรองไป
เป่าจงที่เห็นเจ้านายเดินออกไปแล้วจึงหันกลับมาพร้อมกับผายมือ “คุณชายฟู่ คุณชายหลี่ เชิญขอรับ”
“พี่หยางนะพี่หยาง คราวนี้เราจะทำยังไงดีเล่า ไม่ใช่ว่าวันนี้พวกเราตั้งใจจะมาเจรจาการค้ากับพวกเขาหรือ ทำไมท่านต้องทำให้มันเสียเรื่องด้วย” ฟู่วั่งเสียนพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด ทั้งยังถามสิ่งที่ตนสงสัย “ที่ฟู่ซีซวนบอกให้ท่านทบทวนคำพูดคืออะไร ท่านไปพูดอะไรให้พวกเขาโกรธ แล้วอยู่ดีๆ ท่านจะเข้าไปทำร้ายจูจื้อโหยวทำไม”
“ไม่มีอะไรหรอก พวกเรากลับกันก่อน เอาไว้วันหลังเราค่อยหาโอกาสมาพบพวกเขาใหม่” หลี่หยางเดินนำฟู่วั่งเสียนออกไป เมื่อเขาหยุดยืนอยู่หน้าโรงน้ำชาเขาก็เริ่มคิดทบทวนบางอย่าง ก่อนที่จะขึ้นรถม้ากลับจวนสกุลหลี่ของตน
“ท่านพี่” จูจื้อโหยวที่เห็นฟู่ซีซวนนั่งหน้าบึ้งอยู่ก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะโกรธหรือโมโหใครมา เขาก็ไม่เคยทำท่าทางน่ากลัวขนาดนี้ และคราวนี้นางรู้สึกว่าที่เขากำลังโกรธคงเป็นเพราะนาง “ข้า...ข้าขอโทษนะเจ้าคะ”
“เจ้าทำผิดเรื่องใด” ฟู่ซีซวนยังถามเสียงเรียบ
“ข้าไม่ควรไปต่อปากต่อคำกับหลี่หยาง”
“เท่านั้นเองหรือ” ฟู่ซีซวนไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยสักนิด แต่เขาติดใจประโยคสุดท้ายที่หลี่หยางพูดมาต่างหาก แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ “เมื่อก่อนเจ้าถึงกับบอกรักเขาทุกวันเชียวหรือ”
จูจื้อโหยวที่เข้าใจแล้วก็ยิ้มกว้าง ก่อนที่นางจะเดินไปนั่งข้างสามีและใช้แขนโอบรอบเอวเขาไว้ “เมื่อก่อนข้ายังเด็กและไม่ประสีประสา เกิดมาไม่เคยมีความรักเลยสักครั้ง พอถูกหลี่หยางเข้ามาจีบก็เริ่มหาหนังสือมาอ่านว่าการเป็นคนรักที่ดีเขาต้องทำตัวยังไง ในหนังสือบอกว่าการบอกรักก็เป็นการแสดงความรักอย่างหนึ่ง”
“หนังสือเล่มนั้นไม่ดี ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องอ่านมันแล้ว”
“หนังสือเล่มนั้นไม่ดีจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าไม่คิดจะอ่านมันแล้ว”
จูจื้อโหยวที่ยังไม่เห็นสามีกลับมายิ้มเหมือนเดิมก็คลายอ้อมแขนแล้วหันไปโอบรอบคอสามีแทน “หนังสือเล่มนั้นไม่ดี บอกรักทุกวันมันจะไปมีประโยชน์อะไรจริงไหมเจ้าคะ”
“แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะดี” ฟู่ซีซวนกอดภรรยาตอบ เพราะคำพูดของภรรยาทำให้ความไม่พอใจที่มีหายไปเกือบครึ่งแล้ว เพราะท่าทางของนางเวลานี้ช่างยั่วยวนจนทำให้ความคิดเขาล่องลอยไปไกลทีเดียว
“การกระทำสำคัญกว่าเจ้าค่ะ”
จากนั้นสองสามีภรรยาก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เพราะเวลานี้ปากของทั้งคู่ใช้แสดงความรักต่อกันด้วยวิธีอื่นไปแล้ว