บทที่ 39 ยืมไก่ป่าอีกครั้ง
เฉินเถียนเถียนซ่อนตัวอยู่ในโรงเก็บฟืน ไม่รับรู้อันใดทั้งนั้น นางนอนหงายอยู่บนกองฟืน อดรู้สึกงงงวยไม่ได้ วันนี้จริง ๆ แล้วก็ไม่ถือว่าแพ้ ชื่อเสียงของนางคงไม่ดีขึ้น แต่เฉินเฉิงเยี่ยก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่สบายใจ
นางอาจจะอยู่เรือนใหญ่ไม่ได้ แต่ให้เด็กตัวเล็ก ๆ คนนั้นไป ก็ไม่ถือว่าขาดทุน หวังแต่ว่าเด็กตัวเล็ก ๆ คนนั้นจะจำความดีของนางได้ ครั้งหน้าน่าจะรู้จักกาลเทศะมากขึ้นกว่าเดิม
ตอนท้องหิวที่สุดแน่นอนว่านอนไม่หลับ ดังนั้น เฉินเถียนเถียนจึงรอ รอให้ทุกคนหลับกันหมด นางจึงจะมีโอกาสหลบไปบนภูเขา
เมื่ออวิ๋นเคอล่าสัตว์ตอนกลางคืนข้าไปตอนกลางคืนก็น่าจะได้อะไรบ้างใช่หรือไม่เล่า ในที่สุดเฉินผิงอันกับหลินชุนฮวาที่นอนดึกที่สุดหลังจากผ่านการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอย่างดุเดือดแล้วก็หลับไปเสียที
เฉินเถียนเถียนก็ฉวยโอกาสตอนดึกสงัดแอบย่องออกจากเรือน ขึ้นเขาเซินหนี่อีกครั้ง ภูเขาเงียบสงัดแต่ครั้งนี้เฉินเถียนเถียนไม่กลัว เพราะก่อนหน้านี้ตอนกลางวันนางเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง คุ้นเคยสถานที่มากขึ้น ความมืดก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
นางขึ้นเขาอย่างราบรื่นแต่การล่าสัตว์กลับไม่ราบรื่นเช่นนั้น ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวข้าง ๆ อย่างชัดเจน ยังมีเสียงไก่ป่าบินผ่านไปแต่พอนางวิ่งไปที่นั่น กลับมองไม่เห็นอะไรเลย
และเพราะการวิ่งครั้งนี้ยังทำให้นางล้มลงซ้ำยังกลิ้งไปในกองหญ้ารอบหนึ่งถึงหยุด เฉินเถียนเถียนถ่มเศษหญ้าที่เข้าปากออกมาแค่ท่าทางที่กลิ้งไปรอบหนึ่งก็ทำให้นางหมดภาพลักษณ์สาวงามแล้ว
หัวยุ่งเหยิง มีใบไม้แห้งปักอยู่! แขนเสื้อยังถูกฉีกขาดเป็นรู เฉินเถียนเถียนเกือบจะด่าตัวเองแล้วที่แห่งนี้ไก่ป่าตัวเดียวยังเก่งถึงเพียงนี้ได้เช่นไร
นางคลานลุกขึ้นอย่างยากลำบากเดินเข้าไปในภูเขาต่อถึงแม้จะไม่มีสัตว์ ผลไม้ป่าก็คงยังพอหาได้บ้างเช่นนี้แหละ เฉินเถียนเถียนเก็บไม้ท่อนหนึ่งใช้มันแหวกหญ้าบนพื้นไปพลาง เดินไปข้างหน้าไปพลาง
ในที่สุดก็หยุดลงที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืมแสงจันทร์พอมองเห็นได้ราง ๆ ว่า ผลไม้ด้านบนถึงแม้จะยังไม่สุกดี แต่ก็ยังเป็นผลไม้อยู่ดี
เฉินเถียนเถียนโยนไม้ท่อนที่ถืออยู่ทิ้งปีนขึ้นลำต้นไปด้านบน นางล่าสัตว์ไม่เก่ง แต่เรื่องปีนต้นไม้เฉินเถียนเถียนทำได้สบาย ๆ ไม่นานก็เด็ดผลไม้ได้แล้ว
ถึงแม้ผลไม้จะยังเปรี้ยวอยู่บ้างแต่ก็ยังพอจะทำให้อิ่มท้องได้ เฉินเถียนเถียนนั่งอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง กัดกินผลไม้ไปพลางแกว่งเท้าไปมาอย่างสบายอารมณ์ไปพลาง
แต่ว่าผลไม้นี่เปรี้ยวจี๊ด ยิ่งกินยิ่งหิวท้องของเฉินเถียนเถียนยิ่งส่งเสียงโครกคราก เช่นนั้น เฉินเถียนเถียนจึงโยกตัวไปมานางที่หิวจนตาลาย เพิ่งจะปีนลงมาจากกิ่งไม้ก็ล้มลงบนพื้น
ครานี้ทั้งตัวนางดูยิ่งอับโชคมากยิ่งหนัก เฉินเถียนเถียนอดรู้สึกโล่งอกไม่ได้โชคดีที่ตรงนี้เป็นตอนกลางคืน โชคดีที่บนภูเขานี้ก็ไม่มีผู้อื่นแต่ว่านางยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก ทันใดนั้นพุ่มไม้ข้าง ๆ ก็ส่งเสียงกรอบแกรบขึ้นมา
เฉินเถียนเถียนตกใจสะดุ้งเฮือกถึงแม้จะไม่มีสัตว์เล็ก แต่คืนนั้นตอนที่ข้ามภูเขาลูกนี้นางได้ยินเสียงหมาป่าหอนจริง ๆ คงจะไม่โชคร้ายเช่นนั้นหรอกนะ เพิ่งจะมาถึงกลางเขาก็เจอหมาป่าเสียแล้ว
ทันใดนั้นเฉินเถียนเถียนก็สัมผัสได้ถึงเสียงลมที่แหลมคมอย่างผิดปกติ รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง นางจึงกอดหัวและกลิ้งตัวลงกับพื้น โชคร้ายที่ลูกธนูยาวเล่มหนึ่งปักลงบนผมของนางในชั่วพริบตา
หากนางล้มลงช้ากว่านี้อีกนิด ลูกธนูนี้คงจะพุ่งเข้าใส่ลำคอของนางแล้ว เฉินเถียนเถียนเหงื่อท่วมตัวพิงต้นไม้ใหญ่ด้วยความหวาดกลัว ใครกันที่ต้องการฆ่านาง หลินชุนฮวาไม่น่าจะมีความสามารถเพียงนี้ ที่จะหานักฆ่าฝีมือระดับสูงเช่นนี้ได้ หรือว่าคุณชายใหญ่ตระกูลหลี่ที่บอกว่าจะปล่อยนางไปนั้นแท้จริงแล้วกลับหาโอกาสฆ่าปิดปากนาง
“ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้น เฉินเถียนเถียนจำได้ทันทีว่านี่คือเสียงของอวิ๋นเคอเป็นแน่
“ข้าเองอวิ๋นเคอคือว่า… ข้าหิวมากจนต้องขึ้นเขาตอนกลางคืนเพื่อหาอันใดสักอย่างทานน่ะ เช่นนั้นที่นี่อาจเป็นอาณาเขตของท่าน แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าคนที่เข้ามาเช่นนี้นะ” อวิ๋นเคอเห็นเฉินเถียนเถียนแล้วรู้สึกประหลาดใจ แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เหตุใดถึงเป็นเจ้า?”
“ใครจะมาที่ภูเขาตอนดึกเยี่ยงนี้ได้อีกเล่านอกจากข้า” อวิ๋นเคอยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ไม่กล่าวอันใดแล้วหันหลังเตรียมเดินจากไป แต่ เฉินเถียนเถียนสังเกตเห็นว่าที่เอวของเขามีไก่ป่าตัวหนึ่งและกระต่ายตัวหนึ่งแขวนอยู่
“ช้าก่อน” อวิ๋นเคอหยุดฝีเท้าจริง ๆ แต่ไม่ได้หันกลับมา เฉินเถียนเถียนกัดฟันตามปกติแล้วเขาควรหันกลับมาถามข้าว่ามีอะไรมิใช่หรือ แต่ช่างเถิดถ้าเขาไม่มาหาข้า ข้าก็ไปหาเขาเอง “อวิ๋นเคอ เจ้าสอนข้าล่าสัตว์ได้หรือไม่”
อวิ๋นเคอเพียงแค่หันหน้ามามองเฉินเถียนเถียนครู่หนึ่ง แม้จะไม่กล่าวสิ่งใดแต่สายตาที่ดูถูกนั้นก็ชัดเจนมาก
“จริง ๆ แล้วข้าก็ไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้นหรอก อวิ๋นเคอแม้ว่าท่านจะมีฝีมือเก่งกาจ แต่ก็คงหาร่องรอยของเหยื่อไม่เจอใช่หรือไม่เล่า แต่ข้าทำได้ตราบใดที่สัตว์ตัวนั้นเคยผ่านมาที่นี่ ข้าก็สามารถหาร่องรอยการมีอยู่ของพวกมันได้ ถ้าตามร่องรอยพวกนี้ไปผลตอบแทนของเจ้าก็จะมากขึ้นอีกหน่อย”
เฉินเถียนเถียนพยายามโน้มน้าวใจของคนผู้นี้ ถ้าเขายอมรับละก็ ต่อไปนี้นางก็คงไม่ต้องหิวโหยเช่นนี้อีกแล้ว อวิ๋นเคอนึกถึงวันนั้นที่ตนใช้วิชาตัวเบาหนีจากเด็กสาวคนนี้ แต่นางกลับยังตามหาถ้ำของตนเจอ ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนี้ไม่ได้โกหกอะไรจริง ๆ
“ได้” เสียงเอ่ยเพิ่งจบลง เฉินเถียนเถียนก็ใจชื้นขึ้นมาทันที
“งั้นข้าขอยืมสัวต์ตัวหนึ่งได้หรือไม่ ข้าต้องกินให้อิ่มก่อนถึงจะมีแรงทำงานนะ” อวิ๋นเคอเกือบจะหัวเราะออกมาแล้ว หญิงสาวผู้นี้ช่างเอาเปรียบจริง ๆ อวิ๋นเคอไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเสียใจขึ้นมากะทันหัน ไม่น่าตกลงกับนางเลย ทำไมตนถึงตกลงไปแบบไร้เหตุผลเยี่ยงนี้นะ
“เจ้าแน่ใจหรือว่าการพาเจ้าไปด้วยจะไม่เป็นภาระมากกว่า”
“รอให้ข้าเรียนรู้การล่าสัตว์จากท่านก่อน ข้าจะคืนให้ท่านเอง ท่านอย่าได้ใจแคบเช่นนั้นเลย” ใจแคบงั้นหรือ อวิ๋นเคอรู้สึกเหมือนตัวเองจะหัวเราะด้วยความโมโหอยู่ เมื่อเห็นคนตรงหน้ายังไม่ตกลงตามที่ตนเองต้องการ เฉินเถียนเถียนกลอกตาแล้วนึกถึงเรื่องที่ทำเงินได้มากที่สุดตั้งแต่โบราณกาล
เรื่องที่ตำรวจปวดหัวที่สุดคือการแกล้งล้มเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ดังนั้นเรื่องต่อจากนี้จึงง่ายดายมาก
“ท่านดูสิ ลูกธนูเมื่อครู่ของท่านเกือบทำให้ข้าตกใจจนแทบสิ้นสติ ท่านไม่ใช่สมควรจะชดใช้ให้ข้าหรอกหรือ” อวิ๋นเคอมองเด็กสาวตรงหน้าจากบนลงล่าง ไม่เห็นเลยว่านางถูกตนทำให้ตกใจตรงไหนกัน ความคิดของอวิ๋นเคอ เฉินเถียนเถียนก็เข้าใจดี
“ข้าเป็นคนใจเปราะบาง เช่นนั้นถึงแม้ไม่ได้เป็นอันใดแต่จากการที่ถูกท่านทำให้ตกใจมันก็มิได้เปลี่ยนไป ท่านไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิดเลยหรือไร อีกอย่างข้าก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมายถึงเพียงนั้น แค่ไก่ป่าตัวเดียวเท่านั้นเอง”
ที่แท้หญิงสาวคนนี้ยืมไม่ได้ ก็เริ่มมาใช้ความคิดอ่านแย่งชิงงั้นหรือ