เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 32 การทดสอบประจำเดือน 3

    ซีที่อยู่ข้างล่างสนามประลองอยู่ ๆก็กระโดดขึ้นมา พร้อมกับกระบี่บินนับสิบเล่มที่หมุนวนอยู่รอบ ๆร่างที่อวบอ้วนของเขา กระบี่บินถูกควบคุมโดยซีกวัดแกว่งไปมาพุ่งเข้าโจมตีชายหัวล้านอย่างรุนแรง แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างบาดแผลให้กับเขาได้เลยทำได้เพียงแค่ผลักเขาให้เซถอยหลังไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น ซีเห็นว่าถึงแม้การโจมตีของเขาจะไม่ได้ผลแต่ก็ยังโจมตีไปอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะช่วยให้รอยได้มีโอกาสถอยออกมาให้ห่างจะชายหัวล้านที่แสนอันตรายคนนี้

    ซีสบถออกมาหลังจากที่พยายามโจมตีอย่างเต็มที่แล้ว

    “นั่นมันผิวหนังคนหรือผิวเหล็กกันแน่วะนั่น รอย วิลเลี่ยมรีบถ่อยออกมาเร็วเข้า” 

     

    “เข้าใจแล้ว”

    รอยตอบรับแบบงง ๆและเห็นโอกาสจึงรีบโยนร่างของรุ่นพี่จุนแจที่เป็นทั้งภาระและตัวเกะกะให้กับกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้างล่างรับไว้

    “ฉันฝากรุ่นพี่ด้วย”

     

    ตอนนี้ทั่วบริเวณสนามประลองเหลือแต่กลุ่มนักเรียนที่ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบเท่านั้น ซึ่งตรงบนชั้นคนดูมีม่านบาเรียปิดกันเอาไว้อย่างดีเลยไม่มีใครที่จะสามารถลงมาข้างล่างเพื่อช่วยเหลือกลุ่มนักเรียนนี้ได้เลยและยิ่งเห็นผู้คุมสอบตายไปด้วยสภาพแบบนั้นด้วยแล้ว เหล่าผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยของโรงเรียนที่คอยดูแลอยู่ทั่วสนามประลองตอนนี้ต่างก็หวาดกลัวจนหัวหดไม่กล้าช่วยเข้าไปกันใหญ่ ใครกันจะอยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่ใช่ญาติมิตรตัวเอง

     

    รอยหันไปมองรอบ ๆก็เห็นแต่แววตาของความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกเลยคิดในใจว่าที่เหลือก็คงต้องพึ่งพาแต่ตัวเองได้เท่านั้น ถ้ารอให้คนมาช่วยแล้วที่ผ่านมาจะเรียนการต่อสู้ไปเพื่ออะไรกันถึงแม้ว่าชายตรงหน้านี้จะน่ากลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่รอยก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมซีถึงได้ออกมาเสี่ยงอันตรายต่อสู้แบบนี้ด้วย ทั้ง ๆที่หลบอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ข้างล่างสนามประลองก็ดูน่าจะปลอดภัยกว่า เพราะเห็นแล้วว่าเป้าหมายของชายหัวล้านเล็งมาที่รอยเพียงคนเดียวเท่านั้นและเพื่อนร่วมชั้นที่ด้านล่างเองก็มองรอยด้วยสายตาแปลก ๆอีกด้วยเช่นกันเมื่อเห็นว่ารอยเป็นเป้าหมายของกลุ่มคนพวกนี้ก็ยิ่งไม่อยากยุ่งด้วยเข้าไปใหญ่ ถ้าสามารถถีบส่งรอยไปให้กับชายหัวล้านแล้วทำให้ตัวพวกเขารอดจากสถานการณ์นี้ไปได้พวกเขาก็คงจะทำกันโดยไม่ลังเลอย่างแน่นอน

     

    กระบี่บินนับสิบเล่มกรีดแทงผ่านร่างของชายหัวล้านไป ทำได้เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับเสื้อผ้าของเขาเท่านั้นและในจังหวะที่ชายหัวล้านกางแขนออกด้วยความหงุดหงิดที่อยากจะทำลายกระบี่บินเหล่านี้ รอยก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่ามือของชายหัวล้านกลายสภาพไปเหมือนกับเป็นมือของสัตว์ร้ายชนิดหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร ชายหัวล้านข่วนมาทางที่ซียืนอยู่จนเกิดเป็นคลื่นกรงเล็บสีแดงทั้ง 5 พุ่งเข้าหาซีโดยตรง แต่ซีก็ไม่ได้ตื่นตระหนกและควบคุมกระบี่บินทั้งสิบที่ผสานเข้ากับลมปราณปักเข้าไปที่ร่างของชายหัวล้าน ถึงแม้กระบี่จะปักลงไปที่ร่างของชายหัวล้านได้แล้วแต่ก็ฝังลึกลงไปได้เพียงแค่ไม่กี่เซ็นเท่านั้น

     

    ซีพยายามบังคับให้กระบี่ที่ปักร่างของชายหัวล้านแทงลึกลงเข้าไปอีก แต่ก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนกระบี่บินของเขาให้มันแทงลึกลงไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ตัวซีเองที่รวบรวมสมาธิอย่างตั้งมั่นเพราะหวังที่จะทำให้ชายหัวล้านบาดเจ็บให้ได้โดยการโจมตีนี้ จึงทำให้ซีไม่มีโอกาสที่จะหลบคลื่นกรงเล็บที่พุ่งเข้าหาเลย รอยรีบใช้ก้าวลวงตาพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงลากซีกระโดดออกมาจากวิถีของคลื่นกรงเล็บได้อย่างฉิวเฉียด ทันทีที่ซีขาดการควบคุมกระบี่ทั้งสิบเล่มก็ร่วงหล่นออกจากร่างของชายหัวโล้นทันที แผลที่เกิดจากรอยกระบี่ก็ถูกสมานจนหายสนิทเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

     

    “ไอเจ้าเด็กนี่! ยุ่งไม่เข้าเรื่องจริง ๆเลยนะ” ชายหัวล้านรู้สึกอารมณ์เสียที่รอยเข้ามายุ่งไม่เข้าเรื่องทั้งที่แค่อยากจะพาตัวออกไปเงียบ ๆโดยที่ไม่ต้องลงไม้ลงมืออะไรกับรอย

     

    บรู้วว!

     

    ชายหัวล้านอยู่ ๆก็หอนขึ้นมาเหมือนกับเสียงหมาป่าและร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นจนผิดรูปผิดร่างเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ปริแตกออกจนทำให้เห็นขนสีเทาที่เริ่มงอกออกมาจากผิวหนังของเขาอย่างช้า ๆ ถึงรอยจะไม่รู้ว่าชายหัวล้านมันจะแปลงร่างนานแค่ไหน แต่รอยก็ไม่รอช้าใช้ทักษะตัวเบาก้าวอัสนีลงทัณฑ์!! ถีบเข้าไปที่ยอดอกของชายหัวล้านที่กำลังจะแปลงร่างอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงของสายฟ้าฟาดดังสนั่นแสบแก้วหูไปทั่วสนาม ความแรงของสายฟ้านี้เทียบไม่ได้กับการโจมตีใส่รุ่นพี่จุนแจเลย เพราะมันเป็นพลังสายฟ้าที่โจมตีเข้าสู่ร่างของชายหัวล้านโดยตรงการโจมตีนี้รอยเองก็ใส่มันสุดแรงเกิดเท่าที่จะทำได้แล้ว

     

    เปรี้ยง!!

     

    แสงสายฟ้าสีน้ำเงินทะลุอกชายหัวล้านไปเหมือนกับลำแสงปืนใหญ่จนถึงม่านพลังบาเรียที่อยู่ทางด้านหลัง รอยคิดว่าจะทำอะไรกับชายหัวล้านได้บ้างแต่กลับกลายเป็นว่าชายหัวล้านจับเข้าที่ข้อเท้าของรอยที่เพิ่งถีบยอดอกของเขาไปเมื่อครู่นี้ไว้ได้อย่างง่ายดาย  บาดแผลที่อกของชายหัวล้านไหม้เกรียมจนเป็นวงขนาดใหญ่อย่างน่าขนลุกจากนั้นชายหัวล้านก็บีบขาของรอยแล้วยกขึ้นมาเหนือหัวฟาดรอยกระแทกพื้นสนามอย่างแรงจนพื้นสนามประลองที่ถูกฟาดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ รอยรีบใช้ทักษะออร่าแห่งยักษากับโล่พลังป้องกันทันทีเพื่อลดแรงกระแทกและพยายามดิ้นรนออกจากมือของชายหัวล้านอยากสุดแรงเกิดไม่ว่าจะ ต่อย เตะ ถีบ และทำทุกวิถีทางที่ทำได้แต่แรงบีบของชายหัวล้านก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเหมือนกับว่าขาที่ถูกจับอยู่นั้นแทบจะเละคามือของชายหัวล้านไปแล้ว ชายหัวล้านที่แปลงร่างจนเสร็จสมบูรณ์ก็ทำให้รู้ว่าเขาคือมนุษย์หมาป่านั่นเอง ขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นถึง 3 เมตรกับจิตคุกคามที่รุนแรงสร้างความหวาดวิตกให้กับผู้คนโดยรอบไม่น้อย ด้วยแรงเหวี่ยงไปมาที่แรงจนรอยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ก็ถูกชายหัวล้านทุบลงพื้นสนามประลองไปมาอย่างกับตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต

     

    ตุบ! อ๊ากก!

     

    อยู่ ๆเสียงในหัวที่คุ้นเคยของภูติแห่งฝันร้ายก็ดังเข้ามาในระหว่างที่รอยกำลังถูกฟาดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

    “ดูเหมือนผู้ทดสอบกำลังจะลำบากไม่ใช่น้อยเลยนะ”

     

    “ถ้าแกช่วยอะไรไม่ได้ก็หุบปากไปซะ” รอยด่ากราดอยู่ในใจที่เจ้าภูติแห่งฝันร้ายไม่ได้มาช่วยแต่เหมือนจะมาซ้ำเติมกันมากกว่า

     

    “เป็นงั้นไป ผมเป็นห่วงผู้ทดสอบนะเนี่ยเลยออกมาถามดู แล้วที่มาก็เพื่อจะประกาศภารกิจที่ผู้ทดสอบทำสำเร็จเมื่อครู่ แต่ในเมื่อผู้ทดสอบยังไม่พร้อมที่จะรับรางวัลของภารกิจก็คงต้องเก็บเอาไว้คราวหน้า”

     

    “จะอะไรก็ไม่รู้แหละมอบมันมาที”

     

    รอยที่ถูกฟาดกับพื้นสนามประลองอยู่หลายครั้งจนสติเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลยไม่ทราบถึงของรางวัลที่ภูติแห่งฝันร้ายมอบให้ว่ามันคืออะไร เพราะรางวัลของโลกแห่งความเป็นจริงครั้งนี้เป็นเครื่องหมายคำถาม แถมเจ้าภูติแห่งฝันร้ายมาพูดอะไรก็ไม่รู้ตอนนี้อีก ยิ่งมันพูดก็ยิ่งฟังไม่รู้เรื่องเพราะตอนนี้รอยถูกฟาดจนไม่รู้เหนือรู้ใต้แล้วอะไรเป็นอะไรเสียงที่เข้าหูมาก็เหมือนจะฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไปซะอย่างงั้น

    ตุบ! อ๊าก!

     

    พื้นสนามประลองโดยรอบของชายหัวล้านกลายเป็นหลุมเป็นบ่อจนสภาพเละเทะไปหมด สภาพของสนามประลองยังเป็นถึงขนาดนี้แล้วร่างของรอยที่เป็นต้นเหตุทำให้สนามประลองเป็นแบบนี้ไม่รู้เลยว่าจะมีสภาพเป็นแบบไหน

     

    คนที่อยู่รอบ ๆต่างก็รู้สึกขนลุกกับภาพที่เห็นว่ารอยถูกฟาดลงพื้นไปเรื่อย ๆจนไม่ได้ยินเสียงร้องของความเจ็บปวดของรอยอีกแล้ว ชายหัวล้านจึงได้หยุดฟาดและโยนรอยทิ้งลงพื้นด้วยร่างที่เต็มไปด้วยเลือด กระดูกทั่วร่างของรอยไม่รู้จะมีสภาพเป็นอย่างไรบ้างแต่ที่แน่ ๆขาข้างขวาที่ถูกชายหัวล้านจับบีบอย่างแรงจนหักผิดรูปไปมาก ตัวชุดฝึกต่อสู้ที่เป็นสีขาวตอนนี้ถูกย้อมกลายเป็นสีแดงของเลือดไปทั่วทั้งตัวหมดแล้ว

     

     

    ตัวซีเองที่รู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถทำอะไรกับชายหัวล้านได้เลยทั้งที่ยังอยู่ในร่างมนุษย์ แล้วนี่เขากลายร่างไปเป็นมนุษย์หมาป่าความแข็งแกร่งของเขาคงเพิ่มขึ้นไปอีกมาก แรงกดดันของชายตรงหน้ามันมากกว่าระดับปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธซะอีก

     

    “นี่ซินะความต่างชั้นของคนที่ต่อสู้ในต่างโลกกับปรมาจารย์ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ปลอดภัย แรงกดดันมันช่างต่างชั้นกันซะเหลือเกิน” 

    ซีซึ่งเป็นสมาชิกหน่วยเงาของเดอะคิวบ์ที่ยังคงเป็นเพียงเด็กฝึกหัดในหน่วยอยู่ แต่ก็พอรู้ข้อมูลเชิงลึกว่าหน่วยโพดำขององค์กรเมฆทมิฬส่วนใหญ่จะปฏิบัติการที่ต่างโลกเท่านั้นและการที่พวกเขามาปรากฏตัวที่นี่พร้อมกันหลายคนแบบนี้แปลว่างานที่พวกเขาทำต้องสำคัญมากที่ต้องให้คนในหน่วยโพดำที่มีหมายเลขติดตัวลงมือด้วยตัวเอง

     

    ซีรู้ดีเลยว่าเขาไม่สามารถทำอะไรกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้ได้ เลยรีบหาทางพยายามติดต่อกับคนในหน่วยเงาที่ประจำการอยู่ภายนอกโดยเร็วที่สุดแต่ก็ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย ตอนนี้ซีเข้าใจแล้วว่าสนามต่อสู้แห่งนี้ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกไปอย่างสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซีคิดไปว่าคนในหน่วยเงาที่แฝงตัวเข้ามาแบบเปิดเผยตัวตนกับผู้อำนวยการแดเนียลไม่ได้อยู่ในสนามต่อสู้แห่งนี้เลยสักคนไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงกันบ้าง เขาเลยเข้าใจแล้วว่าผู้อำนวยการแดเนียลเตรียมแผนการนี้ไว้ได้อย่างแยบยลจริง ๆ เพราะดูไปแล้วใครที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ รอย วิลเลี่ยมจะต้องถูกกีดกันให้ออกห่างจากเขาในวันนี้ทั้งหมดเลย

     

    ซีที่เห็นมนุษย์หมาป่าเดินเข้าหาก็ได้แต่ทำใจ เพราะไม่มีที่ให้หลบหนีอีกแล้วจะขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้อีก ตอนนี้อย่าว่าแต่สู้เลยเพียงแค่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

     

    ฉัวะ!!

     

     

    ทางฝั่งผู้อำนวยการแดเนียล

    ปรมาจารย์นับสิบต่างก็ใช้วิชายุทธของสำนักตัวเองเพื่อที่จะทำลายม่านบาเรียออกมาให้ได้ ถึงพวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ชาวยุทธแต่ก็ไม่สามารถทำลายมานบาเรียที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับพวกเขาโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากที่จะทำลายมันได้ในเวลาอันสั้น

     

    “แดเนียลแกทำแบบนี้ไปทำไมกันหรือว่าแกเป็นพวกเดียวกันกับองค์กรเมฆทมิฬ?”

     

    “แกคิดว่าที่แกทำแบบนี้กับพวกเราแล้วสำนักหลักรู้เรื่องเข้าแกจะหนีรอดไปได้หรือยังไงกัน?” เหล่าปรมาจารย์ต่างรุมด่ากราดผู้อำนวยการแดเนียลกันไม่หยุดปาก

    “รำคาญตาแก่ชาวยุทธอย่างพวกแกจริง ๆ ถ้าไม่มีปัญญาทำอะไรกับม่านบาเรียของผมได้ก็ควรหุบปากไปสักที ฝากจัดการพวกมันทีผมต้องใช้สมาธิควบคุมม่านบาเรียต่ออีก” 

    ผู้อำนวยการแดเนียลพูดพร้อมกับกระจายพลังบาเรียของเขาออกไปเพื่อเติมเต็มในจุดที่ถูกพวกนักเรียนทั่วทั้งสนามพยายามโจมตีม่านบาเรียกันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย

     

    ปรมาจารย์ที่ด่ากราดอยู่ก็ไม่เข้าใจเลยว่าผู้อำนวยการแดเนียลกำลังพูดอยู่กับใคร แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นคือหนึ่งในปรมาจารย์ขุนเดชสำนักสักยันต์อาคมที่อยู่ ๆก็ชักดาบอาคมที่มีลวดลายอักษรไทยโบราณสลักไว้ออกมา ปรมาจารย์ทุกคนก็ไม่ได้แปลกใจหรือสงสัยอะไรเลยในทีแรก เพราะคิดว่าปรมาจารย์ขุนเดชชักดาบออกมาเพื่อที่จะช่วยทำลายม่านบาเรียเพราะโกรธในสิ่งที่ผู้อำนวยการแดเนียลพึ่งพูดเมื่อครู่นี้

    ปรมาจารย์ขุนเดชคือชายสูงวัยที่ยังดูสุขภาพแข็งแรงเขาไว้หนวดทรงโบราณเป็นเอกลักษณ์ ที่ทั่วทั้งแขนของเขามีรอยสักอักษรไทยโบราณอยู่เต็มไปหมดถึงแม้จะใส่เสื้อปิดบังร่างกายเอาไว้อยู่แต่ก็รู้ได้เลยว่าทั่วทั้งตัวของเขาคงจะมีแต่ลายสักยันต์อยู่เต็มตัวเป็นแน่

     

     

    หลังจากที่ปรมาจารย์ขุนเดชชักดาบอาคมออกมาก็กราดฟันเหล่าปรมาจารย์ที่กำลังรวบรวมสมาธิจู่โจมม่านบาเรียกันอยู่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว คลื่นดาบอาคมสีดำหม่นนับไม่ถ้วนฟันทะลุร่างเหล่าปรมาจารย์ไปจนถึงม่านบาเรีย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์อะไรกับเหล่าปรมาจารย์เลย เพราะที่ฟันไปนั้นเป็นเพียงจิตวิญญาณของเหล่าปรมาจารย์ ซึ่งการโจมตีมันคล้ายคลึงกับอาวุธวิญญาณไร้รูปของรอยเป็นอย่างมากที่โจมตีเพียงแค่ร่างจิตวิญญาณโดยตรงเท่านั้น

     

    อ๊ากก!

     

    เสียงร้องโหยหวนของเหล่าปรมาจารย์ที่ถูกโจมตีทางจิตวิญญาณโดยตรงดังอยู่ชั่วครู่ก็เงียบหายไป

    ดาบอาคมที่ปรมาจารย์ขุนเดชถืออยู่หลังจากฟันไปแล้วมันก็ดูดซับดวงวิญญาณของเหล่าปรมาจารย์ทั้งหมดเข้ามาที่ตัวดาบอาคมจนเกิดเป็นแสงสีเทาอาบไปทั่วตัวดาบ หลังจากที่ดาบอาคมดูดซับจิตวิญญาณมาทั้งหมดแล้วร่างกายของเหล่าปรมาจารย์ที่ถูกฟันต่างก็กลายสภาพไปเป็นศพที่แห้งกรังไม่ต่างจากซากไม้

     

    “ขอบคุณมากปรมาจารย์ขุนเดช ดาบอาคมเล่มนั้นของคุณก็ยังดูน่ากลัวเหมือนเดิมเลยนะ” ผู้อำนวยการแดเนียลกล่าวขอบคุณพร้อมกับปิดม่านบาเรียที่อยู่ด้านหลังของเขา เพราะไม่มีปรมาจารย์รอดชีวิตจากการโจมตีของปรมาจารย์ขุนเดชไปได้เลยสักคนเดียว มันก็ไม่มีเหตุผลที่จะใช้พลังบาเรียของเขาอย่างสิ้นเปลืองอีกต่อไปเพราะยิ่งเปิดม่านบาเรียไว้นานก็ยิ่งใช้พลังงานของเขามากยิ่งขึ้น

     

     “ไม่เป็นไรผู้อำนวยการแดเนียลขอแค่คุณทำในสิ่งที่เราตกลงกันไว้ก็พอ”

     

    “เราลงเรือลำเดียวกันแล้วผมจะผิดคำพูดไปได้อย่างไร”

     

    “แล้วพวกเด็ก ๆที่เหลือนี่ล่ะคุณจะเอายังไงต่อ” ปรมาจารย์ขุนเดชหันไปมองรอบ ๆที่เห็นว่าเด็กนักเรียนโจมตีม่านบาเรียกันไม่หยุด

     

    “ฆ่าให้หมด”

     

    “เข้าใจแล้ว”  ผู้อำนวยการแดเนียลไล่เปิดม่านพาเรียที่ล่ะจุด ๆให้ปรมาจารย์ขุนเดชเข้าไปสังหารเด็กนักเรียนทั้งหมด

     “อย่านะ! คุณจะทำอะไรหน่ะ? อ๊ากก!!” เหล่านักเรียนที่อยู่ม่านบาเรียข้างเหล่าปรมาจารย์ต่างก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดว่าปรมาจารย์ขุนเดชทำอะไรไว้ เหล่าเด็กนักเรียนต่างก็พากันวิ่งหนีตายกันอย่างชุลมุนวุ่นวายกันไปทั่วและเหตุการณ์สังหารหมู่เหล่านักเรียนก็ได้เริ่มต้นขึ้น

     

    ซีโน่ คาร่า ดุ๊ก ตอนนี้มีสภาพปางตายไม่ต่างจากรอยมากนักเพราะความห่างชั้นของพลังทำให้พวกเขาสู้กับชายหัวรังนกไม่ได้เลย

     

    ที่เหลืออีก 2 คนที่คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านบนโดมก็กระโดดลงมาหลังจากที่เห็นว่าทุกคนใกล้จะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว

    “รีบไปกันเถอะฉันได้ข่าวว่าเจ้าเด็กนี่เป็นลูกศิษย์ของสุดยอดปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ถ้าอาจารย์ของเจ้าเด็กนี่มาเรื่องมันจะยุ่งยากมากกว่านี้อีก...”

     

     

    แต่เสียงของชายแก่ที่ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ก็เกิดเสียงดังสนั่นของม่านบาเรียตรงหน้าทางเข้าของสนามประลอง

     

    ตู้ม!!

     

    ปรากฏคนทั้ง 4 เดินออกมาอย่างกับขบวนการฮีโร่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คืออินฮวากับชายสวมชุดสูทสีดำอีกทั้ง 3 คนที่อยู่ในหน่วยอัสนีของสำนักอินซา คนทั้ง 4 นั้นตอนนี้มีสภาพที่ดูสะบักสะบอมเหมือนกับเพิ่งจะผ่านการต่อสู้อย่างหนักมา ทันทีที่อินฮวาเห็นว่ารอยนอนจมกองเลือดอยู่ที่สนามประลองก็รีบดีดนิ้วรัว ๆเพื่อสร้างสายฟ้าฟาดลงไปที่คนทั้ง 3 ขององค์กรณ์เมฆทมิฬ

     

    เปาะๆๆ

     

    เปรี้ยงๆๆ

     

    สายฟ้าฟาดลงกลางหัวมนุษย์หมาป่าจนยืนเกร็งตัวสั่นพร้อมกับขนที่ไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก ส่วนชายแก่กับผู้หญิงสวมแว่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสายฟ้าฟาดของอินฮวาเลย เพียงเพราะชายแก่สะบัดไม้เท้าก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมาไปในทิศทางที่มนุษย์หมาป่ายืนอยู่เท่านั้น สายฟ้าฟาดทั้งหมดก็ฟาดลงไปที่มนุษย์หมาป่าเพียงคนเดียว 

     

    “ตาแก่นี่แกเห็นว่าฉันรักษาตัวเองได้ก็ใช่ว่าจะต้องรับการโจมตีแทนพวกแกตลอดไปหรอกนะ” ขนาดมนุษย์หมาป่าถูกโจมตีไปขนาดนั้นแต่กลับหันมาพูดกับพรรคพวกได้อย่างน่าตาเฉย แต่พวกเขาก็ยืนคุยกันอย่างสบายใจได้ไม่เท่าไหร่ อยู่ ๆก็มีชายแก่ผมสั้นเคราขาวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของพวกเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยพร้อมกับปลดปล่อยจิตคุกคามออกมาจนใบหน้าของพวกองค์กรเมฆทมิฬทั้ง 3 ซีดเผือดไปในทันทีแถมยังไม่สามารถขยับตัวได้อีก เพราะระดับพลังของชายแก่ตรงหน้ามันมากถึงระดับหัวหน้าหน่วยโพดำของพวกเขาเลย

     

    ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่ารอยถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสปางตายขนาดนี้ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนในทันที ถึงปรมาจารย์บีโฮจะไม่ได้ผูกพันแน่นแฟ้นกับรอยอะไรมากนักแต่รอยก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของเขาก็ทำให้เลือดขึ้นหน้ามาได้เหมือนกันที่เห็นว่ารอยต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ความรู้สึกผูกพันนี้ปรมาจารย์บีโฮเองก็ไม่เข้าใจมันเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกผูกพันกับเด็กคนนี้ได้รวดเร็วนักเหมือนกับว่ามีอะไรดลใจเขาอย่างงั้นแหละ

     

    ปรมาจารย์บีโฮพุ่งเข้าหามนุษย์หมาป่าพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อฮันบกทั้งสองที่ยาวเกินขนาดของแขนไปมาด้วยความเร็วราวกับแส้ที่ตาเปล่ายังมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้างได้เลย ที่เห็นได้อย่างแน่ชัดคือร่างของมนุษย์หมาป่ากระเด็นไปติดกับม่านบาเรีย จากนั้นปรมาจารย์บีโฮก็พุ่งเข้าไปโจมตีกับอีก 2 คนที่ยังทำตัวไม่ถูกเพราะเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นคนทั้ง 3 ก็ถูกทำให้กระเด็นไปกระแทกกับม่านบาเรียที่อยู่ขอบสนามประลองในเวลาที่แทบจะพร้อมกันเลย

     

    ปรมาจารย์บีโฮไม่ได้เข้าไปโจมตีซ้ำแต่กลับหันหน้าไปมองที่ผู้อำนวยการแดเนียล ทั้งสองยืนจ้องตากันอยู่สักพักจนผู้อำนวยการแดเนียลเปิดปากพูดออกมา

     

    “สำนักอินซาของคุณคิดจะงัดข้อกับองค์กรเมฆทมิฬเพียงเพราะเด็กคนเดียวอย่างงั้นหรือ?”