“การสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลให้สามัญชนเป็เื่แปลกเหรอคะ”
เ้าหญิงตัวน้อยเรเชลถามขึ้นด้วยความสงสัย พระาาอัลเฟรดผู้เป็พ่อเป็ฝ่ายตอบ
“จะว่าแปลกไหมมันก็ไม่แปลกเท่าไหร่หรอก อย่างพวกในอาณาจักรใหญ่ต่างก็ล้วนมีโรงเรียนด้วยกันทั้งนั้น และโรงเรียนที่นั่นก็เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าเรียนได้ แม้จะพูดอย่างนั้นการส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด สรุปก็คือคนที่มีสิทธิ์เข้ารับการศึกษาจริง ๆ ถ้าไม่ใช่ลูกหลานขุนนาง พวกเชื้อพระวงศ์ ก็ต้องเป็พวกคหบดีมีทรัพย์ทั้งหลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโรงพยาบาลลูกยังเด็กไปจึงอาจยังไม่รู้ว่าพวกที่ฝึกเวทรักษากับพวกนักปรุงยานั้นส่วนใหญ่ถ้าไม่ไปทำงานในวัง ก็ถูกพวกคหบดีมีทรัพย์ซื้อตัวไปอีกนั่นแหละ การที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงการรักษาได้นั้นจึงเป็อะไรที่ยากมาก”
เรเชลพยักหน้าเข้าใจช้า ๆ แต่ผิดคาดลิลิธที่ปกติมักจะเงียบเฉยกลับพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าว่า
“และก็ไม่มีอาณาจักรไหนหรือเมืองไหนในทวีปอาร์เคนัสแห่งนี้ที่คิดจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้พวกสามัญชนด้วย ดังนั้นจงรู้เอาไว้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะเออร์วินเธอก็อย่าหวังจะได้เป็เ้าหญิงและได้รับการศึกษาอย่างตอนนี้”
ลิลิธพูดแทงใจเรเชลเพราะว่าเธอนั้นไม่ใช่เด็กที่เกิดจากราชินีเอลิเซีย แต่เกิดจากหัวหน้าสาวใช้ลาน่ากับพระาาอัลเฟรด เรเชลที่ได้ยินก็ก้มหน้านิ่งดูซึมไปอย่างเห็นได้ชัด ลาน่าที่เห็นลูกของเธอเป็อย่างนั้นในฐานะคนเป็แม่ก็รู้สึกปวดใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะฐานะของเธอ พระาาอัลเฟรดจึงพูดกลับลิลิธว่า
“ลิลิธอย่าว่าน้องแบบนี้สิเธอเป็น้องสาวของลูกนะ” แล้วจึงหันไปพูดกับเรเชล “เรเชลไม่ต้องคิดมากไปหรอกถึงยังไงลูกก็เป็เ้าหญิงของพ่อเสมอ”
“ค่ะ...” เรเชลตอบอย่างแ่เบา
ส่วนลิลิธแค่นเสียง “เฮอะ” สั้น ๆ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นน้องสาวของตนแอบแลบลิ้นให้เธอโดยไม่ให้ใครเห็น ลิลิธทำเป็ไม่สนใจก่อนจะเริ่มทานมื้อค่ำต่อ
ส่วนเออร์วินแม้จะไม่เห็นหน้าน้องสาวในยามนี้แต่เขาก็พอเดาได้ว่าเธอคงกำลังยั่วโมโหลิลิธอยู่แน่ ๆ เขาไม่รู้ว่าทำไมพี่สาวกับน้องสาวของเขาถึงไม่ถูกกันนักและชอบมีเื่ให้ทะเลาะกันอยู่เสมอ เออร์วินถอนหายใจและเลือกที่จะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น เพราะเขามีประสบการณ์มาแล้วว่าเมื่อทั้งสองคนทะเลาะกันไม่สำคัญว่าใครถูกใครผิด หากเขาไปเข้าข้างเรเชลเขาจะกลายเป็เป้าโทสะของลิลิธ แต่หากเขาเข้าข้างลิลิธเรเชลก็จะบีบน้ำตาแล้วมีอาการหงอยเหงาเศร้าซึมไปทั้งวันจนเขาที่เป็พี่ชายทำอะไรไม่ถูก
ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำในเวลาที่ทั้งสองทะเลาะกันก็คือวางตัวเป็กลางและทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้น
ยามดึกสงัด
เมืองไพร์ล็อกยามค่ำคืนชาวเมืองล้วนปิดประตูดับไฟจากตะเกียงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทราเพื่อฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าในวันนี้ ความเงียบสงบมาเยือนจนบางครั้งได้ยินเสียงของสายลมที่พัดมาอย่างชัดเจน เหล่าทหารต่างทำหน้าที่เดินตรวจตราเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
คฤหาสน์ของดอน โกเบอร์กลับยังคงสว่างไสวบางครั้งยังได้ยินเสียงดนตรีแว่วออกมา แสงไฟจากตะเกียงเวทมนตร์ที่มีอยู่ทั่วคฤหาสน์ส่งผลให้ตัวคฤหาสน์สว่างจ้าราวกับเป็กลางวัน ตะเกียงเวทมนตร์สินค้าราคาแพงที่คนทั่วไปยากจะมีกำลังซื้อกลายเป็ตัวบ่งบอกถึงฐานะของเขา
ในขณะที่บรรยากาศยังคงดำเนินต่อไปโดยที่เหมือนเช่นทุกวันแต่วันนี้กลับมีสิ่งผิดแผกไปเพราะไร้คนเดินตรวจตรา ด้วยความที่ถืออำนาจบาตรใหญ่และมักใช้เส้นสายกระทำเื่ชั่วช้าต่าง ๆ นานาทำให้ดอน โกเบอร์แทบจะมีศัตรูอยู่ทุกที่จึงมักจ้างคนที่เขาเห็นว่ามีฝีมือมาทำหน้าที่คุ้มกันและดูแลความปลอดภัย การที่เห็นว่าไร้วี่แววคนตรวจตรานั้นนับว่าเป็อะไรที่ผิดปกติอย่างมาก
ตรงระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์ชายคนหนึ่งในชุดหนังสัตว์เหน็บดาบที่เอวเดินออกมายืนที่ระเบียง พลางกวาดสายตาไปยังสนามหญ้าด้านล่างที่ไร้เงาผู้คน เขาขมวดคิ้วแล้วบ่นอย่างไม่พอใจ
“ไอ้พวกนี้มันหายหัวไปไหนกันหมดวะไม่เห็นหัวเลยแม้แต่ตัวเดียวอย่าบอกนะว่าแม่งอู้งานกันอีกแล้ว”
เขาคิดในใจว่าจะลงไปต่อว่าพวกนั้นสักหน่อยแต่พอหันหลังกลับไปเท่านั้นเขากลับต้องชะงัก เพราะเขาเห็นคน ๆ หนึ่งยืนอยู่ในระยะแทบจะประชิดตัวกับเขาคน ๆ นี้แต่งตัวด้วยชุดสีดำทั้งตัวชุดที่ใส่นั้นดูทะมัดทะแมงให้ความรู้สึกคล่องตัวบริเวณศีรษะมีลักษณะเป็ฮู้ดคลุมหัว และเท่าที่ดูจากรูปร่างก็เดาได้ไม่ยากว่าคนผู้นี้เป็สตรี
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติได้ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผ่านลำคอเขาไปอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน จากนั้นก็รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกตามด้วยของเหลวสีแดงสดพุ่งออกมาจากลำคอ เขาทรุดลงไปกับพื้นแล้วดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมาน สตรีในชุดสีดำเหลือบมองเขาอย่างไม่สนใจนักก่อนที่เธอจะจมหายลงไปในเงาทิ้งอีกฝ่ายไว้อย่างนั้น
ยามนี้หากมีคนไปเดินที่สนามหญ้าหรือตามมุมมืดต่าง ๆ ในคฤหาสน์จะพบกับร่างไร้ิญญาโดยที่ทุกร่างล้วนมีรอยแผลที่คอเหมือนกันหมด
ภายในห้องที่มืดสลัวเคานต์เรห์นวาร์ดลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ เขารู้สึกมึนงงไปทั้งศีรษะพอจะลองขยับตัวก็พบว่าไม่สามารถขยับตัวได้จึงก้มมองพบว่าตอนนี้เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ แขนทั้งสองข้างถูกมัดไว้กับที่วางแขน เขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันทีรีบหันไปมองรอบ ๆ กลับรู้สึกพรั่นพรึงไปกับสิ่งที่เห็น พบว่าตอนนี้เขาอยู่ในห้องอาหารในคฤหาสน์ของเขาโดยที่ตัวเขานั่งตรงหัวโต๊ะยาว ท่ามกลางแสงไฟที่มืดสลัวจากเชิงเทียนรอบ ๆ ยังพอมองออกว่านอกจากเขาแล้วยังมีภรรยานั่งกับลูกชายทั้งสองนั่งคนละฟากซ้ายขวาของโต๊ะ สภาพของทั้งสามคนต่างหลับใหลไม่ได้สติแต่เสียงลมหายใจและการกระเพื่อมที่หน้าอกทำให้ยังพอบ่งบอกได้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่แสงไฟจากเชิงเทียนนั้นกลับส่องไปไม่ถึงยังปลายโต๊ะที่อยู่ตรงข้ามกับเขา
เคานต์เรห์นวาร์ดส่ายศีรษะไปมาเพื่อไล่อาการงุนงงก่อนจะประเมินสถานการณ์ เขาทบทวนเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะตื่นมา จำได้ว่าเขาพูดคุยกับภรรยาไล่ลูกทั้งสองขึ้นนอนแล้วก็เข้านอนแล้วจึงตื่นมาอยู่ในสภาพนี้
เขาลองดิ้นรนขยับแขนทั้งสองข้างพบว่ามันมัดแน่นจนขยับไม่ได้แม้แต่มิลเดียว เวทมนตร์ที่เขาถนัดนั้นเป็เวทธาตุน้ำเพราะมีความเข้ากันได้ซึ่งเขามักใช้เวลาในตอนทรมานคนให้ยอมรับสารภาพ แต่มันกลับไร้ประโยชน์ในสถานการณ์อย่างนี้ ความจริงเวทธาตุน้ำที่มีส่วนช่วยในการแก้มัดก็มีอยู่มากมายในทวีปอาร์เคนัส แต่เคราะห์ร้ายที่เคานต์เรห์นวาร์ดกลับไม่รู้เวทเ่าั้
เขากำลังพยายามคิดหาทางออกจากสถานการณ์ตรงหน้านี้พร้อมกับนึกไปด้วยว่าใครกันที่ทำแบบนี้กับเขา เคานต์เรห์นวาร์ดนึกรายชื่อที่เขารู้จักขึ้นมาทีละชื่อแล้วก็ตัดรายชื่อเ่าั้ทิ้งไปเรื่อย ๆ จนหูของเขาได้ยินเสียง ๆ หนึ่งซึ่งมันเป็เสียงที่มาจากปลายโต๊ะที่แสงไฟส่องไม่ถึง เคานต์เรห์นวาร์ดหรี่ตามองพบว่าสายตาของเขาไม่อาจมองฝ่าความมืดไปได้ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า
“ใคร?”
สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบเขาจึงถามไปอีกว่า
“้าอะไร?”
อีกฝ่ายยังคงเงียบเขาจึงถามไปอีก
“ทำแบบนี้ทำไม? ไม่รู้รึไงว่าข้าเป็ใคร”
สิ่งที่ได้กลับมายังคงเป็ความเงียบงัน ขณะที่เขากำลังสงสัยและรู้สึกกดดันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคุ้นหูมาว่า
“เพราะรู้น่ะสิครับว่าเป็ท่านเคานต์เรห์นวาร์ด ท่านถึงได้มาอยู่ที่นี่น่ะสิครับ”
‘เสียงนี้มัน’ เคานต์เรห์นวาร์ดจดจำเสียงนี้ได้เป็อย่างดี
ณ คฤหาสน์ของดอน โกเบอร์
เหล่าคนที่มีหน้าที่คุ้มกันในคฤหาสน์ต่างทำหน้าที่ของตนเช่นทุกวันโดยไม่รู้เลยว่าตามจุดต่าง ๆ ในคฤหาสน์พวกพ้องของตนกลายเป็ซากไร้ิญญา
ตรงโถงทางเดินมีชายสองคนเดินมาคู่กันชายคนแรกเหน็บมีดสั้นไว้ที่เอว ส่วนชายอีกคนสะพายขวานไว้ที่หลัง ชายคนที่สะพายขวานหาวก่อนจะพูดด้วยความง่วงงุนว่า
“ข้าล่ะอิจฉานายท่านจริง ๆ อยากได้สตรีคนไหนก็ได้สตรีคนนั้น เมื่อไหร่พวกเราจะมีวาสนาแบบนั้นบ้างนะ”
“ไอ้คนที่ได้เงินมาเท่าไหร่ไม่ลงกับเหล้าก็ลงกับบ่อนอย่างเอ็งชาตินี้อย่าหวังเลย” ชายคนที่เหน็บมีดไว้ที่เอวพูดขึ้น
“เออรู้หรอกน่าว่าเป็เพราะข้าเก็บเงินไม่อยู่ ว่าแต่เอ็งเหอะเห็นเก็บเงินมาตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นมีอย่างนายท่านเลยนี่หว่า”
การย้อนของชายที่เหน็บมีดทำให้ชายที่สะพายขวานอับจนถ้อยคำ ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่งก่อนชายที่สะพายขวานจะพูดขึ้นว่า
“ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ เลยว่าผู้หญิงคนต่อไปที่นายท่านเบื่อแล้วจะใครกันน้า”
ชายที่เหน็บมีดถึงกับยิ้มออกมาทันทีก่อนจะพูดว่า
“นั่นสินะ จะว่าไปก็มีของเล่นตัวหนึ่งตายไปเมื่อวานนี่นะ จะให้กลับไปเล่นยัยส้วมที่พิการนั่นก็ไม่ไหวหรอก”
ชายคนที่สะพายขวานหัวเราะ ฮะฮะ ก่อนจะพูดว่า “ไอ้พวกนั้นก็เล่นไม่บันยะบันยังเอาเสียเลย ไม่คิดบ้างหรือไงวะว่ากว่าจะมีของเล่นตัวใหม่ได้นี่ต้องรอให้นายท่านเบื่อก่อนแล้วจึงโยนมาให้พวกเราได้เสพสุขกันน่ะ”
ชายคนที่เหน็บมีดส่ายหัวอย่างจนปัญญาก่อนจะพูดว่า
“จะว่าไปนายท่านมีทาสเผ่ามารที่เป็เผ่าหูสัตว์อยู่บ้างนี่นะอยากรู้จังเลยว่าเมื่อไหร่นายท่านจะเบื่อ เพราะข้าเองก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองผู้หญิงจากเผ่ามารมาก่อน”
“คงยากว่ะเพื่อน เอ็งก็รู้ว่าทาสเผ่ามารแถวนี้ไม่ได้หากันง่าย ๆ และที่สำคัญนายท่านก็ซื้อมาแพงด้วย ถ้าจะให้นายท่านเบื่อจริงคงต้องเล่นจนมีสภาพไม่จืดก่อนจะตกมาถึงพวกเราเลย”
ชายคนที่เหน็บมีดก็พูดตอบไปแบบไม่ใส่ใจว่า
“ถึงตอนนั้นข้าคงหมดอารมณ์”
ชายคนที่สะพายขวานกำลังจะพูดตอบแต่กลับมีมือข้างหนึ่งจากด้านหลังมาปิดปากแล้วดึงเขาไปที่ด้านหลัง ส่วนชายที่เหน็บมีดยังคงเดินต่อไปเรื่อยเพราะไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขาเดินไปได้เกือบสิบก้าวเขากลับรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติจากเพื่อนที่เข้าเวรด้วยจึงหันไปมองทางซ้ายมือกลับเห็นแต่ความว่างเปล่า เขาจึงหันไปมองด้านหลังตามสัญชาตญาณกลับพบเห็นชายคนที่สะพายขวานดิ้นทุรนทุรายพร้อมกับเอามือกุมที่คอ ซึ่งยังคงมีของเหลวสีแดงไหลออกมาจากร่องนิ้วที่คอของเขาไม่หยุด
มือของเขากำด้ามมีดแต่ยังไม่ทันได้ชักออกมาเขาก็รู้สึกภาพรอบตัวมันหมุนควง พร้อมกับรู้สึกเหมือนตัวของเขาเบาและลอยขึ้น ทิวทัศน์รอบด้านของเขาหมุนเป็วงกลมจนเขาเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังทว่าสิ่งเขาเห็นนั้นเป็คนยืนอยู่ในท่าชักมีดที่เหน็บอยู่ตรงเอวเขาจำได้จากการแต่งกายและอาวุธว่านั่นช่างเหมือนกับเขาก่อนจะสังเกตเห็นว่าศีรษะของร่างนั้นว่างเปล่า
เขารู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาก่อนจะสังเกตเห็นใครบางคนยืนอยู่ด้านหลังร่างที่ไร้ศีรษะของเขา
“ใครกัน...” สองคำสุดท้ายปรากฏในหัวของเขาก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
เรเวนมองร่างที่ไร้ศีรษะล้มลงกับพื้นช้า ๆ ด้วยแววตาที่ไร้อารมณ์จากใต้ฮู้ดของเธอ ก่อนเริ่มภารกิจเออร์วินได้บอกเธอว่า มีสามสิ่งที่เธอต้องทำในคืนนี้ สิ่งแรกฆ่า ดอน โกเบอร์ แล้วหิ้วศีรษะของดอนไปให้เคานต์เรห์นวาร์ดที่คฤหาสน์ของท่านเคานต์ สองเก็บพวกคนคุ้มกันหรือพวกยามให้หมดไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว สามโกยสินทรัพย์ของดอนโกเบอร์ทั้งหมดมาให้เกลี้ยง
"เออร์วิน เ้าเด็กบัดซบ" เรเวนสบถเบา ๆ เธอนึกถึงเ้าเด็กแก่แดดที่ใช้เธอไปสังหารคนอื่นยังพอว่า เพราะเธอเองก็เป็มือสังหาร แต่เธอกลับไม่นึกว่าอีกฝ่ายยังจะให้เธอเป็โจรที่คอยปล้นชิงยามเพลิงไหม้
เสียงนี้เป็เสียงที่เขาเพิ่งได้คุยกันไปเมื่อวานทั้งอีกฝ่ายยังมาแบล็กเมล์เขาอีกต่างหาก แต่ที่เขาไม่เข้าใจเลยก็คือทำไมถึงเป็อีกฝ่ายได้
"เ้าชายเออร์วินหรือขอรับ" เพื่อความชัวร์เคานต์เรห์นวาร์ดลองถามหยั่งเชิง
เสียงเดิมตอบกลับมาว่า
"ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะครับดีใจจังที่ท่านเคานต์ยังจำเสียงของเ้าชายขยะคนนี้ได้"
"ปิ๊งป่อง?" เคานต์ทวนคำด้วยความสงสัยก่อนจะถามออกไป "ไม่ทราบว่ากระหม่อมทำผิดอะไรหรือพะย่ะค่ะ เื่โรงเรียนที่เ้าชาย้ากระหม่อมก็ผลักดันจนพระาาอนุมัติแล้ว"
แม้จะพูดไปอย่างนั้นเคานต์เรห์นวาร์ดนึกทบทวนเกี่ยวกับข้อมูลของอีกฝ่าย เ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อก ผู้เกิดมาพร้อมกับพลังเวทที่อ่อนด้อยเพราะปริมาณมานาเพียงน้อยนิด ในโลกที่ให้ความสำคัญกับเวทมนตร์เป็อันดับแรกเ้าชายผู้นี้เป็สิ่งที่ไม่ต่างอะไรจากขยะ ทำให้เ้าชายคนนี้มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเ้าหญิงที่เป็อัจฉริยะอย่างพี่สาวของเขาอยู่เสมอ แล้วขยะผู้นี้ทำให้เขามาอยู่ในสภาพนี้ได้ยังไง และที่สำคัญทำไปเพื่ออะไร
ความคิดต่าง ๆ ของเคานต์เรห์นวาร์ดวิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาค่อนข้างมั่นใจว่าทุกการกระทำของเ้าชายผู้นี้จะต้องมีคนอยู่เื้ัอย่างแน่นอน มีคนสามคนผุดขึ้นในความคิดเขา บารอนเอเดรียน ดยุคกาเลออน และพระาาอัลเฟรด แม้ว่าไพร์ล็อกจะเป็เพียงแค่เมืองขนาดเล็กแต่ระบบขุนนางก็ยังมีฝักมีฝ่าย บ่อยครั้งที่พวกตนพยายามจะกอบโกยผลประโยชน์แต่มักจะมีหนึ่งในสามคนนี้คอยเบรกหรือยับยั้งอยู่เสมอ แม้ว่าพวกตนจะเจ็บใจที่มักถูกขัดขวางแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ คนหนึ่งคุมกองทัพอีกคนคุมอำนาจการบริหารและคนสุดท้ายเป็พระาาที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองนี้
เคานต์เรห์นวาร์ดจึงมั่นใจว่าคนที่อยู่เื้ัการกระทำของขยะชิ้นนี้จะต้องเป็หนึ่งในสามคนนี้ไม่ผิดแน่ ขณะที่เขากำลังหาวิธีหว่านล้อมให้เ้าชายคนนี้แก้มัดเขาแล้วบอกว่าใครเป็คนที่อยู่เื้ั กลับได้ยินอีกฝ่ายพูดฝ่าความมืดมาอีกว่า
“ไม่ต้องระแวงไปหรอกครับท่านเคานต์ ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำอะไรท่านหรอกนะครับ ที่ผมมานี่ก็แค่อยากส่งคำเตือนอะไรท่านนิดหน่อยก็เท่านั้น”
“คำเตือน?”
เคานต์เรห์นวาร์ดทวนคำ ได้ยินเสียงอีกฝ่ายตอบมาอีกว่า
“ใช่ครับ คำเตือน เป็คำเตือนที่จะบอกว่าจากนี้ไปรบกวนท่านเคานต์ช่วยคิดให้เยอะกว่านี้อีกนิดทุกครั้งก่อนจะทำอะไร”