บทที่ 18 พระชายาจะกละ
“ไม่ได้ผลหรอกเพคะ” ฮวาจิ่นชุนที่อยู่อีกด้านเอ่ยแทรกขึ้นมา สิ่งที่นางอิจฉาที่สุดคือหน้าอกของเฉิงจือเซียง ลับหลังนางก็ลองสูตรลับต่าง ๆ มาไม่น้อย
“เ้าเคยลองแล้วรึ?” ฉินปู้เข่อนั่งลงข้างฮวาจิ่นชุนด้วยท่าทีสบาย ๆ นางนั่งท่าขัดสมาธิพร้อมพูดคุยอย่างเพลิดเพลิน “ว่ากันว่าต้องต้มรวมกับนมวัวถึงจะได้ผล”
“อย่าว่าแต่ใส่นมวัวเลย หม่อมฉันเคยลองใส่รังนกด้วย
เพคะ” ฮวาจิ่นชุนลืมความตั้งใจเดิมของตนเองไปหมดแล้ว นางจึงล้อมเข้าไปอยู่ตรงหน้าฉินปู้เข่อ
“ข้าเคยได้ยินอีกสูตรลับว่าให้ชงชาโดยผสมกับโรสแมรีและกุหลาบ แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองอย่างนี้มีราคาค่อนข้างสูง ข้าดื่มได้เดือนเดียวก็ไม่มีเงินซื้อเสียแล้ว” ฉินปู้เข่อเท้าคางและนึกถึงสูตรลับสุดดำมืดที่นางเคยลองเมื่อชาติก่อน
“หม่อมฉันรู้จักกุหลาบ เสริมสวยบำรุงผิว หากแต่โรสแมรีคือสิ่งใดหรือเพคะ แพงมากเลยเหรอ”
ฮวาจิ่นชุนขมวดคิ้วและถาม พระชายาเป็คนของจวนมหาเสนาบดี หากนางยังรู้สึกว่าแพงคงต้องเป็สมุนไพรเลอค่าที่ราคาสูงจริง ๆ
“อะแฮ่ม ในเมื่อพระชายาและน้องฮวาพูดคุยกันถูกคอ หม่อมฉันก็ขอลาไปก่อนเพคะ” เฉิงจือเซียงมองค้อนฮวาจิ่นชุน ผู้หญิงคนนี้รู้จักการเลือกฝั่งหรือไม่ ไม่มีความตั้งมั่นเลยสักนิด ไม่กี่ประโยคก็โดนชายาหลอกล่อไปเสียแล้ว โง่เขลายิ่งนัก
เมื่อเห็นเฉิงจือเซียงกำลังจะจากไป ฉินปู้เข่อจึงรีบคว้าข้อมือของนางไว้ สายตาจ้องเขม็งไปที่กระต่ายน้อยของนางอีกครั้ง หัวเราะเบา ๆ พร้อมกล่าว “เดี๋ยวสิ เราสองคนยังขาดความรู้จึงหวังว่าจะได้เรียนรู้เคล็ดลับจากเ้าอยู่นะ”
การพบปะระหว่างนายหญิงและนางสนมที่ควรมีการกระทบกระทั่งได้เปลี่ยนไปเป็งานน้ำชาของหญิงสาวสามคนในทันที
ซวงหวนเบิกตากว้างอ้าปากค้างขณะมองหญิงสาวทั้งสามที่ดูสมานฉันท์ดี ไหนบอกว่า ‘สตรีสามนางอยู่รวมกันเมื่อใดเป็ต้องวุ่นวาย’ ไง
นางตั้งใจยื้อเวลาก็เพื่อให้ฮูหยินทั้งสองรอนาน กระตุ้นความโกรธเกรี้ยวและความแค้นเคืองที่พวกนางมีต่อพระชายา
ไหนจะพระสนมทั้งสองอีก ปกติเกลียดขี้หน้ากันแทบแย่ เจอกันเมื่อใดเป็ต้องทะเลาะ เหตุใดครั้งนี้ถึงเข้ากันดีถึงเพียงนี้
เมื่อเช้านางก็ได้ส่งท่าทางเป็นัยบอกไปแล้วว่าให้พวกนางหาเื่พระชายา ลองหยั่งเชิงนางดู เหตุใดแผนการถึงพังไม่เป็ท่าเช่นนี้
จนกระทั่งเสียงท้องของฉินปู้เข่อส่งเสียงร้องออกมา นางก็ได้สูตรบำรุงผิวของยุคโบราณมามากมายแล้ว
ในสายตาฉินปู้เข่อ เฉิงจือเซียงและฮวาจิ่นชุนเป็น้องสาวที่อายุแค่สิบแปดสิบเก้า อายุของทั้งคู่จึงไม่ต่างจากอายุของนางเมื่อชาติก่อนมากนัก เพียงแต่ต้องเรียกนางว่า ‘ท่านพี่’ ตามฐานันดรศักดิ์ หลังจากเปิดใจคุยกันแล้วก็กลายเป็ชีวิตประจำวันของหอพักนักศึกษาสาวไปอย่างสิ้นเชิง
“ข้าหิวแล้ว พวกเ้าหิวหรือไม่” ฉินปู้เข่อลูบท้องด้วยท่าทีน่าสงสาร
สาวสวยสองคนตรงหน้าก็พยักหน้าเช่นกัน
“พวกเ้ารู้จักย่านที่มีร้านอาหารอร่อย ๆ หรือไม่ เราออกไปหาของกินกันเถิด” ดวงตาของฉินปู้เข่อตาเปล่งประกาย เมื่อวานกำลังคิดอยู่เลยว่าอยากไปเดินเล่น วันนี้กลับได้เพื่อนใหม่มาอีกสองคน
“หม่อมฉันรู้จักร้านหนึ่งที่ขายเสี่ยวหลงเปาเพคะ ทุกเช้ามีคนมาต่อแถวกันยาวเหยียด สมัยตอนหม่อมฉันยังไม่ออกเรือนเคยไปซื้ออยู่ครั้งหนึ่งเพคะ” ฮวาจิ่นชุนเสนอ นางเองก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นมานานมากแล้ว
“อะแฮ่ม” ขณะนั้นเฉิงจือเซียงได้สติ เื่ราวดำเนินไปในทิศทางที่ห่างไกลจากที่คาดการณ์ไว้มาก นางจึงต้องรีบกลับสู่เส้นทางเดิมให้ทัน
ฮวาจิ่นชุนก็รู้ตัวขึ้นมาในบัดดล นางผุดลุกขึ้นยืนและย่อตัวอย่างนอบน้อม “นี่ก็ยามอู่[1] แล้ว หม่อมฉันไม่รบกวนพระชายาดีกว่า”
“เดี๋ยวสิ เดินเล่นคนเดียวน่าเบื่อจะตาย มีเพื่อนไปด้วยสิถึงจะถูก” ฉินปู้เข่อคล้องแขนฮวาจิ่นชุนด้านซ้ายและเฉิงจือเซียงด้านขวา “เราไปกินเสี่ยวหลงเปากันก่อนนะ เฮะ ๆ”
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น หน้าร้านเสี่ยวหลงเปา ฮวาจิ่นชุนมองเข่งตรงหน้าที่สูงท่วมหัวไปแล้วด้วยความอึ้ง
“พระชายา กินอิ่มหรือยังเพคะ” ซวงหวนเดินเข้าไปถามอย่างลังเล
“ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว” ฉินปู้เข่อคีบเสี่ยวหลงเปาลูกสุดท้ายในเข่งเข้าปาก และเอ่ยตอบ
“ตอนท่านกินเข่งที่สิบก็พูดเช่นนี้นะเพคะ ตอนนี้ก็เข่งที่สิบสี่แล้ว” เฉิงจือเซียงมองนางอย่างรังเกียจ
ชาติก่อนชายาผู้นี้หิวตายหรืออย่างไร หรือว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยได้กินอิ่มเลย?!
นาง ฮวาจิ่นชุน และซวงหวนสามคนกินกันแค่สองเข่ง แต่ชายากลับกินไปสิบสี่เข่งด้วยตัวคนเดียว
เฉิงจือเซียงแกล้งทำเป็พัดตก ตอนก้มตัวไปเก็บนางก็แอบเหลือบมองท้องของฉินปู้เข่อ หน้าท้องของนางราบเรียบมาก ไม่เหมือนกับสตรีตั้งครรภ์ แต่เหตุใดถึงกินเก่งเช่นนี้ล่ะ ซาลาเปาร้อยกว่าลูกหายไปไหนหมด
“ข้าอิ่มแล้ว” ฉินปู้เข่อวางตะเกียบและบิดกายอย่างเกียจคร้าน หน้าตาอิ่มหนำสำราญ “เสี่ยวชุนชุน เสี่ยวหลงเปาที่เ้าแนะนำนี่เยี่ยมไปเลย ถูกปากข้าเสียเหลือเกิน”
“หม่อมฉันดูออกเพคะ” ฮวาจิ่นชุนพยักหน้าอย่างไร้ความรู้สึก บุรุษอย่างพ่อของนางยังกินได้แค่ห้าเข่งเองนะ
ซวงหวนดูเวลา และเอ่ยเตือนอีกครั้ง “พระชายา พระสนม เวลานี้สายมากแล้ว ได้เวลาพักผ่อนตอนเที่ยงแล้วเพคะ”
“ได้” ฉินปู้เข่อลุกขึ้นและโบกมือน้อย ๆ “เถ้าแก่ คิดเงินเลย แล้วก็ห่ออีกเข่งมาด้วย”
“จะกินอีกหรือเพคะ” ผู้หญิงสามคนที่เหลือพูดขึ้นพร้อมกัน
ฉินปู้เข่อหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน “หลังจากตื่นนอนตอนเที่ยงน่ะ”
พอนึกถึงชาติก่อนที่นางกินไข่ไก่ร้อยแปดสิบฟองและอกไก่สิบชิ้นได้ทุกมื้อก่อนแข่งขันสามเดือน ซาลาเปาแค่นี้ไม่คณามือหรอก
[1] ยามอู่ คือ 11.00 – 12.59 น.