สายลมยามสายที่ควรจะอบอุ่นกลับกรีดเฉือนผิวหนังดุจคมมีด ลานหินกว้างเบื้องหน้าหอตำราศิลาทิพย์บัดนี้ถูกปิดล้อมด้วยรังสีสังหารของศิษย์หอคุมกฎในชุดคลุมสีแดงเลือด
บุรุษหน้าบากที่ชูม้วนคำสั่งสีทองแสยะยิ้มอำมหิต มันพยักพเยิดหน้าเป็นสัญญาณให้ศิษย์หอคุมกฎสองคนทางซ้ายและขวาก้าวออกมาเบื้องหน้า
"ค้นตัวมัน! ริบของรางวัลจากหอตำราศิลาทิพย์กลับคืนมาให้หมด นักโทษที่ขัดขืนอาญาสิทธิ์แห่งสำนัก หาคู่ควรกับเคล็ดวิชาล้ำค่าไม่!"
ศิษย์ทั้งสองแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ พวกมันก้าวอาดๆ เข้าประชิดตัวเย่เฉิน สองมือยื่นออกหมายจะล้วงเข้าไปในสาบเสื้อของชายหนุ่มเพื่อชิงม้วนไผ่ดำขลับที่เพิ่งได้รับมา หวังข่มขวัญและริดรอนกำลังก่อนนำตัวไปไต่สวน
ทว่าเย่เฉินหาได้ตื่นตระหนก เขารวบรวมสมาธิ ถอยร่นไปเบื้องหลังเพียงหนึ่งก้าวอย่างมั่นคง หลบหลีกกรงเล็บของศิษย์ทั้งสองได้อย่างหมดจด เขามิได้ชักดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีที่สะพายอยู่ด้านหลัง และมิได้ปลดปล่อยปราณต่อสู้เพื่อตอบโต้ ทว่านัยน์ตาสีดำขลับกลับทอประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี
"บังอาจ!"
น้ำเสียงของเย่เฉินกังวานก้องและหนักแน่น ประดุจคมกระบี่ที่ตัดผ่านความยโสของพวกมัน "อาญาสิทธิ์ในมือเจ้า มีไว้เพื่อคุมตัวศิษย์ไปรับการไต่สวน ทว่ามิใช่ออกคำสั่งปล้นชิงซึ่งหน้าเยี่ยงโจรป่า!"
บุรุษหน้าบากชะงัก คิ้วที่พาดผ่านด้วยรอยแผลเป็นขมวดเข้าหากัน "เจ้ากล้ายอกย้อนหรือ! ของวิเศษของสำนัก ย่อมต้องริบจากผู้ที่กระทำความผิด!"
"ผู้ใดกระทำผิด?" เย่เฉินเชิดหน้าขึ้น แววตาเด็ดเดี่ยวมิยอมก้มหัว "ตราบใดที่ผู้คุมกฎสูงสุดยังมิได้พิพากษาชี้ขาด ข้าย่อมเป็นศิษย์สายนอกผู้ชนะเลิศอย่างชอบธรรม คัมภีร์ม้วนนี้คือรางวัลที่สำนักประทานให้... หากพวกเจ้าดันทุรังจะปล้นชิงให้ได้ ย่อมเท่ากับเหยียบย่ำกฎเหล็กแห่งสำนักเสียเอง และผู้ที่ต้องถูกไต่สวนข้อหาปล้นชิงหน้าหอตำรา... ย่อมต้องเป็นพวกเจ้า!"
ถ้อยคำอันทรงพลังและอ้างอิงถึงความชอบธรรม ทำให้ศิษย์หอคุมกฎทั้งสองชะงักงัน มือที่ยื่นออกไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ พวกมันหันไปมองหน้าบุรุษหน้าบากด้วยความลังเล เมื่อเผชิญกับปัญญาที่ใช้กฎเกณฑ์เป็นโล่กำบัง พวกมันที่คุ้นชินแต่การใช้กำลังข่มเหงผู้อื่นกลับทำอันใดมิถูก เย่เฉินในยามนี้มิใช่คนโง่เขลาที่จะยอมให้พวกมันยั่วยุจนลงมือทำร้ายคนของหอคุมกฎก่อนอย่างแน่นอน
"โอหังนัก!"
บุรุษหน้าบากตวาดลั่น โทสะพลุ่งพล่านจนรอยแผลเป็นบนใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ยิ่งขึ้น มันเดือดดาลที่ศิษย์สายนอกผู้หนึ่งกล้าใช้กฎเหล็กแห่งสำนักมาสั่งสอนผู้คุมกฎเช่นมัน
ในเมื่อปล้นชิงซึ่งหน้ามิได้ มันจึงคิดจะสั่งสอนให้ศิษย์จองหองผู้นี้รู้จักหลาบจำ บุรุษหน้าบากแค่นเสียงเย็นชา ก้าวพรวดไปเบื้องหน้าดุจพยัคฆ์ร้าย ฝ่ามือขวาอัดแน่นด้วยปราณขุ่นมัว พุ่งทะลวงเข้าใส่หัวไหล่ซ้ายของเย่เฉินอย่างอำมหิต!
มันตั้งใจกะเกณฑ์น้ำหนักมืออย่างลอบกัด ฝ่ามือนี้มิได้มุ่งเอาชีวิต ทว่าหมายจะทำลายเส้นเอ็นและกระดูกช่วงไหล่ให้แหลกสลาย กลายเป็นคนพิการไปตลอดกาลก่อนที่จะถูกลากตัวไปไต่สวน!
ทว่า... เย่เฉินผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน มีหรือจะมองเจตนาอำมหิตนั้นไม่ออก นัยน์ตาของชายหนุ่มวาวโรจน์ เขามิได้ชักดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีออกจากฝัก และมิได้ปลดปล่อยพลังจากแขนขวาที่ถูกพันธนาการไว้แต่อย่างใด
แขนซ้ายที่เคยถูกบดขยี้ ทว่าบัดนี้อัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาลจากการหลอมรวมวารีทิพย์ ขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด เย่เฉินล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ดึงเอาม้วนไผ่ดำขลับ 'เคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาล' ออกมาตั้งรับต่างโล่ศิลา ขวางหน้าฝ่ามือของบุรุษหน้าบากไว้พอดิบพอดี!
"รนหาที่ตาย!" บุรุษหน้าบากแสยะยิ้ม มันมั่นใจว่าปราณฝ่ามือของตนย่อมป่นม้วนไผ่ธรรมดาให้กลายเป็นผุยผง พร้อมกับบดขยี้ไหล่ของศิษย์สายนอกผู้นี้ไปพร้อมกัน
ปัง!!... กร๊อบบบ!!
ทว่าเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเนื้อปะทะเข้ากับม้วนไผ่ดำขลับ รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของบุรุษหน้าบากพลันแข็งค้าง ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่พุ่งทะยานจากข้อมือแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจ!
ม้วนไผ่ดำขลับหาได้แหลกสลายดั่งที่มันคาดคิดไม่ ทว่าน้ำหนักของมันกลับอัดแน่นดุจเหล็กกล้าหมื่นชั่ง! ผนวกกับพละกำลังแขนซ้ายอันดิบเถื่อนของเย่เฉินที่ต้านรับไว้อย่างมั่นคงดุจขุนเขา ปราณฝ่ามือที่ซัดออกมาจึงถูกความแข็งแกร่งและน้ำหนักอันมหาศาลนั้นสะท้อนกลับเข้าหาผู้กระทำอย่างรุนแรง!
"อ๊ากก!"
บุรุษหน้าบากแผดเสียงร้องโหยหวน ร่างกำยำเซถลาถอยกรูดไปเบื้องหลังถึงสามก้าว ข้อมือขวาของมันหักพับผิดรูป บวมเป่งและแดงก่ำประดุจถูกค้อนเหล็กทุบตีอย่างจัง มันกุมข้อมือที่สั่นเทาด้วยความเจ็บปวด นัยน์ตาเบิกกว้างจ้องมองศิษย์สายนอกตรงหน้าดุจเห็นผีสาง
เย่เฉินยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมมิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่ครึ่งก้าว มือซ้ายของเขากุมม้วนไผ่ดำขลับไว้หลวมๆ ชายหนุ่มปัดฝุ่นที่เปื้อนบนม้วนไผ่อย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตาชำเลืองมองบุรุษหน้าบากด้วยแววตาเหยียดหยาม
"ยอดฝีมือแห่งหอคุมกฎ... กลับมีเรี่ยวแรงเพียงเท่านี้หรือ? ช่างน่าขันนักที่กระดูกข้อมือของท่าน กลับเปราะบางยิ่งกว่าม้วนไผ่เก่าๆ ในมือข้าเสียอีก"
"บังอาจ! ศิษย์สายนอกกำเริบเสิบสาน ทำร้ายผู้คุมกฎ! ฆ่ามัน!"
ศิษย์หอคุมกฎนับสิบเห็นหัวหน้าของตนถูกหักข้อมือจนถอยร่น พวกมันต่างบันดาลโทสะ ชักกระบี่ออกจากฝักพร้อมกัน เสียงโลหะเสียดสีดังก้องกังวาน รังสีสังหารนับสิบสายพุ่งเป้าไปที่เย่เฉิน หมายจะสับฟันร่างของชายหนุ่มให้กลายเป็นชิ้นเนื้อด้วยข้อหาทำร้ายผู้คุมกฎขัดขืนการจับกุม
เย่เฉินหรี่ตาลง แขนซ้ายกำม้วนไผ่ดำขลับแน่น เตรียมพร้อมทะลวงฝ่าวงล้อมกระบี่ ทว่า...
ตูม!!
คลื่นรังสีวิญญาณอันมหาศาลดุจมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง พลันทะลักทลายออกมาจากช่องว่างของบานประตูหอตำราศิลาทิพย์ที่ปิดสนิท!
แรงกดดันนั้นมิได้พุ่งเป้ามาที่เย่เฉิน ทว่ามันกวาดต้อนเข้าบดขยี้ร่างของศิษย์หอคุมกฎทั้งสิบคนอย่างแม่นยำและรุนแรงดุจขุนเขานับร้อยลูกหล่นทับ
"อั่ก!"
ศิษย์หอคุมกฎทั้งหมดกระอักโลหิต เข่าทรุดกระแทกพื้นหินอ่อนจนแตกร้าว กระบี่ในมือร่วงหล่นดังกราว แม้แต่บุรุษหน้าบากที่ถือดีก็ยังต้องทรุดลงไปหมอบคลานกับพื้น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มแผ่นหลัง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดผวาถึงขีดสุด
ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว สุรเสียงแหบพร่าทว่าแฝงไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ที่มิอาจล่วงละเมิด ดังก้องทะลุบานประตูไม้ออกมา
"คัมภีร์ม้วนนั้นเลือกนายของมันแล้ว... ผู้ใดกล้าอวดดีใช้กำลังปล้นชิงของรางวัลหน้าประตูหอศิลาทิพย์ ย่อมเท่ากับเหยียบย่ำหน้าข้า!"
สุรเสียงของผู้อาวุโสผมขาวผู้พิทักษ์หอตำราดุจดั่งประกาศิตจากสวรรค์ ชายชรามิได้ออกหน้าเพื่อปกป้องเย่เฉิน ทว่าออกหน้าเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและกฎเกณฑ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ การเหิมเกริมปล้นชิงหน้าหอตำราถือเป็นการลบหลู่ยอดเขาชั้นในอย่างให้อภัยมิได้
บุรุษหน้าบากโขกศีรษะลงกับพื้นหินจนเลือดซิบ รีบละล่ำละลักเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ผะ... ผู้เยาว์มิกล้า! ผู้เยาว์เพียงทำหน้าที่ตามอาญาสิทธิ์หอคุมกฎ เพื่อคุมตัวศิษย์สายนอกเย่เฉินไปรับการไต่สวนความผิดที่ลานลงทัณฑ์เท่านั้น ขะ... ข้ามิกล้าแตะต้องคัมภีร์ของหอศิลาทิพย์แม้แต่ครึ่งชุ่นแล้วขอรับ!"
สิ้นคำแก้ตัว รังสีวิญญาณที่กดทับร่างค่อยๆ สลายตัวไปดุจคลื่นน้ำที่คลายความเกรี้ยวกราด ทิ้งไว้เพียงความหวาดผวาที่กรีดลึกในดวงจิตของศิษย์หอคุมกฎ
เย่เฉินยิ้มเย็นชา เขาสอดเคล็ดวิชาดาบทัณฑ์บรรพกาลกลับเข้าสาบเสื้ออย่างเชื่องช้า ก่อนจะปรายตามองสุนัขรับใช้ของหลิวหยวนที่พากันตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยสภาพทุลักทุเล ข้อมือที่หักของบุรุษหน้าบากยังคงสั่นระริก
"ในเมื่อผู้พิทักษ์หอตำราทรงเมตตาละเว้นชีวิตพวกเจ้าแล้ว... ก็จงนำทางไปเถิด"
เย่เฉินประสานมือไพล่หลัง ก้าวเดินนำหน้าศิษย์หอคุมกฎไปอย่างองอาจ ท่วงท่าดุจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังเดินเข้าสู่ลานประลอง มิมีร่องรอยของนักโทษที่กำลังจะถูกต้อนเข้าสู่ลานไต่สวนแม้แต่น้อย
"ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกัน ว่าผู้อาวุโสหลิวหยวนจะงัดข้อหาอันใดมาไต่สวนข้ากลางแสงตะวัน!"
ลานหินกว้างใหญ่ของ 'ลานลงทัณฑ์' ถูกอาบไล้ด้วยแสงตะวันยามสาย ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับหนาวเหน็บเสียดกระดูก เสาทองแดงลงทัณฑ์ขนาดมหึมานับสิบต้นตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ประหนึ่งเขี้ยวของอสูรร้ายที่รอคอยการกลืนกินโลหิตของผู้กระทำผิด
รอบลานหินเนืองแน่นไปด้วยศิษย์สายนอกและสายในนับร้อยชีวิตที่ถูกเรียกตัวมารวมกัน เสียงซุบซิบนินทาดังระงมดุจฝูงผึ้งแตกรัง เมื่อเห็นร่างของเย่เฉินก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ โดยมีศิษย์หอคุมกฎเดินคุมเชิงอยู่เบื้องหลัง
บนเก้าอี้หินศิลาที่ตั้งอยู่จุดสูงสุดของลาน ผู้อาวุโสหลิวหยวนนั่งตระหง่านประดุจพญามัจจุราชผู้กุมชะตาชีวิต นัยน์ตาของคนโฉดทอประกายเคียดแค้นและหมายมาด ทันทีที่เย่เฉินก้าวมาหยุดอยู่กลางลานหิน หลิวหยวนพลันตวาดก้อง
"ศิษย์สายนอกเย่เฉิน! เห็นหน้าผู้อาวุโสหอคุมกฎ เหตุใดจึงมิคุกเข่ารับการไต่สวน!"
"ผู้ที่กระทำความผิดย่อมต้องคุกเข่าขอประทานอภัย..." เย่เฉินเชิดหน้าขึ้น กระดูกสันหลังตั้งตรงดุจทวนเหล็ก "ทว่าข้าเย่เฉิน ทะลวงด่านประลองอย่างขาวสะอาด คว้าชัยชนะด้วยน้ำพักน้ำแรง ไร้ซึ่งความผิดติดตัว เหตุใดต้องคุกเข่าให้แก่การไต่สวนที่ตั้งข้อหาเลื่อนเปื้อน!"
"สามหาว!"
หลิวหยวนแค่นเสียงคำราม มันลุกพรวดขึ้นชี้หน้าชายหนุ่ม ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง พลันมีศิษย์หอคุมกฎสองคนลากกระสอบป่านสีเลือดวงใหญ่ โยนลงมากระแทกพื้นหินเบื้องหน้าเย่เฉิน
ปากกระสอบเปิดออก เผยให้เห็นก้อนเนื้อเกรียมดำที่บิดเบี้ยวผิดรูป มันคือศพที่ถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านทะมึน แทบมิเหลือเค้าโครงเดิมของมนุษย์!
ศิษย์นับร้อยรอบลานลงทัณฑ์ต่างสูดลมหายใจเย็นเยียบ ก้าวถอยหลังด้วยความสยดสยอง
"เจ้าบอกว่าตนเองไร้ความผิดงั้นหรือ!" หลิวหยวนเริ่มเปิดฉากงิ้วโรงใหญ่ มันชี้มือไปยังศพเกรียมดำที่ตนเองเป็นผู้ลงมือสังหารและแผดเผาเพื่อทำลายหลักฐานเมื่อคืน ทว่าบัดนี้กลับนำมาใช้เป็นพยานเท็จอย่างหน้าไม่อาย
"ซากศพเบื้องหน้าเจ้านี้ คือร่างของศิษย์ร่วมสำนักผู้เคราะห์ร้าย! สภาพของเขาถูกสูบกลืนปราณชีวิตและโลหิตจนเหือดแห้ง ก่อนจะถูกเพลิงอำมหิตแผดเผาเพื่อทำลายร่องรอย!"
หลิวหยวนกวาดสายตาจ้องมองศิษย์นับร้อยเพื่อสร้างความชอบธรรม ก่อนจะตวัดนิ้วกลับมาเพ่งเล็งที่เย่เฉิน "มีผู้พบเห็นร่องรอยการต่อสู้ของเจ้าในป่าหลังเขา เย่เฉิน! ด้วยเส้นชีพจรที่เคยพิการของเจ้า ไม่มีทางที่จะล้มยอดฝีมือได้ เว้นเสียแต่ว่า... เจ้าลักลอบฝึกฝน 'วิชามารสูบวิญญาณ' และซุกซ่อนชิ้นส่วนอวัยวะมารร้ายไว้บนร่าง!"
ถ้อยคำของหลิวหยวนดุจดั่งก้อนหินยักษ์ที่ทุ่มลงกลางทะเลสาบ บรรยากาศรอบลานลงทัณฑ์เดือดพล่านขึ้นมาทันที สายตานับร้อยคู่ที่เคยมองเย่เฉินด้วยความชื่นชมในฐานะผู้ชนะ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง รังเกียจ และหวาดกลัว
ข้อกล่าวหาที่ว่าซุกซ่อนอวัยวะมารช่างแทงใจดำและแม่นยำดุจจับวาง แม้หลิวหยวนจะคาดเดาไปเองจากคำเพ้อเจ้อของนักฆ่าที่เสียสติ ทว่ามันกลับกลายเป็นหมากตาฆ่าที่ผูกมัดเย่เฉินไว้อย่างรัดกุมที่สุด การต่อสู้บนเวทีการเมืองแห่งนี้... คนโฉดที่กุมอำนาจกฎเหล็ก ย่อมสามารถเสกสรรค์ปั้นแต่งความอยุติธรรมให้กลายเป็นความชอบธรรมได้อย่างง่ายดาย!
"ข้อกล่าวหาลอยๆ เพียงซากศพเกรียมดำที่มิอาจระบุตัวตน ท่านผู้อาวุโสกลับนำมาโยนความผิดให้แก่ผู้เยาว์อย่างหน้าตาเฉย..."
เย่เฉินโต้กลับด้วยน้ำเสียงกังวานและเยือกเย็น แม้จะถูกสายตานับร้อยคู่เพ่งเล็งด้วยความหวาดระแวง "หากการเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนักเป็นฝีมือข้าจริง เหตุใดหอคุมกฎจึงไร้ซึ่งพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์กับตา การใส่ความด้วยวาจาเช่นนี้ ต่อให้เป็นศิษย์ชั้นผู้น้อยก็มิอาจยอมรับได้!"
"ปากแข็งนัก!" หลิวหยวนแสยะยิ้มอำมหิต มันรอคอยประโยคนี้อยู่แล้ว "ในเมื่อเจ้าอ้างความบริสุทธิ์ ข้าในฐานะผู้อาวุโสหอคุมกฎย่อมมีวิธีทำให้เจ้าดิ้นมิหลุด!"
หลิวหยวนสะบัดชายแขนเสื้อ วัตถุทองเหลืองอร่ามลอยละลิ่วออกมาจากแหวนมิติ มันคือ 'กระจกส่องมาร' ทรงแปดเหลี่ยมที่สลักลวดลายสัจธรรมโบราณ กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่แผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วลานลงทัณฑ์
"ของวิเศษชิ้นนี้คืออาญาสิทธิ์บรรพกาลแห่งหอคุมกฎ! รังสีของมันสามารถสะท้อนกลิ่นอายมารแฝงกายและเคล็ดวิชาชั่วร้ายทุกแขนงให้ปรากฏแจ้งแก่สายตา!" หลิวหยวนประกาศกร้าว นัยน์ตาทอประกายเหี้ยมเกรียม "หากเจ้าบริสุทธิ์ใจจริง ก็จงรับการอาบแสงจากกระจกบานนี้ โดยเฉพาะ... แขนขวาของเจ้าที่พันธนาการไว้ด้วยผ้าแพรลึกลับผืนนั้น!"
มิรอให้เย่เฉินเอ่ยปากยินยอม หลิวหยวนอัดกระแทกปราณอัคคีลงในกระจกส่องมารทันที!
วูบ!
ลำแสงสีทองเจิดจ้าดุจดวงตะวันขนาดย่อมพุ่งทะลวงผ่านอากาศ สาดส่องเข้าใส่ร่างของชายหนุ่มกลางลานลงทัณฑ์อย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด! แสงศักดิ์สิทธิ์อาบไล้ทั่วร่างของเย่เฉิน ทว่าจุดที่เกิดปฏิกิริยารุนแรงที่สุดกลับเป็นท่อนแขนขวาของเขาตามที่คนโฉดคาดการณ์ไว้!
ฉ่าาา...!
ทันทีที่ลำแสงสีทองปะทะเข้ากับผ้าแพรไหมฟ้า กลิ่นอายปราณบริสุทธิ์ของตระกูลซูที่แฝงอยู่ในผ้าแพรพลันสั่นระริกอย่างบ้าคลั่ง! มันพยายามต้านทานรังสีแห่งการเปิดโปงอย่างสุดกำลัง ทว่าอำนาจของกระจกส่องมารนั้นกล้าแข็งเกินไป เพียงชั่วอึดใจ ผ้าแพรสีฟ้าอ่อนก็เกิดรอยไหม้เกรียมสีดำและมีควันกรุ่นลอยขึ้นมา!
รอยไหม้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นไหม้ลอยเตะจมูกผู้คนรอบลานหิน ภายใต้ผ้าแพรที่กำลังถูกแผดเผาจนขาดวิ่น อักขระอสูรที่หลับใหลเริ่มเต้นเร่าและตอบสนองต่อภัยคุกคาม กลิ่นอายความตายอันชั่วร้ายดุจขุมนรกกำลังจะทะลักทลายออกมา!
ดวงตาของเย่เฉินเบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มแผ่นหลัง
ความลับแห่งหัตถ์อสูรกำลังจะถูกกระชากหน้ากาก ท่ามกลางแสงตะวันและสายตานับร้อยคู่ ชายหนุ่มถูกอำนาจแห่งการไต่สวนและของวิเศษต้อนเข้าสู่มุมอับที่ไร้ทางหนีเสียแล้ว!
[จบตอนที่ 67]