น้าขามหัวเราะเยาะสะใจจนตัวสั่นพริ้วไปทั้งมัดกล้ามแววตาของกระต่ายั์ฉายแววผู้ชนะที่สามารถสั่งสอนเ้ากระรอกปากดีให้หมอบกระแตลงกับพื้นดวงจันทร์ได้สำเร็จแกตั้งท่าจะเตรียมสาดคำพูดถากถางให้เจ็บแสบยิ่งกว่าเดิมเพื่อขยี้ไอ้จ้อยที่นอนจมฝุ่นอยู่แต่แล้วจู่ๆ รอยยิ้มกว้างนั้นก็แข็งค้างแววตาน้าขามเปลี่ยนเป็ความสับสนและหวาดระแวงเมื่อได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างเล็ดลอดออกมาจากกลุ่มฝุ่น
มันคือเสียง 'กรุบ... กรุบ...’ที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบเป็เสียงเหมือนใบมีดฟันหน้าที่คมกริบกำลังบดขยี้หญ้าแห้งอาคมอย่างรวดเร็วและหนักแน่นน้าขามขมวดคิ้วมุ่นพยายามจะเดินอ้อมไปดูอีกฝั่งของเ้าจ้อยเพื่อเช็กดูให้แน่ใจว่าไอ้ตัวแสบมันกำลังเล่นตลบแตลงอะไรอีก
ทว่าไอ้จ้อยรู้ทันเขามันรีบใช้ขาหน้าตะกุยฝุ่นหมุนตัวตามแรงเดินของน้าขามเหมือนเงาตามตัวไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าและสิ่งที่อยู่ในปากให้เห็นโดยง่าย ยิ่งน้าขามเดินเร็วจ้อยก็หมุนตัวเร็วตามจนฝุ่นสีเทาตลบอบอวลไปหมดหางพวงฟูฟ่องของมันสะบัดวนจนดูเหมือนลูกบอลขนสีขาวที่หมุนติ้ว
"หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้สันขวาน! แกหยุดปากแกเดี๋ยวนี้!"น้าขามะโก้องด้วยลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีแววตาของแกเริ่มมีความสยองขวัญครอบงำเมื่อนึกถึงสิ่งที่แย่ที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้"ข้าถามว่าแกกำลังทำอะไรอยู่! คายออกมาเดี๋ยวนี้!"
แทนคำตอบ เ้ากระรอกขาวสะบัดหางพวงแล้วใส่เกียร์สุนัขโกยแนบไปบนพื้นดวงจันทร์ทันที!ทิ้งไว้เพียงฝุ่นเทาที่ลอยละลิ่วเป็ทางยาวและจังหวะที่มันวิ่งออกตัวตะกุยเท้าหนีนั่นเองน้าขามก็ได้เห็นความจริงที่ทำเอาแกแทบจะกระอักเืออกมาด้วยความแค้น...รองเท้าฟางอาคม ข้างขวาที่ทำจากหญ้าทิพย์ล้านปีตอนนี้โดนไอ้จ้อยกัดจนแหว่งหายไปเกือบครึ่งข้าง เห็นรอยฟันแทะเป็หยักๆอย่างชัดเจน!
"น้าขาม! น้าหาว่าผมโง่เหรอ?" จ้อยะโกลับไปขณะที่ยังซิ่งหนีสุดชีวิตหางพวงสะบัดไปมาตามแรงลม "น้าคิดว่าผมจะยอมกินของสกปรกฟรีๆโดยไม่ได้อะไรเลยรึไง? น้ามันมองตื้นเกินไปแล้ว!นี่มันคือของวิเศษนะโว้ย! ของที่เทพเ้าใส่ตรากตรำมาล้านปีมันไม่มีทางสกปรกเหมือนรองเท้าคนทั่วไปหรอก แต่มันต้องซึมซับไอทิพย์ แรงอาคมและปราณดวงจันทร์จนกลายเป็ไอเทมระดับตำนานไปแล้ว!"
จ้อยพ่นคำพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจฟ้าดินหากเป็ตัวเขาในเวลาปกติที่ยังเป็มนุษย์ต่อให้หิวโซแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางชายตามมองรองเท้าเน่าๆ แบบนี้แน่นอนแต่ในโลกที่ไร้ความยุติธรรมแห่งนี้ เขามีนายหญิงที่ต้องปกป้องและเขาก็ไม่อาจปล่อยให้ตัวเองสิ้นอายุขัยไปง่ายๆร่างกายที่พร่องพลังงานดุจถังน้ำที่รั่วไหลจำเป็ต้องได้รับการอุดรอยรั่วและรองเท้าฟางอาคมนี้ก็คือ 'ยาชูทิพย์' ชั้นดีที่หาจากไหนไม่ได้อีกแม้มันจะรสชาติแย่เหมือนกินหญ้าแห้งคลุกขี้ฝุ่น เขาก็จะกัดฟันกลืนมันลงไปให้หมด!
นี่คือสันดานดิบของการันต์ภายนอกดูเหมือนคนเสเพลกะล่อนปลิ้นปล้อนไปวันๆ แต่ลึกๆในกระดูกคือไอ้หนุ่มดื้อรั้นที่หากปักธงเป้าหมายไว้ที่ไหนแล้วต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือกินรองเท้าของกระต่ายั์เขาก็ไม่เคยถอยหลังกลับ
น้าขามะโไล่หลังมาด้วยความแค้นที่สุมอก"ไอ้กระรอกนรก! ถ้าแกกล้ากินรองเท้าข้าจนหมดข้างนะข้าจะตามไปหาแกถึงถ้ำเลยคอยดู! ข้าจะเอาขวานั์ไปจามหน้าถ้ำแกทุกวัน!"
จ้อยชะงึกกึกทันทีอุ้งเท้าหน้าจิกพื้นฝุ่นจนตัวโก่ง เบรกจนฝุ่นเทากระจุยกระจายใบหูเล็กสั้นที่มีขนปุยปลาบขยับกระดิกพั่บ ๆ ด้วยความตื่นตัวหางพวงฟูฟ่องที่ใหญ่เกือบเท่าตัวสะบัดพรึ่บเพื่อทรงตัวพลางทำหน้าตาเ้าเล่ห์"น้าว่าไงนะ? จะตามไปถึงถ้ำเลยเหรอ? น้าคิดดีแล้วเหรอที่จะไปพบนายหญิงในสภาพกางเกงหลุดหลุ่ยแบบนี้?"
น้าขามเห็นเ้าตัวแสบหยุดวิ่งก็ยิ้มเหี้ยมแกเดินกะเผลกๆ เข้ามาหาเพราะใส่รองเท้าเหลือข้างเดียวอีกข้างเป็เท้าเปล่าที่เหยียบฝุ่นจนมอมแมม "เออสิ!ข้าไม่สนหรอกว่าสภาพจะเป็ยังไง ข้าจะเอาเื่ที่แกมาไล่กินรองเท้าข้าไปเล่าให้นายหญิงฟังให้หมดทุกคำ พูดให้เห็นภาพเลยว่าแกทำท่าตะกละแค่ไหนดูซิว่านางจะยังเอ็นดูสัตว์เลี้ยงนิสัยเสียอย่างแกอยู่อีกไหม!"
เ้ากระรอกหูตกวูบทันทีนี่คือจุดตายจุดเดียวที่เขามีในจักรวาลนี้ เขาไม่กล้าต่อกรกับความโกรธของนายหญิงเพราะนางคือแสงสว่างเดียวในชีวิตใหม่ของเขา จ้อยยอมโดนเตะจนไส้แตกดีกว่าเห็นนายหญิงทำหน้าผิดหวังใส่
"น้าขาม... ถามจริงเหอะ น้าเคยมีแฟนไหม?" จ้อยถามขึ้นลอยๆน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากกวนประสาทเป็ความนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
น้าขามชะงักฝีเท้าแววตาสับสน "หะ... แฟน?มันคืออะไรของแกอีกล่ะ?"
"ก็คนรักไง... คนที่น้าอยากจะดูแลไปตลอดชีวิตคนที่ทำให้น้าอยากตื่นมาทุกเช้าเพื่อเห็นหน้าเขา น้าเคยมีััแบบนั้นไหม?"
น้าขามนิ่งเงียบไปนานแสนนานก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ความดุดันในดวงตาเลือนหายไปครึ่งหนึ่ง "ไม่เคย...ข้าจำไม่ได้แล้วว่ามันเป็ยังไงข้าอยู่บนดวงจันทร์นี้มานานจนความรู้สึกพวกนั้นมันแห้งเหี่ยวกลายเป็ฝุ่นดินไปหมดแล้ว"
จ้อยถอนหายใจยาวด้วยความเวทนาเขาค่อยๆ คายซากรองเท้าฟางอาคมที่เหลือเพียงส่วนส้นเท้าลงบนพื้นดิน"งั้นผมคืนให้น้าก็ได้... วันนี้ผมยอมแพ้น้าแล้วว่ะ"
"อ้าว... ทำไมยอมง่ายๆ วะ? เมื่อกี้ยังทำท่าหน้าด้านเหมือนจะกินให้หมดโลกอยู่เลย"น้าขามแปลกใจจัด
จ้อยมองน้าขามด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสารแบบสุดขีด"ผมไม่ได้กลัวที่น้าขู่หรอกนะ... แต่ผมแค่รู้สึกสงสารคนโสดว่ะผมน่ะเพิ่งโสดมาแค่สิบปีในชีวิตก่อน แต่เ้านี่โสดมาเป็ล้านปี... ผมเห็นใจ 'ไอ้หมาโสด' รุ่นใหญ่อย่างน้าจริงๆว่ะ สภาพโสดล้านปีนี่มันน่าอนาถเกินกว่าที่ผมจะซ้ำเติมลงว่ะน้า"
"หมาโสด? มันคืออะไรวะ? แล้วแกมาสงสารข้าทำไม!"น้าขามยังคงทำหน้างงกับคำศัพท์โลกใหม่
"ช่างมันเถอะน้า... เอาเป็ว่ารองเท้าน้าอร่อยมาก ไว้วันหลังถ้าโสดจนเหงาอีกล่ะก็บอกผมนะผมจะมานั่งเป็เพื่อนคุยเื่สาวๆ ให้ฟัง ไปล่ะ!"จ้อยโบกมือลาด้วยท่าทางกวนๆ แล้วโกยแนบกลับถ้ำทันที
ทิ้งให้น้าขามยืนบ่นพึมพำคนเดียวพลางก้มเก็บรองเท้าที่เหลือแค่ซากปรักหักพังขึ้นมาใส่แววตาของกระต่ายั์ดูสับสนอย่างบอกไม่ถูก แกสบถสาปแช่งไอ้กระรอกที่ชอบกัดทึ้งทุกอย่างที่ขวางหน้าแล้วเดินกะเผลกกลับไปที่ต้นกัลปพฤกษ์เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ไอ้ตัวแสบแอบมาฉกชิงวิชาหรือของกินอะไรไปอีก
ทางด้านจ้อยเมื่อวิ่งพ้นระยะสายตาของน้าขาม เขาก็หยุดพักหายใจพลางลูบท้องตัวเองเบาๆความร้อนแรงจากพลังอาคมที่ซึมซาบจากรองเท้ากำลังแผ่กระจายไปทั่วเส้นเืมันเหมือนยาบำรุงชั้นเลิศที่ช่วยให้ร่างกายที่เคยอ่อนแอเริ่มมีความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้างจ้อยจัดแจงปัดฝุ่นสีเทาออกจากขนสีขาวนวลจนสะอาดเอี่ยม เขาใช้เท้าหน้าแต่งขนหูสั้นๆ ของตัวเองให้เป็ระเบียบ และสะบัดหางพวงฟูหนาให้ดูนุ่มนิ่มที่สุดเพื่อซ่อนความเหนื่อยล้าและความร้ายกาจทั้งหมดไว้ภายใต้ภาพลักษณ์สัตว์เลี้ยงผู้น่ารัก
สำหรับเขา...ไม่ว่าข้างนอกจะโหดร้ายหรือลำบากเพียงใดเขาจะไม่มีวันนำมันกลับมาให้คนในถ้ำต้องกังวลเป็อันขาด
"หายไปไหนมาจ๊ะจ้อย? มาดูนี่เร็วฉันเก็บดอกไม้มาเพียบเลย!" เสียงใสกังวานเหมือนระฆังเงินของนายหญิงดังขึ้นทันทีที่เขาเท้าก้าวเข้าถ้ำ
ภาพตรงหน้าคือเตียงหินที่ถูกปูทับด้วยกลีบดอกกัลปพฤกษ์สีทองอร่ามจนหนานุ่มกลิ่นหอมอบอวลขจรขจายไปทั่วบริเวณจนทำให้ความขุ่นมัวในใจหายวับไปจ้อยมองภาพนางที่กำลังยิ้มละไมแล้วรู้สึกว่าความลำบากที่ไปฟัดกับน้าขามมาเมื่อครู่นั้นช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
"ไม่ต้องเหม่อเลยจ้ะ มาสิ กินหน่อยเร็วดอกไม้พวกนี้รสหวานชื่นใจและมีพลังมากนะ"นายหญิงกวักมือเรียกพลางเขกหัวเขาเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"ท่านทานเถอะครับนายหญิง ผมอยากนั่งดูท่านทานมากกว่า รอยยิ้มของท่านตอนทานมันอร่อยกว่าดอกไม้พวกนี้เสียอีก"จ้อยตอบออดอ้อนพลางเอาหัวซุกฝ่ามือนาง
"ไม่ได้! เ้าต้องทานเยอะๆ เ้ายังต้องโตอีกนะจ้อยร่างกายเ้าเล็กเท่านี้จะไปปกป้องใครได้"นายหญิงทำเสียงดุแต่แววตากลับอ่อนโยน
"ผมจะโตไปได้แค่ไหนกันเชียวครับ... ก็เป็กระรอกตัวเท่านี้แหละ แต่นายหญิงสิ...ท่านน่ะต้องทานเยอะๆ จะได้โตกว่านี้"จ้อยพูดพลางแอบเหลือบมองไปที่ส่วนสัดของนางที่ซ่อนอยู่ใต้ชุดผ้าแพรบางเบาด้วยสายตาเ้าเล่ห์
นายหญิงเท้าสะเอวถามด้วยความซื่อบริสุทธิ์"ฉันก็โตเต็มที่แล้วนะจ้อย เ้าจะให้ฉันโตส่วนไหนอีก? หรือว่าชุดนี้มันเล็กไป?"
"ไม่รู้แหละ... ถ้าเ้าไม่ทาน ฉันก็ไม่ทานด้วย!จะยอมอดตายไปพร้อมกับเ้านี่แหละ!"นายหญิงเริ่มใช้ไม้ตายงอนใส่พลางเบือนหน้าหนี
จ้อยเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าซบเท้าของนาง "โอ๋ๆ อย่าเพิ่งโกรธสิครับท่าน...เอาอย่างนี้ตัดสินกันด้วยเกม ใครแพ้ต้องทานดอกไม้หนึ่งกำมือ ห้ามบิดพริ้วตกลงไหมครับ?"
"เกมเหรอ? เกมอะไรจ๊ะ? ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเกมบนดวงจันทร์นี้มาก่อนเลย"นายหญิงหูผึ่งด้วยความสนใจ
"เขาเรียกว่า... เป่ายิ้งฉุบ ครับนายหญิง!เกมที่ตัดสินชะตากรรมของวีรบุรุษมานักต่อนักแล้ว!"