ความรักในอุดมคตินั้นย่อมเป็ความรักที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างล้นเหลือความรักที่ทำให้ศิลปินสามารถสร้างภาพเขียนอันเป็ผลงานยิ่งใหญ่ความรักที่ทรงอิทธิพลแรงกล้าสามารถบันดาลดลให้นักดนตรีผู้มีชื่อเสียงนำเสียงดนตรีมาประสมประสานเข้ากับบทกวีบังเกิดเป็บทเพลงอันไพเราะและสร้างชื่อเสียงให้ก้องโลกนับแต่วาระแรกแห่งกาลเวลาขึ้นมาได้
อา...ความรัก...ความรัก...ความรัก
แล้วเขาจะหาความรักเช่นที่้านี้ให้พบได้จากแห่งหนใด...? มันจะเกิดขึ้นกับคนธรรมดาสามัญเช่นเขาได้จริงๆ ละหรือ...?
เขายังสงสัย แต่กระนั้น ก็ยังปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสิ่งที่เขาได้พบเจอมานั้นมันอาจเป็รักลวง เมื่อเขาไม่สามารถตัดสินหรือชี้ชัดในเื่ของความรักลงไปได้ทุกวันนี้หัวใจของเขาจึงยังคงมีแต่ความว่างเปล่า อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยยอมให้ความรู้สึกนึกคิดอันสับสนเกี่ยวกับเื่ของความรักเข้ามารบกวนความสุขในชีวิตเลยอีกครั้งหนึ่งที่เขาเหลือบมองไปยังโน้ตกรุ่นกลิ่นหอมที่โอลีฟส่งมาถึงมันยังคงกางอยู่ตรงหน้า ลึกลงไปในใจ เขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหล่อนเกิดตัดสินใจเลือกใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นมาเป็สามีเขาคงจะอาวรณ์ในตัวหล่อนไม่น้อยเลย
แต่ใน่เวลาก่อนหน้าที่วันแต่งงานของหล่อนจะมาถึงเขาจะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะตักตวงความสุขจากหล่อนให้มากที่สุดแม้ในขณะที่หล่อนลองเสื้อชุดวิวาห์และเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้อยู่ร่วมกับสามีในอนาคตก็ตาม...
เขาออกจะมั่นใจ ว่าโอลีฟจะไม่มีวันยอมอนุญาตให้ดยุคหรือมาควิสเข้าถึงห้องนอนของหล่อนได้จนกว่าคนใดคนหนึ่งที่หล่อนเลือกจะสวมสอดวงแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของหล่อนเสียก่อนในขณะที่สำหรับเขาแล้วประตูด้านหลังสวนและหน้าต่างที่ไม่ได้ขัดกลอนจะเปิดรับเขาเข้าสู่ห้องนั่งเล่นของหล่อนตลอดเวลา
ฝันกลางวันของลอร์ด อลิสแตร์ ถูกขัดจังหวะ เมื่อคนสนิทซึ่งทำหน้าที่เป็ต้นห้องเดินเข้ามาหาเขาซึ่งนั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารอันเป็ห้องที่ได้รับการตกแต่งแบบสมัยควีน แอนน์ ผนังฉาบด้วยสีขาวเดินลวดลายด้วยสีทอง
มันเป็ห้องรับประทานอาหารที่ค่อนข้างเล็ก เพราะลอร์ด อลิสแตร์ไม่ใคร่ใช้ในการรับรองเพื่อนฝูง ซึ่งถ้าจะมีบ้างก็เป็เพื่อนสนิทเพียงแค่สี่หรือห้าคนเท่านั้นทว่า ก็ยังเป็ห้องที่ได้รับการตกแต่งเลิศหรูเช่นเดียวกับห้องรับแขกด้านหน้า
โดยความเป็จริงแล้ว การตกแต่งทั้งหมดภายในห้องนี้เป็ของขวัญจากสุภาพสตรีที่แสนจะน่ารักคนหนึ่งที่เขาเกิดไปมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งด้วย เป็ความสัมพันธ์ที่ดำเนินติดต่อกันอยู่เกือบสองปี...!
สภาพทางเศรษฐกิจของเขาเปลี่ยนไปในทันทีที่เขากับหล่อนมีสัมพันธ์อันเร้นลับต่อกันและแม้เขาจะมีความสามารถพอจะหาซื้อของกำนัลที่ราคาสูงกว่าดอกไม้หรือเข็มกลัดประดับอัญมณีแต่เนื่องจากสามีของหล่อนร่ำรวยมหาศาล หล่อนจึงสามารถตอบแทนเขาอย่างคนใจกว้างมากกว่าที่เขามอบให้หล่อนร้อยเท่าพันทวี...
นอกจากม้าตัวใหม่ๆ ที่ยืนเด่นอยู่ในคอกที่ลอร์ด อลิสแตร์เช่าไว้ที่ถนนฮาล์ฟ มูน สตรีทแล้วเขาก็ยังได้ไม้เท้าที่มีด้ามเป็ทองคำกล่องยานัตถุ์ที่ประดับด้วยอัญมณีและบางชิ้นก็ประดับเพชรแพรวพราวนอกจากนั้น ยังมีภาพวาดฝีมือจิตรกรเอกแห่งยุคเป็ภาพชั้นเยี่ยมราคาแพงจนแม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังอดอิจฉาเขาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเพื่อนสนิททั้งหลายเ่าั้จะรู้แก่ใจว่าใครคือผู้ที่ส่งมอบของกำนัลชิ้นต่างๆ เหล่านี้มาให้แต่พวกเขาก็ฉลาดพอที่จะไม่เอ่ยออกมาเพียงแต่แสดงความชื่นชมในรสนิยมอันเลิศหรูอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในห้องรับประทานอาหารนี้ภาพวาดที่ติดตั้งอยู่บนผนังห้องที่ดึงดูดสายตาของใครทุกคนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมโต๊ะอาหารกับเ้าของบ้านคือภาพวาดตัวลอร์ด อลิสแตร์ ซึ่งวาดขึ้นในลักษณะภาพเหมือนจริง
เป็ภาพที่วาดขึ้นไว้ั้แ่ครั้งแรกที่เขายังเป็เพียงเด็กชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบชาวสก๊อตต์ คือนุ่งกระโปรงผ้าตาหมากรุกที่เป็ฉากหลังอยู่ในภาพนั้นคือปราสาทที่เขาเกิดปราสาทที่เขาไม่เคยได้เยี่ยมกรายกลับไปอีกเลยั้แ่อายุสิบสองปี
เนื่องจากมันเป็ปราสาทหลังที่เด่นเป็สง่าและสวยงามที่สุดหลังหนึ่งในสกอตแลนด์ดังนั้น ใครก็ตามที่ได้เห็นภาพนี้จะจ้องมองปราสาทจนตาค้างแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กชายคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าปราสาทนั้นเลยและพวกเขามักจะกล่าวถึงปราสาทแห่งนี้คล้ายๆ กันว่า
“ผมได้ยินชื่อเสียงของปราสาทคิลโดนอนมาจนนับครั้งไม่ถ้วนยิ่งได้มาเห็นอย่างนี้ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่ามันสวยงามน่าประทับใจกว่าปราสาทไหนๆ ที่เคยเห็นมาจริงๆนะครับ”
พวกเขาอยากจะแสดงความชื่นชมออกมาเป็คำพูดที่มากกว่านั้น แต่ลอร์ดอลิสแตร์ มักจะชวนเปลี่ยนเื่พูดเสียก่อน
เขาค่อนข้างจะอ่อนไหวกับความจริงประการที่ว่าเขาไม่ได้กลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนมาเป็เวลาเกือบจะสิบห้าปีแล้ว...
แชมป์คินส์ คนสนิทของลอร์ด อลิสแตร์วางหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าลงข้างตัวเ้านาย หยิบจานขนมปังสวีทเบรด ที่เขาไม่ได้แตะต้องเลยแม้แต่น้อยขึ้นมาถือไว้
“มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งมารอพบใต้เท้าอยู่ขอรับ”
เขารายงาน
“ซึ่งกระผมก็เรียนให้เขาทราบแล้วว่า เช้าตรู่อย่างนี้ใต้เท้ายังไม่รับแขกขอรับ”
“ถูกต้องแล้วละแชมป์คินส์”
ลอร์ด อลิสแตร์ ตอบ
“ยิ่งตอนนี้ด้วยแล้วฉันไม่อยากเจอหน้าใครเลยบอกให้เขามาใหม่พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“กระผมได้เรียนให้เขาทราบเช่นนั้นแล้วขอรับใต้เท้าแต่เขาบอกว่าเขาเดินทางมาจากสกอตแลนด์ขอรับ”
ลอร์ด อลิสแตร์ สะดุ้ง เงยขึ้นมองหน้าคนสนิททันที
“เ้าว่าเขามาจากสกอตแลนด์งั้นเรอะ...?”
“ขอรับใต้เท้า แต่หน้าตาท่าทางของเขาดูไม่เหมือนชาวสก็อตสักเท่าไหร่หรอกขอรับแถมยังพูดภาษาอังกฤษได้ชัดเจนเหมือนคนอังกฤษแท้ๆ อีกด้วยขอรับ”
“มาจากสกอตแลนด์...!”
ลอร์ด อลิสแตร์ ย้ำ
“ไม่มีทาง...เป็ไปไม่ได้”
“งั้นให้กระผมไปบอกให้เขากลับไปจะดีไหมขอรับ?”
น้ำเสียงของแชมป์คินส์จริงจังมาก ลอร์ด อลิสแตร์ นิ่งอึ้งไปเป็ครู่ราวคาดคำนวณในอะไรบางอย่างอยู่ก่อนตอบ
“ไม่ต้อง แชมป์คินส์ ไปเชิญเขาเข้ามาได้เลย หาอะไรมาให้เขาดื่มด้วย”
“แต่ท่าทางเขาไม่เหมือนคนที่ชอบดื่มเลยนะขอรับ”
แชมป์คินส์ทำเสียงเหมือนจะค้าน แบบเดียวกับคนรับใช้ที่รับใช้ใกล้ชิดเ้านายมานานจนสามารถจะแสดงบทบาทหรือความคิดเห็นได้
“สำหรับตอนนี้ให้ฉันรู้เสียก่อนดีกว่าว่าเขามีความประสงค์อะไรถึงมาหาฉันถึงนี่...เอาละ ไปเชิญเขาเข้ามาได้แล้ว”
ลอร์ด อลิสแตร์ สั่ง
แชมป์คินส์จับตามองเ้านาย และลอร์ด อลิสแตร์ก็รู้ว่าคนสนิทกำลังสงสัยว่าควรจะแนะนำให้เขาแต่งตัวให้เรียบร้อยมากกว่าเพียงแค่สวมเสื้อคลุมแพรต่วนอยู่ในขณะนี้หรือไม่...
ที่จริง ลอร์ด อลิสแตร์ แต่งกายเรียบร้อยแล้ว มีคราวาทผูกอยู่ตรงเอวเพียงแต่ยังไม่ได้สวมเสื้อนอกหางเต่าเท่านั้น ทั้งนี้เพราะลอร์ด อลิสแตร์เป็สุภาพบุรุษประเภทที่ชอบรับประทานอาหารเช้าให้เสร็จเสียก่อนจึงค่อยแต่งตัวให้เรียบร้อยพร้อมจะรับรองแเื่
แต่ไม่ว่าแชมป์คินส์จะคิดอะไรอยู่ในใจก็ตามในที่สุดเขาก็หายตัวออกไปจากห้องครู่ต่อมา ประตูห้องรับประทานอาหารก็ถูกผลักเปิดกว้างออกพร้อมกับประกาศชื่อผู้ที่มาขอเข้าพบ
“มิสเตอร์ฟอล์คเนอร์ขอรับใต้เท้า”
บุรุษในวัยกลางคนปอยผมตรงขมับทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็สีเทาเดินตรงเข้ามาในห้อง ลอร์ด อลิสแตร์มองจ้องเขาอยู่เป็ครู่ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ช้าๆพร้อมกับยื่นมือออกไปให้ัั
“ผมไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าคุณคือแอนดรูว์ ฟอล์คเนอร์”
“กระผมก็ยังกริ่งเกรงใจอยู่เหมือนกันขอรับว่าใต้เท้าจะจำกระผมได้หรือเปล่า”
“แต่ผมคิดว่า... นั่นมันน่าจะเป็คำพูดของผมมากกว่านะ”
ลอร์ด อลิสแตร์ ตอบ
“ใต้เท้าเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมากเลยขอรับ...”
มิสเตอร์ฟอล์คเนอร์เอ่ยขึ้นอย่างตั้งข้อสังเกต
“แต่ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะพบเห็นที่ไหนกระผมแน่ใจขอรับว่าจะต้องจำใต้เท้าได้เสมอ”
สายตาของผู้เป็อาคันตุกะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ภาพวาดเหนือเตาผิงซึ่งอยู่ทางด้านหลังของลอร์ด อลิสแตร์ ขณะนี้และในที่สุด ก็มาหยุดลงตรงใบหน้าของชายหนุ่มที่ยังคงจับมือเขาไว้อยู่
“กระผมกล้าที่จะกล่าวได้เลยนะขอรับว่าใต้เท้าเป็เช่นที่กระผมคาดคิดไว้ทุกอย่างเพียงแต่หล่อขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก...”
“ขอบใจมาก...ขอบใจจริงๆ”
ลอร์ด อลิสแตร์ ตอบ
“เชิญนั่งลงก่อนสิฟอล์คเนอร์ ดื่มอะไรดีล่ะ ไวน์ หรือว่า อยากได้กาแฟมากกว่า...?”
“กาแฟดูจะดีที่สุดขอรับ...ใต้เท้า”
มิสเตอร์ฟอล์คเนอร์ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
ลอร์ด อลิสแตร์เพียงแต่ผินไปพยักหน้าให้คนสนิทและแชมป์คินส์ก็ถอยออกจากห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลังลงทันที
มิสเตอร์ฟอล์คเนอร์ทรุดตัวลงนั่งช้าๆ ท่าทางไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใดและลอร์ด อลิสแตร์ ก็เป็ฝ่ายเอ่ยต่อว่า
“ผมเดาเอาว่าที่คุณอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาผมถึงที่นี่คงจะเอาข่าวจากท่านพ่อมาฝากผมละกระมัง...เพราะมันไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าคุณมาที่นี่เพียงเพื่อมาเยี่ยมเยียนธรรมดา”
“ที่ใต้เท้าคิดน่ะถูกต้องแล้วละขอรับข่าวที่กระผมนำมากราบเรียนครั้งนี้ออกจะเป็ข่าวที่สร้างทั้งความผิดหวังและเสียใจให้เกิดขึ้นกับใต้เท้าทั้งสองประการเลยขอรับ”