บทที่ 1
เปรี้ยง!!...ทะลุมิติมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
ฉีตงเย่ เป็ผู้ฝึกปราณสายโอสถขั้นหลอมรวม ผู้ที่รักความสงบ อดีตเคยเป็คุณชายตระกูลขุนนางผู้ทรงอำนาจและร่ำรวย แต่ทุกอย่างก็เป็เพียงอดีตไปแล้ว ที่สำคัญเขาไม่เคยถูกยอมรับว่าเป็คุณชายของจวนเลยด้วยซ้ำ เพราะถูกลิขิตมาั้แ่ลืมตาดูโลกว่าเป็ผู้ฝึกลมปราณไม่ได้ ในวัย 10 หนาวหนีตายเพราะครอบครัวถูกใส่ร้ายว่าเป็ฏ เข้ามาในป่าชายแดนแคว้นฉู่
ได้พบกับชายชราผู้ฝึกลมปราณขั้นสูงและได้ร่ำเรียนกับอีกฝ่ายนับแต่นั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปนานนับสิบกว่าปีพร์ของเขาถือว่าย่ำแย่เป็ที่สุดของโลกผู้ฝึกลมปราณ แต่อาจารย์ก็ยังคงถ่ายทอดวิชาให้กับเขา ฝึกมา15 ปีเต็มๆ แต่เขาเป็เพียงผู้ฝึกลมปราณขั้นหลอมรวมเท่านั้น ทั้งๆ ที่ท่านอาจารย์มีทรัพยากรการฝึกปราณที่ดีเยี่ยม ศิลาปราณสามูเา แต่เขาก็ไม่สามารถดูดซับมันได้ เนื่องจากแก่นลมปราณในกายนั้นแสนอ่อนแอและบอบบางเป็ที่สุด
่บ่ายแก่ๆ ที่อากาศในหุบเขาแสนจะเย็นสบาย กิจวัตรประจำวันยามเย็นของอาจารย์และลูกศิษย์ก็คือการร่ำสุรากันสองคน วันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ในหุบเขาที่เงียบสงบ มีอาจารย์และศิษย์นั่งร่ำสุรา ชมดอกไม้อย่างเบิกบานใจ
“อื้ม สุราที่เ้าหมักมาสามปีรสชาติดีจริงๆ” เขาไม่เคยออกจากหุบเขา แล้วจะมีเหล้ามาหมักสุราได้ยังไง คิดว่าทุกคนคงสงสัย เขาได้เหล้ามาจากอาจารย์
“ถ้าท่านอาจารย์ชอบข้าจะหมักเพิ่มอีกสิบไห” ฉีตงเย่รินสุราให้กับอาจารย์ของตน
“ตงเย่”
“ขอรับท่านอาจารย์”
“เ้าไม่คิดออกจากเขาเลยหรือ?” ั้แ่เขารับอีกฝ่ายเป็ศิษย์ อีกฝ่ายไม่เคยออกไปจากหุบเขาแห่งนี้เลย
“ไม่เลยขอรับ ข้าไม่มีบ้านให้กลับและที่นี่ก็คือบ้านของข้าขอรับท่านอาจารย์” ไม่มีครอบครัว ไม่มีแม้แต่คนที่จดจำเขาได้ ฉีตงเย่ เป็คุณชายคนที่สี่ของบ้าน เขามีพี่ชายสองคน และพี่สาวอีกหนึ่งคน ทั้งสามคนเกิดมาพร้อมกับพร์ของการฝึกตน มีเพียงเขาที่ไม่สามารถเป็ผู้ฝึกปราณได้ ทำให้เขาไม่เคยได้รับการเอาใจใส่จากครอบครัว
ตระกูลฉีเป็ตระกูลที่ร่ำรวยและมากด้วยอำนาจ ผู้นำตระกูลฉีเป็ถึงแม่ทัพใหญ่และเป็ผู้ฝึกปราณาาขั้นที่สาม ถูกยกย่องเป็อัจฉริยะของแผ่นดิน แต่เพราะอำนาจและความร่ำรวยที่มีมากจนเกินไป ทำให้เป็ที่จับจ้องของฮ่องเต้ อำนาจควบคุมกองทัพ ไหนจะความเคารพรักที่ได้จากชาวบ้านในเขตเมืองชายแดนที่ตระกูลฉีปกครอง ทำให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินเริ่มไม่ไว้วางใจและหาหนทางกำจัด
สุดท้ายจุดจบก็ต้องตายเกือบทั้งตระกูล มีเพียงพี่ชายคนรองและพี่หญิงสามที่รอดชีวิต เพราะอีกฝ่ายอยู่ในสำนักผู้ฝึกปราณที่แคว้นอื่น เขาหนีตายออกมาได้เพราะไม่มีใครสนใจเด็กวัยสิบหนาวเนื้อตัวมอมแมม อีกทั้งคนในตระกูลไม่ให้ความสำคัญทำให้ผู้คนรับรู้เพียงว่าตระกูลฉีสายหลักมีลูกเพียงแค่สามคนเท่านั้น
“ชะตาชีวิตของเ้าหาใช่คนไร้ค่า”
“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ตัวเองดีว่าไม่ได้มีพร์ แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหนข้าคงมิอาจก้าวข้ามขั้นหลอมรวมได้” เขาติดอยู่ขั้นหลอมรวมมาสิบปี ไม่ว่าจะฝึกฝนยังไงก็ไม่สามารถก้าวผ่านไปได้เลย
“เ้าเติบใหญ่แล้ว ควรมีครอบครัว แต่งภรรยาเข้าบ้านได้แล้ว”
“ท่านอาจารย์ข้าไม่เคยคิดเื่นี้”
“เ้าอายุ 25 หนาว แล้วนะตงเย่” ชายชรามองลูกศิษย์ด้วยแววตาเอ็นดู แม้ว่าไม่มีพร์แต่ความพยายามและอดทนกลับมีมาก จากเด็กที่ไม่มีแก่นลมปราณ ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าเป็ผู้ฝึกลมปราณไม่ได้ กลับขยันมั่นเพียรจนเป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นหลอมรวม ใครเล่าจะขวางโชคชะตาได้
“ตงเย่ อาจารย์มอบสิ่งนี้ให้เ้า”
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์” ฉีตงเย่รับสร้อยหยกสีมรกตจากมือของอาจารย์ ได้มาก็สวมใส่ที่คอของตัวเอง คิดว่าสิ่งที่ได้เป็เพียงจี้หยกธรรมดา
“ตงเย่ ในที่สุดอาจารย์ก็คิดวิธีที่จะช่วยให้เ้าเป็ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งที่สุดได้ เ้าอยากฝึกหรือไม่?”
“อยากขอรับอาจารย์ ข้าอยากฝึก ข้าอยากเก่งกาจเหมือนท่านอาจารย์” ฉีตงเย่เองก็อยากเป็ผู้ฝึกลใปราณขั้นสูงในสักวัน
“ตงเย่ อาจารย์ไม่อาจอยู่กับเ้าไปตลอดชีวิตได้ เก็บสิ่งนี้เอาไว้ให้ดี ขยันฝึกฝน เ้าต้องเป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นเทพเซียนให้ได้ แล้วสักวันเราสองคนจะได้พบกันอีก”
“ท่านอาจารย์ ท่านยังแข็งแรง อยู่กับข้าได้อีกหลายสิบปี ไม่สิอีกร้อยปี” ฉีตงเย่มองโลกในแง่ดี เขาผูกพันกับท่านอาจารย์และหุบเขาแห่งนี้ ที่นี่คือบ้านของเขา
“ชะตาของเ้าถูกลิขิตเอาไว้แล้ว แม้แต่ข้าก็มิอาจขัดขวางได้”
“ท่านอาจารย์ เหตุใดถึงพูดกับข้าเช่นนี้” แววตาจริงจังของอาจารย์ทำให้ฉีตงเย่ว่าท่านอาจารย์เอ่ยออกมาด้วยความกังวลใจมากเพียงใด
“รับปากข้า”
“ท่านอาจารย์ขอรับ”
“รับปากข้า”
“ข้ารับปากขอรับท่านอาจารย์ ข้ารับปาก”
“ดี ต่อจากนี้จงมั่นฝึกฝนลมปราณ เ้าต้องก้าวขึ้นมาเป็ผู้ฝึกลมปราณขั้นสูงสุด สิ่งที่อาจารย์ปรารถนามากที่สุดคืออยากเห็นเ้าแต่งภรรยา มีครอบครัวและมีความสุข” อักขระเวทย์ขั้นสูงถูกปลดปล่อยออกมาในทันที พลังกดดันมากมายมหาศาล อาจารย์เป็ผู้ฝึกลมปราณสายเวทย์อักขระและโอสถ
“ท่านอาจารย์...” ฉีตงเย่เอ่ยเรียกท่านอาจารย์ ลมปราณที่อาจารย์สั่งสมมาทั้งชีวิตไหลออกมากไม่ขาดสาย
เปรี้ยง.....
เปรี้ยง....
ตู้มมมม.....
เปรี้ยง....
สายฟ้าที่ฟาดลงมาทำเอาสติการรับรู้ของฉีตงเย่วูบดับ
“ท่านอาจารย์” อยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ฉีตงเย่กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัว
“ท่าอาจารย์” แม้แต่โทนเสียงของตัวเองก็เปลี่ยนไป
“เกิดอะไรขึ้นหรือว่าเราตายแล้ว” ฉีตงเย่เอ่ยออกมาด้วยความสงสัย เขาลุกขึ้นมองไปรอบๆ อีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“อ๊า...” สองมือกุมที่หัว ก่อนจะนั่งลงบนที่นอนตามเดิม ภาพความทรงจำของใครอีกคนฉายชัดเข้ามาในหัว ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เขาคิดไปก่อนหน้านี้
เขาได้ตายไปแล้วจากการถูกฟ้าผ่า ไม่ต้องบอกว่าฟ้าผ่าเกิดจากเวทย์อักขระของท่านอาจารย์ แล้วจิตวิญาณของเขาถูกส่งมายังอีกโลกหนึ่ง ซึ่งนั้นแปลว่าอาจารย์ส่งเขามาฝึกลมปราณในที่แห่งนี้
โชคดีที่โลกนี้ใช้ภาษาที่เขาเดิมในการสื่อสาร มีแตกต่างกันอยู่แต่พอฟังเข้าใจได้ไม่ยาก เขารับรู้เื่ราวจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม
จากชายวัย 25 หนาวที่ไม่เคยออกจากป่ามานานนับ 15 ปี อยู่ ๆ ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในปี 1970 ผู้คนที่นี้เรียกกันแบบนั้น เป็ยุคที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวายกับการปฏิวัติ
ร่างใหม่ของเขา มีนามว่า ฉีมู่หรง อายุ 30 ปีเขาเป็ผู้นำตระกูลฉีต่อจากคนเป็พ่อั้แ่อายุ 22 ปี เ้าพ่อบ่อนการพนันที่แสนร่ำรวยเงินทอง ใครๆ ก็เคารพและยำเกรงอิทธิพลของเขา ฉีมู่หรงเปิดบ่อนการพนันใหญ่โต มีศัตรูอยู่ไม่น้อย แต่ตระกูลฉีก็มีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง
่ต้นปี 1968 ฉีมู่หรงถูกศัตรูใส่ร้ายว่าเป็พวกฝักใฝ่ทุนนิยม ก็ถูกจับกุมมาสอบสวน เขาถูกใส่ความจากกลุ่มฟู่หงว่าสนับสนุนระบบทุนนิยม ตอนอยู่ในคุกเขาถูกทุบตีและทรมานจนาเ็สาหัส บ้านถูกรื้อค้น ถูกทุบจนเสียหาย ทรัพย์สินถูกยึดเข้าส่วนกลาง จากเ้าพ่อที่แสนร่ำรวยกลายเป็คนไม่เหลืออะไร ภรรยาขอหย่าขาดั้แ่เขาถูกจับเขาคุก อ้างว่าไม่รู้เห็นด้วย ถูกบังคับให้แต่งงานอย่างไม่ยินยอม แล้วทิ้งไปอย่างไม่ไยดีพร้อมกับทรัพย์สินและเงินทองที่เก็บซ่อนเอาไว้ในห้องลับ
ฉีมู่หรงกดข่มความแค้น กัดฟันขอความช่วยเหลือจากลูกน้องคนสนิทที่แสนภักดิ์ดี อีกฝ่ายยอมเอาชีวิตเขาแลก เพื่อให้เขาหนีรอดออกจากคุกได้ นับเป็่เวลาครึ่งปีที่เขาต้องกัดฟันทนเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด เขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะกลับไปแก้แค้นคนทรยศและอดีตภรรยาที่ร่วมมือกันหักหลังเขา
ฉีมู่หรงหนีตายมาอาศัยอยู่ในหมูบ้านไน่เห่อ เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน เป็ทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวที่เขาเหลืออยู่ เป็บ้านของคุณยาย บ้านอยู่ท้ายหมู่บ้านมีสภาพทรุดโทรม ยังดีที่โครงสร้างทำจากอิฐอย่างดี อีกทั้งในบ้านยังมีทรัพย์สินเงินทองของผู้เป็ยายเหลืออยู่เล็กน้อย ทำให้ฉีมู่หรงพอมีเงินซื้อของใช้และอาหาร
แต่เงินทองที่ใช่จ่ายอย่างเดียวย่อมมีวันหมด เขาไม่อาจทำงานในแปลงนา ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน สะสมแต้มเพื่อแลกธัญพืชก็ไม่ได้ เงินที่มีก็ค่อยๆ หมดลง ซ้ำยังมาเจ็บป่วยเรื้อรัง ยิ่ง่อากาศหนาวเย็น เจ็บป่วยอยู่บ่อยครั้ง ในฤดูหนาวที่พายุหิมะตกกระหน่ำลงมาติดต่อกันหลายวัน ฉีมู่หรงไม่อาจทนความหนาวเหน็บได้ อีกทั้งยังขาดอาหารมาหลายวัน ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เขาจากไปอย่างโดดเดี่ยว
“ขอให้เ้าจากไปอยู่ในที่ที่เ้ามีความสุข” คิดแล้วก็น่าเห็นใจ ฉีตงเย่ก้มสำรวจร่างกาย ก่อนจะฉุดคิดเื่สำคัญได้
“ร่างกายข้าไม่เจ็บป่วยแล้ว” ใช่เมื่อจิตวิญาณของเขาเข้ามาอยู่ในร่างของฉีมู่หรงอาการเจ็บป่วยเรื้อรังก็หายไป แต่ร่างกายนี้ช่างซูบผอมนัก คงเป็เพราะขาดแขลนอาหาร
เมื่อคิดได้เขาก็นั่งขัดสมาธิ รวบรวมพลังปราณเขาพบว่าพลังปราณค่อยๆ ไหลเวียนในร่างกาย ทำให้ร่างกายของฉีมู่หรงเืลมไหวเวียนได้ดีขึ้น ร่างกายที่ซูบผอมค่อยๆ กลับมามีเนื้อหนัง พลังปราณโคจรให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน รู้แค่ในห้องตอนนี้ไม่มีแสงสว่างมีเพียงความมืด เวลาล่วงเลยจากกลางวันมาสู่กลางคืน ฉีตงเย่โคจรพลังปราณนานเกือบสิบชั่วโมงเห็นจะได้
เขาค่อยๆ ลืมตาออกมา ร่างกายที่เคยหนาวเพราะอากาศ อบอุ่นขึ้นมา ก่อนจะััถึงบางอย่าง เขาเอามือไปจับก็พบว่ามันคือสร้อยหยกที่อาจารย์มอบให้ ก่อนที่จะถูกฟ้าผ่าลงมาในตอนนั้น
“ท่านอาจารย์” คำพูดของท่านอาจารย์ฉีตงเย่ยังจำได้ขึ้นใจ
พรึ่บ...
ฉีตงเย่มองไปรอบๆ อย่างไม่เชื่อสายตา
“หุบเขาเร้นเมฆา” ฉีตงเย่เอ่ยออกมาด้วยความดีใจ เขามองไปรอบๆ สองเท้าวิ่งไปตามทางที่คุ้นเคย
“ท่านอาจารย์”
“ข้ากลับมาแล้ว”
“ท่านอาจารย์” ฉีตงเย่วิ่งหน้าตั้งมาถึงกระท่อมริมเขาที่เขาและอาจารย์อาศัยอยู่ด้วยกัน
แต่กลับไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ฉีตงเย่มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบแม้เงาของอาจารย์ จนกระทั่งกับพบจดหมายของอาจารย์แสนลึกลับของตนเองทิ้งเอาไว้ ท่านอาจารย์ไม่เคยพูดเื่ของตนเอง เขาไม่รู้แม้แต่ชื่อของอาจารย์ ตัวตนของอาจารย์ ท่านบอกกับเขาว่า ‘เ้าไม่จำเป็ต้องรู้ รู้แค่ว่าข้าเป็อาจารย์ของเ้าก็พอ’
ฉีตงเย่ก็ไม่เคยเอ่ยปากถามเื่ส่วนตัวของอาจารย์อีก
“นี่คือมิติเร้นเมฆาข้าทิ้งทุกอย่างที่จำเป็เอาไว้ให้เ้า จงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและอย่าลืมเื่ที่เ้ารับปากกับอาจารย์ไว้ จากนี้เ้าคือฉีมู่หรง ขอโทษที่ไม่อาจรักษาร่างเดิมเ้าเอาไว้ได้ มีเพียงวิธีนี้เ้าถึงจะก้าวขึ้นมาเป็ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งได้ นี่คือโชคชะตาของเ้า อาจารย์ทำได้เพียงมอบมิติเร้นเมฆาให้เ้าเท่านั้น”
นี่คือข้อความที่อาจารย์ทิ้งเอาไว้ให้เขา
“ท่านอาจารย์” เข่าทั้งสองข้างของเขาทรุดลงกับพื้น รู้สึกเศร้าเสียใจ แต่เมื่อนึกถึงคำสอนของอาจารย์ก็ไม่อาจจะร้องไห้ออกมาได้ เขาจะต้องเข้มแข็งและเป็ผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งให้อาจารย์ได้ภาคภูมิใจ
“ท่านอาจารย์ข้าจะตั้งใจฝึกฝนลมปราณและใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข” สักวันคงได้พบอาจารย์อีก เขาเชื่อว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต ยังมีดินแดนเทพที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟัง พอมานึกดูดีๆ อาจารย์อาจจะรอเขาที่ดินแดนเทพ เมืุ่์ฝึกปราณจนถึงขั้นเทพา ก็จะกลายเป็เทพ
มันเป็เื่เล่าที่เล่าต่อกันมานานนับหมื่นปี แต่ไม่มีใครสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้สักคน แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของผู้ฝึกปราณก็อยู่ที่ปราณจักรพรรดิขั้นสามเท่านั้น แล้วคนที่พร์ย่ำแย่ ถูกลิขิตให้เป็ผู้ฝึกปราณไม่ได้แต่กำเนิดแบบเขาจะสามารถฝึกจนไปถึงจุดสูงสุดได้หรือเปล่า
“ท่านอาจารย์ ท่านวางใจ ข้าจะพยายามฝึกฝน” แม้ว่าไร้พร์แต่กำเนิด แต่เขาจะไม่ย่อท้อ จะไม่ทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง เขาพยายามอย่างสุดกำลัง
โคร่ก ก ก....
“ใช่แล้ว... ก่อนอื่นต้องกินให้มากหน่อย บำรุงร่างกายให้แข็งแรง” ฉีตงเย่บอกกับตัวเอง ร่างกายของฉีมู่หรงแตกต่างจากเขา เพราะถูกทำร้ายและป่วยมานานทำให้ร่างกายทรุดโทรมและซูบผอม โชคดีพื้นฐานร่างกายของเขาสามารถดูดซับพลังปราณได้ แก่นพลังปราณในร่างก็นับว่าเป็แก่นพลังปราณที่สมบูรณ์
เขารู้สึกถึงพลังปราณที่ไหลเวียนในร่างกายอย่างมากมาย
ฉีตงเย่ใช้เวลาอยู่ในมิติเร้นเมฆานานนับสัปดาห์ เขาฝึกฝนลมปราณตามตำราโบราณที่อาจารย์ทิ้งเอาไว้ให้ เป็ตำราที่วางอยู่ในห้องพักของเขา คงเป็อาจารย์ทิ้งไว้ให้ เป็ตำราที่เขาไม่เคยอ่านและไม่เคยฝึกมาก่อน หุบเขาเกี้ยวเมฆามีทุกอย่างที่เขา้า อาหาร สมุนไพร ธัญพืช ล้วนเป็เขาที่เพาะปลูกเองทั้งหมด
ที่หุบเขาเร้นเมฆามีพืชผักพลังปราณที่เขาปลูกเอาไว้ มันดีต่อการฟื้นฟูร่างกายที่าเ็และยังช่วยเพิ่มพลังปราณได้อีกด้วย แต่เพราะร่างก่อนของเขามีแก่นลมปราณที่แสนอ่อนแอเลยรับพลังปราณได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
แต่เมื่ออยู่ในร่างของฉีมู่หรงเขารู้สึกถึงพลังปราณที่ไหลเวียนได้ในทันทีที่กินพวกมันเข้าไป
นอกจากนี้ในมิติหุบเขาเร้นเมฆายังมีโอสถที่อาจารย์ทิ้งเอาไว้ให้อีกมากมาย สมุนไพรหายาก และมีกระดาษสำหรับเขียนเวทย์อักขระ หยก มรกต หินหายาก ตำราเวทย์อักขระและค่ายกล
“ท่านอาจารย์ ข้าจะต้องเป็ผู้ฝึกปราณที่แข็งแกร่งที่สุดให้ได้” ฉีตงเย่เอ่ยออกมาด้วยความมุ่งมั่น
จากนี้เขาคือเป็ฉีมู่หรง ฉีมู่หรงก็คือเขา เอาละเมื่อท้องอิ่มแล้ว (จากนี้ขอเรียกฉีตงเย่ว่าฉีมู่หรงนะคะเพื่อความไม่สับสน)
มาเริ่มฝึกลมปราณกันเลย.....
จากนี้ไปผู้ที่มีพร์ย่ำแย่ จะก้าวขึ้นไปเป็ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งให้จนได้
----TBC-----
TALK: ฝากนิยายเื่นี้ด้วยนะคะ