“กู้ชิงเฉิง เจ้าสมควรตาย!” ท่านหญิงหลิงหยางหาได้คาดคิดไม่ว่ากู้ชิงเฉิงจะใช้วิธีเช่นนี้ นางถึงกับตะลึงไปชั่วขณะทันใดนั้นนางก็เริ่มไออย่างหนัก และเอานิ้วควานคอเพื่อให้ตัวเองอาเจียนยาเหล่านั้นออกมา
กู้ชิงเฉิงกลับนั่งลงข้างๆและหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดมือ ก่อนจะลงมือกินอาหารอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ฝีมือปรุงอาหารใช่ว่าจะแย่ ทว่าเครื่องปรุงในยุคสมัยของพวกเจ้ามีน้อยนักทำให้อาหารจืดชืดเกินไป” กู้ชิงเฉิงกินไปพลางวิจารณ์นางส่ายหน้าเล็กน้อยราวกับไม่ค่อยพึงพอใจนัก
ท่านหญิงหลิงหยางยังคงไอต่อเนื่อง
“เจ้ารู้ดีว่ายานั้นคืออะไร จะดิ้นรนไปทำไมกัน” กู้ชิงเฉิงเหลือบมองท่านหญิงหลิงหยางพลางกล่าวว่า“มาเถิด กินอาหารให้เต็มอิ่มสักมื้อแม้ต้องตายก็อย่าได้เป็นผีอดตายเลย”
“กู้ชิงเฉิง ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!” ท่านหญิงหลิงหยางถึงกับคลุ้มคลั่งนางไอไม่หยุดและพุ่งเข้าหากู้ชิงเฉิงหมายจะให้ตายตกไปด้วยกัน
ทว่าทันทีที่นางพุ่งเข้ามากู้ชิงเฉิงก็หยิบถ้วยกับข้าวโยนออกไป นางสามารถควบคุมสิ่งของได้ดั่งใจนึก ดังนั้นถ้วยกับข้าวใบนั้นจึงคว่ำลงบนใบหน้าของท่านหญิงหลิงหยางพอดี
“กรี๊ดดด…” ภายในคุกหลวงเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของท่านหญิงหลิงหยางดังก้องความรู้สึกที่ถ้วยกับข้าวเปื้อนน้ำมันเหล่านั้นละเลงไปทั่วใบหน้าเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายนัก ทำให้ท่านหญิงหลิงหยางแทบจะสลบไปในตอนนี้นางปรารถนาเพียงจะสังหารกู้ชิงเฉิงให้ได้ หากไม่ลงมือสังหารนางนางก็คงตายตาไม่หลับ
เหล่าทหารคุกด้านนอกมองหน้ากันไปมาแต่ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือ เพราะก่อนที่ท่านหญิงหลิงหยางจะเข้ามานางได้กำชับเอาไว้แล้วว่าไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามายุ่งเกี่ยวให้ทำราวกับไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดและยังได้มอบตำลึงจำนวนมากแก่เหล่าทหารประจำคุกเป็นค่าปิดปาก ซึ่งเห็นผลดียิ่งนักเหล่าทหารต่างยืนนิ่งราวกับภูผา ไม่อาจสะท้านสิ่งใด ทำราวกับหูหนวกไม่ได้ยินสิ่งใดเลย
“ท่านหญิง ยาที่เจ้าเพิ่งดื่มเข้าไปน่าจะเป็นยาพิษออกฤทธิ์ช้ากระมังมิเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ขาดใจตายไปเสีย” กู้ชิงเฉิงเลิกคิ้วขึ้นถาม“ที่จริงแล้ว ข้าควรจะศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนจึงค่อยกรอกยาเข้าปากเจ้า”
นางเอ่ยออกมาราวกับผิดหวังเล็กน้อยพลางกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยทำให้ท่านหญิงหลิงหยางรู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะสังหารนางให้ตายคามือ
นางไม่ได้สนใจน้ำมันที่เปรอะเปื้อนใบหน้าแต่กลับพุ่งเข้าใส่กู้ชิงเฉิงอีกครั้ง หวังให้กู้ชิงเฉิงตายตกไปพร้อมกับนางถูกดูหมิ่นเช่นนี้ นางจึงไม่อาจระงับความโกรธแค้นได้นางเป็นหลานสาวที่ฮองเฮาทะนุถนอมประหนึ่งไข่มุกในมือ
กู้ชิงเฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อยตอนนี้นางรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก นางกินอาหารไปพลาง ยกนิ้วขึ้นชี้ไปพลางเมล็ดถั่วหลายเม็ดพลันลอยขึ้นกลางอากาศราวกับมีชีวิตพุ่งตรงเข้าใส่ท่านหญิงหลิงหยางที่พุ่งเข้ามา พวกมันพุ่งเข้าใส่หน้าผาก แก้มและปากของท่านหญิงหลิงหยางอย่างแม่นยำ
“อื้อ!” ท่านหญิงหลิงหยางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทว่าฟันนางกลับหักไปหลายซี่ นางจึงยกมือขึ้นปิดปากไว้และส่งเสียงครางด้วยความทรมาน
ยามนี้นางดูน่าเวทนายิ่งนักผมเผ้ายุ่งเหยิง ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยคราบน้ำมันและยังมีเศษผักที่ยังไม่ได้สะบัดออกเกลื่อนกลาด หน้าผาก แก้ม จมูกและปากบวมเป่งไปหมด ปากบวม ฟันหักไปหลายซี่ และมีเลือดไหลหยดลงมาจากมุมปากหญิงสาววัยสิบหกปีผู้งดงามราวบุปผาแรกแย้ม กลับมีสภาพเช่นนี้ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ท่านหญิงหลิงหยางที่เคยโอหังอวดดีตะโกนก้องร้องจะเอาชีวิตกู้ชิงเฉิง ยามนี้นางได้แต่ร้องไห้เท่านั้นนางไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้แม้เพียงครึ่งก้าว เพราะนางรู้ดีว่านางไม่อาจรอดพ้นจากเงื้อมมือของกู้ชิงเฉิงได้เลยอีกทั้งขันทีที่มากับนางยังคงยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่เอ่ยสิ่งใดกู้ชิงเฉิงจำขันทีผู้นั้นได้ ผู้ที่เคยกล่าวว่าจะช่วยนางในวังหลวงถือว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย ถึงขั้นเข้ามาในคุกของคุกหลวงจงเหรินฝู่ได้
“ท่านก่อเรื่องเร็วไปกระมัง” ขันทีก้าวเข้ามาในห้องก่อนจะเดินอ้อมท่านหญิงหลิงหยางไปหยุดยังข้างกายกู้ชิงเฉิง “ทำเช่นนี้จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
“เร็วหรือ? ข้าว่าไม่นะ” กู้ชิงเฉิงกลับหัวเราะ“หรือเจ้าอยากให้ข้าดื่มยาพิษถ้วยนั้นกัน?”
ขันทีคนนั้นหรี่ตาลงก่อนจะตอบกลับ “ก็จริง”
เขาพูดพลางเหลือบมองท่านหญิงหลิงหยางที่กำลังสะอื้นฮักพลางกล่าวต่อ “อืม นางน่ารำคาญยิ่งนัก”
แววตาของขันทีผู้นั้นพลันฉายประกายสังหารอันอำมหิตจนผู้คนไม่อาจห้ามใจ ไม่ให้รู้สึกขนลุกขนพองได้
ท่านหญิงหลิงหยางที่กำลังร่ำไห้สะท้านพลันตัวสั่นระริก นางไม่คาดคิดว่าขันทีผู้นี้จะน่าสะพรึงถึงเพียงนี้บัดนี้นางเพิ่งเข้าใจว่าเขาหาไม่ใช่ขันทีธรรมดาหากแต่ยังรู้จักคุ้นเคยกับกู้ชิงเฉิง นางพลันรู้สึกว่าตนประมาทเกินไป
นางจึงเอ่ยขึ้นอย่างเจ็บแค้น“กู้ชิงเฉิง เจ้าบังอาจสมคบคิดกับขันที หากองค์รัชทายาททรงทราบเข้าคงไม่ต้องการเจ้าอีก”
“วางใจเถอะ องค์รัชทายาทก็คงไม่ต้องการเจ้าเช่นกัน” กู้ชิงเฉิงได้ยินถ้อยคำปากเสียของท่านหญิงหลิงหยางจึงอดหัวเราะไม่ได้ พลางคีบอาหารเข้าปาก “เพราะเจ้าทำเรื่องอื้อฉาวบนถนนเช่นนั้นน่ารังเกียจยิ่งนัก แต่กระนั้น...ก็คงเร้าใจไม่ใช่หรือ?”
ขันทีเฝ้าประตูที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับเหงื่อตกนี่นางเป็นสตรีที่องอาจห้าวหาญปานใด ถึงได้เอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้!แทบจะทำให้กรามของเขาหลุดร่วงไปเสีย นี่ถือเป็นความรู้ใหม่สำหรับเขาเลยทีเดียว
ใบหน้าของท่านหญิงหลินหยางบวมเป่งจนจำเค้าเดิมไม่ได้แต่ก็พอมองออกว่านางโกรธแค้นเพียงใด กู้ชิงเฉิงยังคงสุมไฟให้ร้อนขึ้นอีก“ต้องขอบใจเจ้าที่นำเขามาหา หากไม่ใช่เพราะเจ้าขันทีเช่นเขาจะเข้ามาในคุกหลวงจงเหรินฝู่ได้อย่างไร!”
กู้ชิงเฉิงคิดว่าหากไม่ทำให้ท่านหญิงหลินหยางผู้นี้โมโหจนตาย ก็คงไม่สาสมตอนนี้ท่านหญิงหลินหยางไม่เพียงโดนพิษเท่านั้นหากแต่ยังถูกทำร้ายจนใบหน้าบวมเป่งคล้ายหัวหมู และหากนางโมโหจนกระอักเลือดออกมาอีกรับรองได้ว่านางคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเป็นแน่
“เจ้า... พวกเจ้า…” ท่านหญิงหลินหยางโกรธจนไร้ซึ่งวาจาทำได้เพียงชี้หน้ากู้ชิงเฉิง
“ช่างไร้มารยาทเสียจริง” กู้ชิงเฉิงส่ายหน้า “ฮองเฮาสอนเจ้ามาได้ล้มเหลวนัก ไม่น่าเล่าองค์รัชทายาทจึงไม่ทรงโปรดเจ้า!”
“เหลวไหล!” ท่านหญิงหลินหยางตะโกนก้อง “องค์รัชทายาททรงโปรดข้า เจ้าต่างหากที่ไร้ยางอาย ยั่วยวนองค์รัชทายาทเจ้าเป็นสตรีหลายใจ แม้แต่ขันทีก็ยังไม่เว้น!”
ท่านหญิงหลินหยางหลงรักโม่อวี้เฉินถึงเพียงนั้นเพื่อเขาแล้วนางยินยอมทำทุกสิ่ง ละทิ้งทุกสิ่งแต่เขาไม่เคยมองนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางสิ้นหวังยิ่งนักบัดนี้กู้ชิงเฉิงกลายเป็นสตรีอัปลักษณ์ ไม่มีตระกูลไป๋และตระกูลกู้คอยหนุนหลังแล้วแท้จริงแล้วองค์รัชทายาทไม่ควรข้องเกี่ยวกับกู้ชิงเฉิงอีกเมื่อนึกถึงเรื่องเหล่านี้ ท่านหญิงหลินหยางก็ยิ่งโกรธแค้น
ท่านหญิงหลินหยางรีบหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะพุ่งเข้าหากู้ชิงเฉิงอย่างบ้าคลั่งนางหลงลืมถ้อยคำตักเตือนของฮองเฮาและกู้ตงหลิงไปสิ้นอยากจะสังหารกู้ชิงเฉิงเพื่อระบายความคับแค้นใจเท่านั้น
ขันทีเฝ้าประตูหรี่ตาลงใบหน้าของเขาพลันเย็นชาและน่ากลัว เมื่อท่านหญิงหลิงหยางพุ่งเข้ามา เขาพลันเงื้อแขนขึ้นเพียงพริบตาถัดมา เขาก็ฟาดลงไปที่ท้ายทอยของท่านหญิงหลิงหยาง ทำให้นางสลบไปในทันทีก่อนจะลากตัวนางเข้ามา
ท่านหญิงหลิงหยางที่เพิ่งจะตะโกนก้องก็สลบไสลไปในทันที ทำให้กู้ชิงเฉิงถึงกับตัวแข็งทื่อนางจ้องมองขันทีด้วยความตกใจอย่างคาดไม่ถึง การลงมือของคนผู้นี้ช่างเด็ดขาดยิ่งนักเกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากทีเดียว
นางยังคิดว่าจะจัดการท่านหญิงหลิงหยางที่วังเพื่อที่จะเล่นงานฮองเฮาให้สาหัสอีกครั้งซึ่งคงจะร้ายกาจและโหดร้ายยิ่งกว่าการกระทำของขันทีผู้นี้เสียอีก
“ไปกันเถอะ” เมื่อจัดการท่านหญิงหลินหยางเรียบร้อยแล้วขันทีก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะไปกับเจ้าเสียหน่อย” กู้ชิงเฉิงยักไหล่
ขันทีผู้นั้นไม่ได้ฉุนเฉียวแต่อย่างใดราวกับคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่เขาจะช่วยจัดการทหารยามที่เฝ้าอยู่และหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยส่วนกู้ชิงเฉิงก็เดินออกไปจากคุกนางจึงบังเอิญเจอกับโม่อวี้เฉินที่กำลังตามหาตัวนางด้วยความร้อนรน