ท่านปู่เ้าเวทจิตราได้แนะนำพระนางทิพปภานาคินี ซึ่งมีศักดิ์เป็พี่นางฝ่ายเสด็จปู่ พระชนกของพระนางเป็เชษฐาของเสด็จปู่ ท่านปู่เ้าทรงเชิญพระองค์มาร่วมเป็สักขีในการประกอบพิธีขึ้นครองบัลลังก์รัตนนาคาบุรีขององค์อรินทร์ ‘พญาภัทรสุทธินาคิน’
ท้าวพญาแสงสูรย์สัญเวทย์ เ้าแห่งไกรศวรบัลลังก์ทรงมีพระโอรสและธิดาเพียงสองพระองค์และพระนางทิพปภาเป็ขนิษฐา ส่วนพระโอรสสิ้นพระชนม์ยังเยาว์นักเหลือแต่นางพระองค์เดียว พระนางมีอายุมากกว่าองค์อรินทร์ถึง 5 ขวบ แต่ด้วยพระสิริโฉมและจริยาวัตรต้องพระทัยองค์อรินทร์ยิ่งนักคราที่เสด็จตามพระชนกมาร่วมในพิธีขึ้นครองนาคบัลลังก์ของพระองค์ องค์อรินทร์...พระองค์ไม่เคยพบนางมาก่อนแต่ทรงได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า นางเป็ผู้มีจริยาวัตรงดงามทั้งยังทรงสิริโฉมด้วย และได้ทรงพาทีด้วยทุกเพลาค่ำก่อนหน้านี้ด้วยสังวาล ‘มณีพชร’ ที่เป็สื่อคล้องใจ
“เ้าน่าจะอยู่เที่ยวชมเมืองของข้าสักหกถึงเจ็ดเพลา ข้าจะพาไปชมถ้ำสายฟ้าซึ่งเป็ที่ก่อเกิด ‘มณีพชร’ ของข้า น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” องค์อรินทร์ได้เชื้อเชิญให้ทิพปภาอยู่ต่อเพื่ออยากทราบพระทัยของนาง
“องค์อรินทร์จะให้ข้าอยู่นานหลายเพลา จะมิไปรบกวนราชกิจของพระองค์ฤาเ้าคะ” นางเกรงว่าหากไม่อยู่ต่อ จะกระทบพระทัยขององค์อรินทร์ แต่ยังนึกหวั่นว่าพระองค์มีสนมนาคีอยู่ถึงสามนาง จะมิบังควรที่จะทำให้บรรดานางทั้งสามต้องมิชอบใจด้วยเหตุนี้
“ท่านพ่อ... จะอยู่ต่ออีกเจ็ดเพลาเจียวรึ...เ้าค่ะ” ทิพปภาสอบถามพระชนก นางเกรงว่าเนิ่นนานจะมิบังควร ครั้นเห็นเหล่าสนมขององค์อรินทร์แล้ววิตกว่าจะเกิดเื่ร้ายแก่นางเอง ด้วยจิตสังหรณ์ของนางกระทบมโนผัสสะของเหล่าสนมทั้งสามนั้นได้
“พ่ออยากต่อบทสวดศิรสังหิตาจากท่านปู่เ้าเวทจิตรา...เจ็ดเพลาอาจยังมิพอ พ่ออาจต้องได้กลับมาอีก่พิธีเสกสมรสขององค์อรินทร์”
“ท่านแม่จะรอเรากลับนครานะ...เ้าค่ะ” นางยังทรงยืนยันว่าเจ็ดเพลานั้นเนิ่นนาน ในพระทัยแล้วอยากกลับไปต่อจริยาวัตรของนาคินีแต่โบราณกับเ้าป้าปทุมวดี
“ลูกอยากไปต่อบทสวดดับเวทนาของนาคินี” ทิพปภายังต้องต่อการดับเวทนาที่เกิดจากผัสสะทั้งหก เพื่อปลดวิบากกรรรมของชาตินาคินี หากหลุดพ้นจากตรงนี้ภพภูมิถัดไป คือมนุสสภูมิ หรือหากสูงกว่านั้น จะจุติเป็เทพบุตรหรือเทพธิดาในชั้นจาตุมหาราชิกา
“พระนางเพคะ องค์อรินทร์ทรงรอพระนางอยู่ ณ อุทยานหลวง” ข้าหลวงนาคีมาเชิญนางไปพบองค์อรินทร์
“เ้ารู้ไหมว่า มีเื่อันใด” ทิพปภาเกรงพระทัย แต่ใจหนึ่งคิดว่าพระองค์ทรงมีเหตุให้พบตนเอง
“ไม่...เพคะ” ข้าหลวงนาคีตอบแล้วออกไปทันที นางจึงปลงใจว่าจะไปลองดู หรือว่าองค์อรินทร์จะพาไปชมถ้ำสายฟ้าที่ได้บอกไว้เมื่อสองเพลาก่อน
อุทยานหลวงมีพันธุ์ดอกไม้นานาแต่งแต้มสีสันวิจิตระการสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมากับสายลมบางเบา เมื่อลมพลิ้วปะทะหน้าของนางเธอ...องค์อรินทร์จึงมาปรากฏกายเป็นาคมานพธรรมดาปราศจากเครื่องทรงนาคาธิบดี และทรงโค้งคำนับเพื่อขอจับมือนางแล้วจึงพาไปชมอุทยาน เหมือนนางเป็เ้าแต่พระองค์เป็บ่าว ทรงเล่นเหมือนเด็กๆ ในยามนี้
“องค์อรินทร์เ้าคะ ข้าคงเขินอายเป็แน่แท้ ถ้าต้องให้พระองค์ทำเยี่ยงนี้” นางอายอย่างยิ่งที่ต้องทำตัวสูงศักดิ์กว่าองค์อรินทร์
“ข้าอยากเล่นซ่อนหากับเ้า” องค์อรินทร์เป็กันเองจนนางรู้สึกว่ามิบังควร
“พระองค์เป็นาคาธิบดี ข้ากระทำตนิ่พระองค์อยู่นะเ้าค่ะ” นางรู้สึกเขินอาย
“จะให้ข้าสำราญบ้างไม่ได้เจียวรึ” องค์อรินทร์ยังกึ่งจูงกึ่งบังคับมือนางให้เดินตามไป...มิรู้ได้ว่าหนทางใดที่องค์อรินทร์จะพานางไป
“ขอพักตรงนี้ก่อนได้ฤาไม่ ข้าอยากชมสวนเนรมิตของพระองค์เป็ขวัญตา ยามกลับนคราจะได้พึงอวดชนนีว่า อุทยานหลวงขององค์อรินทร์มิอาจหาที่ใดเทียมได้” ทิพปภาอยากเฉไฉให้พระองค์ปล่อยมือไปจากนาง...จะได้รู้สึกโล่งหทัย
“เ้าคงมองว่าข้าวิปริตผิดเพี้ยนเป็แน่แท้ ...เพลานี้ข้าจะแปลงร่างเ้าเป็สาวชาวบ้าน” นางใ...มองหน้าองค์อรินทร์
“พระองค์จะรู้ว่าข้าจะสวมเสื้อผ้าเช่นไร ขนาดนั้นเจียวรึ” นางแอบหัวร่อ
“ไม่ดอก ข้าแค่เห็นพวกข้าหลวงใส่กัน มิดีดอกรึ” องค์อรินทร์คงอยากได้แค่แต่งองค์แบบชาวบ้าน
“ดีสิเ้าค่ะ มิบังควรที่ข้าเองทำตัวสูงกว่าพระองค์” นางรู้สึกว่าโล่งอกอย่างน้อยก็ทำตัวให้เสมอกัน
“ตำแหน่งนี้เป็ที่...ที่ข้าเคยเล่นกับเหล่าข้าหลวงยามที่ข้ายังเด็ก” พระองค์ยังเล่าไปเรื่อยๆ ว่า พระองค์ว้าเหว่มากมายเพียงใดที่ขาดชนกชนนีั้แ่ยังมิรู้ความอันใดเลย มีแต่ท่านปู่เ้าเวทจิตราและเ้าน้าศรีปิ่นทรงอุปการะสั่งสอนดูแลพระองค์มาจวบจนเพลานี้
“พระองค์น่าสงสารยิ่งนัก ข้ารู้แล้วว่าเพลานี้พระองค์ขาดสหาย ข้าเป็สหายกับพระองค์ไปตลอดได้นะ...เ้าค่ะ” ทิพปภาสงสารที่พระองค์คงโศกกำสรวลกับความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้
“ข้าต้องชะตาเ้าั้แ่วันแรก รู้ว่าเ้ามีจิตใจที่งดงามเพียงใด ด้วยผัสสะของข้า” องค์อรินทร์มีญานััที่เข้าถึงใจของผู้ที่พระองค์หมายไว้
“ข้ายังไม่แจ้งใจว่า พระองค์จะทำอันใดหากสนมทั้งสามยังวิตกในพระองค์” นางถามด้วยความสงสัย
“ข้าบอกท่านปู่เ้าแล้วว่าจะให้นางทั้งสามอยู่ในที่อันควรของสนมนาคินี เ้าจะกังวลไปใย” องค์อรินทร์ไม่บอกว่าจะทำอันใดต่อหลังจากนี้ทำให้นางกังขายิ่งนัก “พระองค์อย่าลืมนะเ้าค่ะ อันหญิงใดถ้าหมายไว้แล้วจะสละนางไปมิบังควร” นางคิดว่าพระองค์ต้องรู้มโนธรรมข้อนี้
“ข้ารู้และแจ้งใจว่าเ้าต้องมีเหตุให้ขัดใจข้า” องค์อรินทร์จับมือทั้งสองและสบตานาง
“ไม่...นะเ้าค่ะ พระองค์บังคับข้าอยู่” นางอยากสะบัดมือออกแต่ด้วยทรงบีบมือแน่น เหมือนไม่ยอมปล่อยนาง
“ข้าจะพาเ้าไปดูถ้ำที่เพชรสายฟ้าก่อกำเนิดขึ้น มาจับมือข้าแล้วเราไปกัน” องค์อรินทร์ให้นางจับมือแล้วหายตัวทะลุผนังถ้ำด้านนอกเข้าไปยังด้านในพร้อมกัน
“ลืมตัวสลัดมือหลุดจากข้า...มิได้เจียวหนา” องค์อรินทร์เสียงดังกึกก้องในถ้ำ เหมือนเป็นิมิตให้นางจำต้องกระทำตาม
“ในถ้ำแห่งนี้หอมดั่งดอกปาริชาติอบอวลอยู่ทั่วเขตอาณา ข้าอยากดอมดมและจำไปเล่าให้ชนนีฟังถึงถ้ำที่พระองค์มาบำเพ็ญภาวนาจนเกิดมณีอันล้ำค่า” นางชมองค์อรินทร์จนพระเนตรมีแววปลื้มปิติ ทำให้พระองค์ยิ่งทรงหลงใหลเสียงนางที่ก้องกระทบผนังถ้ำ
หอมกลิ่นระรวยบุหงาผกากรอง
หอมแก้มน้องนางเอยเชยชิดใกล้
หอมนี้ช่างเย้ายวนแสนบาดใจ
หอมเนื้อนวลยองใยใคร่เด็ดดอม
องค์อรินทร์ทรงจับมือนางอยู่ข้างหนึ่งและเอาพระหัตถ์อีกข้างลูบไล้ดวงพักตร์นาง แล้วทรงจุมพิตนางอย่างดูดดื่มนิ่งไปชั่วยาม...จนเคลิบเคลิ้ม นางจึ่งเผลอลืมตัวมือที่จับไว้หลุดออกจากพระหัตถ์ขององค์อรินทร์ สายฟ้าจาก ‘มณีพชร’ พร้อมเสียงนิลไสยเวทดังคำรามอยู่ในผนังถ้ำ และแล้วเสียงอสุนีดังก้องกัปนาทพร้อมแสงสีฟ้าฟาดลงตรงกลางตัวทิพปภา จนนางแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนขององค์อรินทร์ พระองค์ตกพระทัยจนลืมถึงมฤคเวทที่จะนำพาดวงจิตของนางกลับเข้าร่างภายในหนึ่งชั่วยามซึ่งรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ณ เพลานี้ไม่ทันเสียแล้ว พระองค์ทรงอุ้มร่างนางออกจากถ้ำด้วยน้ำพระเนตรนองพระพักตร์
พระองค์ทรงเนรมิตองค์กลับดังเดิม...อุ้มร่างของนางที่ดวงจิตถูกสายฟ้าฟาดดับสูญไปกลับมาที่พระตำหนัก ยังความโทมนัสแก่พระชนกของนางยิ่งนัก พร้อมทั้งข้าหลวงที่ติดตามมาร่ำไห้เสียงระงมไปทั่ว องค์อรินทร์ทรงกอดร่างนางไว้แล้วซบพระพักตร์นิ่งอยู่นาน จนท่านปู่เ้าและพระเ้าน้าเตือนพระองค์ให้ลดความโศกกำสรวลลงบ้าง
“ข้าเป็เหตุให้นางต้องดับสูญ จะทำอันใดดีท่านปู่เ้า” องค์อรินทร์ทรงสะอื้นไห้แทบวายหทัย
“หลานต้องส่งมอบร่างทิพปภากลับคืนสู่ทิพยานคราพร้อมพระชนกของนาง” ท่านปู่เ้าวิตกถึงความผูกพันอันดีงามจะมาขาดสะบั้นด้วยเหตุนี้
“พญาแสงสูรย์สัญเวทย์จะทรงกริ้วโกรธาเอากับหลาน เพลานี้เราคงจะทำอันใดมิได้” ท่านปู่เ้าตักเตือนองค์อรินทร์
“เราต้องให้พระองค์แจ้งใจว่าเหตุนี้สุดห้ามมิได้ แล้วลุงจะบอกให้พระองค์รู้ที่มาแห่งเหตุ” ท่านปู่เ้าจะช่วยระงับข้อบาดหมางนี้ลงได้
ครั้นองค์อรินทร์ทรงมอบร่างพระนางทิพปภาคืนสู่นครา พระองค์ทรงปิดวาจากับเหล่าข้าหลวงทั้งปวงรวมทั้งเหล่าสนมทั้งสามนาง นับจากเพลานั้นที่หทัยของนางดับสูญ พระองค์ได้แต่ทรงจำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำ ‘มณีพชร’ ทุกเพลานาทีแทบมิได้ทรงออกมานับแรมเดือน
บรรดาเหล่าสนมนาคีทั้งสามนางต่างพากันวิตกถึงสถานะของตน และพากันกล่าวโทษว่าทิพปภาเป็เหตุให้นางทั้งสามต้องกลายเป็นาคินีอนาถา ไร้ที่พึ่งจากองค์อรินทร์ นางจะไปเป็ชายาหรือสนมพญานาคาธิบดีตนใดมิได้ด้วยขัดข้องติดอยู่ที่วังขององค์อรินทร์แห่งนี้
“ท่านปู่เ้า...เ้าขา ข้าทั้งสามจะอยู่กันเช่นไร” สนมวิมาดาสอบถามแทน ด้วยสองนางเห็นพ้องว่านางมีมธุรสวาจา
“เ้าทั้งสามจะไปอยู่ที่แห่งใดมิได้ ด้วยองค์อรินทร์รับเ้าเป็สนมนาคินีเ้าแล้ว” ท่านปู่เ้าเตือน
องค์อรินทร์ยังกำสรวลครวญคร่ำอาลัยถึงทิพปภาที่ทรงมีจิตประดิพัทธ์ นับแต่ครั้งแรกที่ประสบพักตร์ พระองค์ยังจำได้ถึงเพลานั้นที่ทรงจุมพิตปากอันอวบอิ่มของนาง
พบครั้งแรกรัญจวนใจแทบขาด
งามผุดผาดราวอัปสร์
นวลนางปากอิ่มเอมชมพูนั้น
ข้ากระสันเพ้อถึงเ้า...เนื้อนวลเอย