ม่านขาวถูกแหวกออก ไป๋ลู่รีบก้าวเข้ามา เมื่อเห็นมู่เฉินลืมตา นางก็ใแล้วรีบร้องเรียกอาจารย์กับศิษย์พี่ซูเยว่เข้ามา
“ศิษย์น้อง! เ้าฟื้นแล้วจริงๆ!” ไป๋ลู่เสียงสั่นเครือ
มู่เฉินพยายามประคองกายลุกนั่ง “ข้า… หลับไปนานแค่ไหน?” เสียงแห้งแตกของเขาดังออกมา
“เ้านอนหลับไปกว่าเจ็ดวันเจ็ดคืนแล้ว” ไป๋ลู่รีบตอบ
ซูเยว่ก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นถ้วยน้ำให้ “ดื่มเสียก่อน”
มู่เฉินรับมาแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ความกระหายเผาผลาญลำคออย่างรุนแรง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงต่ำ “แล้ว…ศิษย์สำนักที่ล้มตายในวันนั้นเล่า?”
ซูเยว่หลุบตาลง “ทุกคนถูกส่งร่างกลับคืนสู่สำนักแล้ว ส่วนศพของเหล่าชายชุดดำ… กลับหายไปสิ้น ทางการสรุปคดีว่าขบวนถูกโจรปล้น…”
มู่เฉินหัวเราะเย็น หึ… “เพียงเท่านี้ก็ตัดบทจบได้หรือ? ช่างง่ายดายนัก”
นี่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ศิษย์พี่รองส่งข่าวจากในวังออกมา ทำให้มู่เฉินยังชะตาไม่ขาด
…
วันถัดมา ร่างกายของเขาฟื้นตัวขึ้นบ้าง จึงขอกลับสำนักคุ้มภัย เมื่อถึงประตู เหล่าศิษย์ต่างตกตะลึงที่เห็นเขายังมีชีวิตอยู่ รีบส่งข่าวไปยังเบื้องบน
ไม่นาน มู่เฉินถูกนำตัวเข้าพบเ้าสำนักเป็ครั้งแรก บุรุษวัยห้าสิบเศษ ร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครายาว สายตาคมกริบดุจมีด เสียงทุ้มกังวานน่าเกรงขาม
“เ้าคือมู่เฉิน… ข้ามีเื่อยากถามหลายประการ”
มู่เฉินไม่ตอบคำใด เพียงถามกลับด้วยเสียงหนักแน่น “วันนั้น… ยิงพลุสัญญาณไปนาน เหตุใดไม่มีกองหนุน?”
ห้องโถงเงียบงันไปครู่ เ้าสำนักขมวดคิ้ว ก่อนกล่าวช้าๆ “วันนั้น ราชสำนักมีคำสั่งห้ามทุกกองกำลังเคลื่อนไหว… ทหารหลวงล้อมปิดทุกเส้นทางไว้หมดแล้ว”
มู่เฉินนิ่งไป สีหน้าเยือกเย็น แววตาเข้าใจทุกอย่าง ความจริงกระจ่างแล้ว เขาคำนับเล็กน้อยก่อนขอตัวกลับที่พัก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่เฉินเปิดออก เห็นชางชงยืนอยู่ เขาค้อมกายเคารพ “นายท่าน”
มู่เฉินยิ้มบาง “เ้ามาพอดี นำทางข้าไปสุสานที”
ชางชงพยักหน้า รถม้าถูกเตรียมไว้แล้วราวกับรู้ความตั้งใจของเขา
ที่สุสานนอกเมือง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านต้นไม้สูง มู่เฉินยืนอยู่ต่อหน้าแท่นศพของเสวี่ยอิง ภาพรอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะของนางยังคงก้องอยู่ในหัว
“เสวี่ยอิง… ขอโทษที่ข้าปกป้องเ้าไม่ได้” น้ำตาไหลพรากไม่ขาดสาย ความทุกข์ใจนี้ยากจะทำใจรับได้ ยิ่งคิดถึงอดีตยิ่งเ็ป
ชางชงที่เฝ้ายืนอยู่ข้างๆ แม้ปกติจะสุขุมเยือกเย็น ยามนี้ก็น้ำตาคลอไม่ต่างกัน
ก่อนแยกกัน ชางชงมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้
มู่เฉินกลับถึงที่พัก เปิดจดหมายอ่าน เนื้อความกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก ตระกูลกู่สิ้นอำนาจ ตระกูลกู่ถูกถอดฐานันดร กลายเป็สามัญชน ต้องไปอาศัยในตรอกตะวันตก ตระกูลฮวาแม้ยังอยู่ แต่ไร้อำนาจ ไม่อาจช่วยเหลือผู้ใดได้ เกรงจะเป็ภัยต่อตนเอง
…
รุ่งเช้า จวินหลิเดินมาหามู่เฉินถึงห้องพัก “เ้าสำนักเรียกไปยังโถงใหญ่”
ในโถงนั้น ผู้าุโป้ายทอง ศิษย์มากมาย และเ้าสำนักล้วนอยู่พร้อมหน้า วันนี้มีพิธีแต่งตั้งมู่เฉินขึ้นเป็ศิษย์ ป้ายทองระดับสาม อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เสียงฮือฮาดังทั่วทั้งโถง ทุกคนมองด้วยสายตายกย่อง แต่ทว่ามู่เฉินกลับมิได้ยินดีแม้แต่น้อย เขาก้าวออกมากล่าวเสียงเรียบ
“เรียนเ้าสำนัก ข้าขอถามคดีวันนั้นได้ข้อสรุปหรือไม่?”
“ทางการสรุปคดีแล้ว”
“แล้วศิษย์ที่เสียชีวิตเล่า?”
“ครอบครัวพวกเขาได้รับชดเชยสามเท่า”
“แล้วจะสืบหาความจริงต่อไปหรือไม่?”
“ไม่แล้ว” เ้าสำนักตอบหนักแน่น “แม้สืบต่อไป… ก็ไร้ประโยชน์”
บรรยากาศในโถงเงียบกริบ ทุกคนรู้ในใจว่าเื้ัเป็ผู้ใด แต่ก็ล้วนไม่อาจเอื้อมแตะต้องได้
อำนาจคนผู้นั้นก็มากเกินกว่าที่ทั้งมู่เฉินและสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้จะรับไหว มู่เฉินถอดป้ายเงินของตนออกมา
"วันนี้ศิษย์จะมาแจ้งลาออก เ้าสำนักโปรดอนุญาติ"
ทุกผู้คนที่อยู่ตรงนั้นที่ได้ยินต่างอื้อฮา น้อยคนนักที่จะได้โอกาศไปถึงป้ายทอง บางคนอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต หากเพียงมู่เฉินรับไว้ก็จะได้เป็ป้ายทองที่อายุน้อยที่สุดที่เคยมีมา
นี้สำหรับมู่เฉินแล้วก็เหมือนเช่นที่ผ่านมา เขาต้องเยียบย้ำศพคนรักคนแล้วคนเล่าเพื่อขึ้นมาถึงจุดนี้ ยิ่งคิดยิ่งเหมือนเส้นทางที่เดินทุกวันนี้ยิ่งห่างไกลจากความตั้งใจเดิมแรกเริ่มของเขาที่มีมา เงินทองและเกียรติยศจริงแล้วล้วนไม่มีค่าอันใดแต่แรก
“ข้าอนุญาต คืนป้ายและชุดของสำนักที่กองกลางได้”
เ้าสำนักกล่าวเพียงเท่านั้น ก่อนลุกก้าวออกจากโถงใหญ่ ทิ้งเหล่าศิษย์ที่ต่างซุบซิบฮือฮาไม่หยุด
มู่เฉินกลับสู่ห้องพักเพื่อเก็บข้าวของ ข้าวของที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ห้องที่เคยอาศัยอยู่นานปี กลับไม่หลงเหลือความผูกพันใด ๆ อีกแล้ว สิ่งเดียวที่ยังติดตรึงอยู่ก็เพียงกลิ่นอายบางเบาของความทรงจำเกี่ยวกับ เสวี่ยอิง ที่ยังวนเวียนอยู่ในใจเขา
เขาเดินไปยังกองกลาง ยื่นป้ายศิษย์และชุดสำนักคืนให้ จวินหลิเป็ผู้รับแทน พร้อมกับมอบหีบไม้ใบหนึ่งให้กลับมา “นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดที่เ้ามีอยู่ในสำนัก”
ในหีบด้านในนั้นเต็มไปด้วยตั๋วเงินจำนวนมาก
ก่อนจากกัน จวินหลิหยิบจดหมายออกมาอีกฉบับ ยื่นส่งให้เงียบ ๆ
มู่เฉินพยักหน้า รับไว้โดยไม่เอ่ยคำใด แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
เมื่อมาถึงหน้าสำนัก ชางชง ยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาก้าวออกมา คุกเข่าลงคำนับจากใจจริง ก่อนลุกขึ้นแล้วโค้งตัวอีกครั้ง “ขอให้นายท่านเดินทางโดยราบรื่น”
คำพูดเรียบง่าย เสียงมั่นคง แต่ดวงตากลับแฝงด้วยความโศกเศร้า มู่เฉินสบตาแล้วพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะก้าวเดินออกจากสำนักหมื่นลี้อย่างไม่หันกลับไป
ที่จุดพักม้าเล็ก ๆ มู่เฉินนั่งลง เขียนบันทึกสั้น ๆ ลงบนแผ่นกระดาษ คล้ายฝากความคิดถึงและการลาจากเอาไว้ จากนั้นจึงถามชาวบ้านถึงเส้นทางไปยังตรอกตะวันตก
ไม่นานนัก ป้ายไม้เล็ก ๆ ปรากฏอยู่ตรงหน้า “ตระกูลกู่”
มู่เฉินยืนนิ่ง มองสำรวจรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนยกมือเคาะประตูหลายครั้ง แต่ไม่มีผู้ใดออกมา เขาจึงรีบก้าวถอยไปหลบในเงามืดของตรอกแคบ
ขณะเฝ้ารอ เสียงใสที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “เ้า… รอใครอยู่หรือ?”
หัวใจมู่เฉินสะท้าน เขาหันไปก็เห็น อี้หรง ยืนอยู่พร้ะกร้าผักในมือ นางยังงดงามไม่ต่างจากในความทรงจำ
“อี้หรง…” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย ก่อนรีบเอ่ยกลบเกลื่อน “อ่า… ข้าเพิ่งเข้ามาเมืองหลวง เลยหลงทาง”
อี้หรงหัวเราะเบา ๆ “เ้าก็ยังเป็เ้าเหมือนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน” จะกี่ครั้งนางก็เหมือนอ่านใจเขาได้
คำพูดนั้นทำให้มู่เฉินยิ่งเจ็บลึก เขาพยายามฝืนยิ้ม แต่ในใจเต็มไปด้วยความขมขื่น
“วันนี้… เป็คราวของข้ามาเพื่อบอกลา ข้าจะเดินทางไกล อาจมิได้หวนกลับมาอีก”
บรรยากาศพลันตึงเครียด อี้หรงเม้มปาก น้ำตาคลอ “เช่นนั้นหรือ… ก็ดีแล้ว โลกกว้างใหญ่ เ้าต้องเดินทางแทนข้าด้วย” เสียงสั่นเครือพรั่งพรูออกมาพร้อมหยดน้ำตาที่ร่วงหล่น
มู่เฉินเองก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ “อี้หรง…”
ทันใดนั้น ประตูบ้านไม้ก็ถูกเปิดออก เสียงเด็กน้อยใสดังขึ้น “ท่านแม่!”
ชายผู้หนึ่งรูปร่างสุภาพชนอุ้มเด็กออกมา พอเห็นก็เอ่ยถาม “ฮูหยิน… นี่จดหมายของท่านร่วงอยู่นี่อ่าว… แล้วบุรุษผู้นั้นเป็ใครหรือ?”
มู่เฉินและอี้หรงต่างรีบเช็ดน้ำตา อี้หรงโค้งคำนับรับรอง ขณะที่มู่เฉินก็ค้อมกายคำนับกลับด้วยความสงบ
“ข้าต้องไปแล้ว…” มู่เฉินกล่าว เสียงเต็มไปด้วยความอาลัย “เส้นทางข้างหน้าช่างยาวไกล แต่ข้าจะรอเ้า… ณ ดินแดนเขียวขจี ป่าไผ่เอนเอียง แม่น้ำหลั่งไหล และท้องฟ้าไร้เมฆหมอก”
เขาหันก้าวเดินจากไปทีละก้าว อี้หรงน้ำตานอง ร้องตามด้วยเสียงแ่เบา “วันหนึ่ง… ข้าจะไปถึงที่นั่นแน่นอน เ้าต้องถนอมตัวเองให้ดี”
เสียงสะอื้นกับเสียงลมปะปนกัน จนเหลือเพียงเงาหลังของมู่เฉินที่ค่อย ๆ หายลับไปจากตรอกเล็กนั้น…
แม้โชคชะตาจะพาทั้งสองมาพบอีกครา แต่แม้เพียงคำพูดสั้นๆในใจของทั้งคู่ก็ยังคงต้องเก็บงำมันไว้ ไม่อาจจะพูดออกไปได้อีกตลอดกาล
“ภาพฉายหลังกำแพง โคมไฟนับพัน
พบพานครั้งครา พรากจากชั่วกาล
ตำหนักเมฆา ความฝันแสนไกล
แดนภพนี้ต้องก้าวไป จนถึงแผ่นฟ้าสุขาวดี”
ถึง กู้หรงอี้ สหายห้าสำนัก