มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 45 แผนที่สู่ความหวัง

    บทที่45แผนที่สู่ความหวัง


            “ได้โปรดหยุดก่อน"

            มือสังหารผู้นั้นกล่าวขึ้นเมื่อเห็นปู้ชิงเถาและฮุ่ยจวินกำลังจากไป

             

            สตรีกลางคนจึงมองหน้ามันคล้ายจะไต่ถามแต่มือสังหารส่ายศีรษะเป็นเชิงบอกว่าข้าไม่มีความคิดต่ำช้าดังเดิมอีกแล้ว ก่อนหันไปจ้องมองฮุ่ยจวินโดยไม่ต้องสืบมันก็รู้ได้ว่า ที่เด็กชายหรือก็คือบุตรของมันหายดีคงเป็นเพราะฝีมือของคนผู้นี้

            “ท่านคงจะเป็นแพทย์ไร้นามผู้นั้น”

             

            ฮุ่ยจวินหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมาผงกศีรษะอย่างไม่ปฏิเสธมือสังหารก็กล่าวต่อ

            “คนที่ประเสริฐเช่นท่านกำลังตกเป็นเป้าหมายของพวกที่ชั่วช้าเห็นแก่ตัวจงระวังตัวด้วย"

             

            แท้จริงแล้วมือสังหารผู้นี้มันลำบากใจตั้งแต่แรกที่ถูกบีบบังคับให้มาสังหารคนดีๆเช่นนี้ มันถึงได้มาอย่างเอิกเกริกจงใจให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว เพื่อหวังให้แพทย์ไร้นามได้ไหวตัวทันและมีโอกาสหนีไปได้เพียงแต่มันไม่คาดคิดว่าข้างกายแพทย์ไร้นามยังมีอดีตนายน้อยแห่งพรรคเอกยาจกร่วมอยู่ด้วยและที่สำคัญกว่านั้นคือ มันไม่คิดว่าแพทย์ไร้นามจะเก่งกาจถึงขั้นรักษาพิษที่พิสดารจนแพทย์มีชื่อทั่วแคว้นยังไม่มีปัญญารักษาได้

             

            มันรู้สึกผิดไม่น้อยที่เมื่อครู่เกือบลงมือเข้าใส่ผู้มีพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ผู้นี้

             

            “ข้าสัญญาหากข้าพาลูกเมียหลบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้ ข้าจะปลิดชีพตนเองเพื่อเป็นการไถ่โทษต่อท่านและทุกสิ่งที่ข้าเคยกระทำลงไป"

             

            สตรีกลางคนรู้ดีว่ามือสังหารหรือก็คือสามีของตนผู้นี้เป็นผู้ที่รักษาคำพูดอย่างเถรตรงหากมันออกปากคำไหน มันจะยึดถือปฏิบัติโดยสัตย์แท้มิกลับกลอก เช่นนั้นใบหน้าของนางจึงปรากฏความสลดลงอย่างเห็นได้ชัด

             

            ฮุ่ยจวินมองใบหน้าซีดสลดของสตรีกลางคนและความไร้เดียงสาของเด็กชายก่อนหันไปมองหน้าของปู้ชิงเถาที่ปล่อยวางความแค้นไปแล้ว เห็นปู้ชิงเถาผงกศีรษะยืนยันต่อมันมันจึงหันไปมองมือสังหารแล้วกล่าวว่า

            “สังหารตนเองจะนับเป็นการไถ่โทษได้อย่างไรท่านสังหารคนมามากพอแล้ว ท่านยังจะสังหารความรู้สึกของครอบครัวอีกหรือ"

             

            มือสังหารได้ฟังถึงกับนิ่งอึ้งแล้วหันไปมองสตรีกลางคนที่มีน้ำตาคลอเบ้าได้เห็นภาพของสตรีที่ตนรัก สตรีที่ตนได้ทำร้ายน้ำใจของนางมาโดยตลอดก็รู้สึกเจ็บแปลบที่จิตใจเป็นฮุ่ยจวินที่กล่าวต่อ

            “ไม่มีใครไม่เคยพลาดพลั้งแต่หากพลาดพลั้งแล้วรู้จักแก้ไขนั่นจะประเสริฐยิ่งกว่า ความแค้นของพี่ชายร่วมสาบานข้าที่มีต่อท่านมันยังปล่อยวางได้เหตุใดเรื่องราวในอดีตท่านจะปล่อยวางมิได้ ประการสำคัญท่านมิได้ชั่วร้ายที่จิตใต้สำนึกแต่ที่ท่านชั่วร้ายเป็นเพราะถูกบีบคั้น”

             

            ฮุ่ยจวินหยิบดาบโค้งที่ใช้สังหารคนมากมายขึ้นมาก่อนยื่นส่งให้มือสังหารตรงหน้า

            “หากท่านคิดใช้มันปลิดชีพเพื่อไถ่โทษใยไม่ลองใช้มันเพื่อช่วยเหลือปฐพีเป็นการไถ่โทษแทนเล่า"

             

            มือสังหารราวกับได้เห็นแสงสีทองผุดออกมาจากร่างของฮุ่ยจวินชั่วชีวิตนี้มันไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะพบพานคนเช่นชายหนุ่ม คำขอบคุณในเรื่องของบุตรชายนับว่าเอ่อล้นในอกมากพอแล้วแต่คุณธรรมความสูงส่งที่ปลดปล่อยมาจากร่างของคนผู้นี้กลับยิ่งทำให้มันเอ่อล้นแลตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

             

            มือสังหารรับดาบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิตนั้นมาจ้องมองคมดาบอยู่เนิ่นนานก่อนกล่าว

            “หากข้าสามารถสร้างคุณไถ่โทษได้จริงต่อแต่นี้ไปข้าก็จะขอใช้มันสร้างความดีจนกว่าผลกรรมที่ข้าเคยก่อจะตามมาถึง"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะบางทีการได้ชี้ทางสว่างให้ผู้อื่น จิตใจของมันก็ยิ่งสว่างเพิ่มพูนด้วย

            “พวกข้าต้องไปแล้วพวกท่านก็ต้องไปเช่นเดียวกัน หากมีวาสนาคงได้ร่วมโต๊ะอาหารซักครั้ง"

             

            มือสังหารโคลงศีรษะก่อนหันไปมองปู้ชิงเถา

            “ที่จริงแล้วข้ามิใช่คนที่สังหารบิดาเจ้าด้วยฝีมือของข้ายังมิใช่คู่มือของมัน แต่ข้าก็มิอาจปัดความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ให้พ้นตัวอยู่ดีคงได้แต่ยอมรับผิดต่อเจ้า ตอนนี้ข้าขอโอกาสพาลูกเมียหลบหนีไปก่อน หลังจากนี้เจ้าจะแก้แค้นข้าอย่างไรก็ตามสมควร"

             

            เมื่อได้เห็นตัวตนอีกมุมหนึ่งของมือสังหารรวมถึงคำกล่าวของมันเมื่อครู่นี้จึงทำให้ปู้ชิงเถาได้คิดและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ผู้อาวุโสที่มันเคารพมิใช่เป็นเพียงคนบงการเรื่องราวเท่านั้นแต่มันคงเป็นผู้ที่ฉวยโอกาสลอบลงมือและใช้พิษต่อบิดาของตนเองเป็นแน่!

            “ข้าต้องทวงคืนความเป็นธรรมกับคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ให้แก่บิดาแน่แต่คนที่ตายไปแล้วเช่นเจ้า ข้าคงไม่เสียเวลามาเกี่ยวข้อง"

             

            มือสังหารมองใบหน้าของปู้ชิงเถาแล้วกล่าวเตือนด้วยความหวังดี

            “มันแข็งแกร่งมากและยังมีเงามืดที่เหนือขึ้นไปอีกคอยหนุนหลัง เจ้าในตอนนี้จึงยังมิใช่คู่มือของมัน”

             

            “เงามืด?”

             

            “ตัวตนของเงามืดข้าเองก็ไม่มีข้อมูลรู้เพียงว่าคนที่ทรยศบิดาเจ้ายังต้องก้มหัว"

             

            ปู้ชิงเถากำหมัดแน่น

            “ไม่ว่ามันจะเป็นใครมันก็จะต้องได้รับผลของการกระทำ"

             

            มือสังหารเก็บดาบคืนฝักก่อนล้วงมือนำกระดาษหนังสัตว์ขัดหยาบแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้กับปู้ชิงเถา

            “จงรับไปนี่อาจเป็นตัวช่วยให้เจ้าสามารถต่อกรกับมันได้"

             

            ปู้ชิงเถารับกระดาษหนังสัตว์แผ่นนั้นมาคลี่ออกอ่านชั่วครู่ก็พบว่า นี่มิใช่คัมภีร์กระบวนเคล็ดวิชาอันเลิศภพใด เป็นเพียงแผนที่ที่ค่อนข้างเข้าใจยากและสับสนแผ่นหนึ่ง

             

            ปู้ชิงเถาขมวดคิ้วแต่มิรอให้บุรุษหนุ่มเอ่ยถาม มือสังหารก็ชิงอธิบายก่อน

             

            “นั่นคือแผนที่นำทางสู่สถานที่ที่มีคัมภีร์สำคัญเล่มหนึ่งสูญหายเป็นคัมภีร์ที่มิใช่คัมภีร์เลิศภพของเหล่าผู้ฝึกตนในมหาวิถีวจนะ รวมถึงมิใช่ของเหล่าผู้ฝึกญาณแต่มันคือตำนานคัมภีร์ที่จะส่งเสริมพลังลมปราณของเหล่าผู้มีเส้นชีพจรลมปราณสามัญทั่วไปให้มีความแกร่งกร้าวลึกล้ำขึ้นกว่าที่เป็น”

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวขึ้นด้วยความสนใจ

            “กลับมีคัมภีร์เช่นนี้”

             

            ปู้ชิงเถากล่าวอธิบายเพราะชายหนุ่มมันก็เคยพอได้ยินถึงเรื่องนี้มาบ้าง

            “มันคือคัมภีร์ในตำนานที่คนธรรมดาใฝ่ฝันถึงเป็นคัมภีร์ฝึกลมปราณที่คนธรรมดาผู้หนึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อหวังจะสู้กับฟ้า แต่คัมภีร์นี้ได้สูญหายไปพร้อมกับผู้คิดค้นและร้อยปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่เคยมีใครได้ยินหรือได้เห็นร่องรอยของมัน รวมถึงคัมภีร์เล่มนั้นอีกเลย"

            ปู้ชิงเถาหันไปกล่าวกับมือสังหาร

            “เจ้ามีของสิ่งนี้ได้อย่างไร"

             

            มือสังหารตอบว่า

            “ข้าเคยบอกไปแล้วว่าเงามืดที่คอยชักจูงอยู่เบื้องหลังประมุขพรรคเอกยาจกคนใหม่ไม่ธรรมดาเงามืดผู้นั้นมันได้มอบแผนที่แก่พรรคเอกยาจกมาเพื่อหวังเพาะบ่มค่ายพรรคธรรมดาสามัญนี้ให้เป็นมือเป็นเท้าที่มีเขี้ยวเล็บขึ้น….ซึ่งข้าก็แอบคัดลอกเอาส่วนที่สำคัญมา แผนที่ที่มอบให้เจ้าจึงอาจดูสับสนอยู่ไม่น้อย"

             

            ตลอดช่วงเวลาที่ปู้ชิงเถาฝึกวิชามันแม้จะได้เคล็ดวิชาที่ดีเลิศมา แต่มันก็รู้ตัวว่าพลังลมปราณในกายที่มีพัฒนาได้สูงสุดเพียงเท่านี้มิอาจจะก้าวกระโดดขึ้นจากเดิมได้ สิ่งที่จะหนุนเสริมมันคือเคล็ดวิชาฝึกลมปราณ ซึ่งหากคัมภีร์ลมปราณในตำนานนี้มีอยู่จริงโอกาสที่มันจะทวงคืนความเป็นธรรมให้แก่บิดาก็จะมีเพิ่มพูนขึ้น

             

            แต่ทว่านั่นก็ต้องพานพบกับอุปสรรคและความเสี่ยงในการแย่งชิงทั้งยังอาจเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสซึ่งบัดนี้ได้ยกตนขึ้นเป็นประมุขพรรคเอกยาจกคนใหม่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเช่นกันและไม่แน่ว่าเงามืดผู้นั้นมันอาจจะมิได้ส่งแผนที่นี้ให้แก่พรรคเอกยาจกเพียงพรรคเดียวก็ได้

             

            “ข้าจะไว้ใจได้อย่างไรว่านี่มิใช่เรื่องโกหกและเป็นแผนการของพวกมัน"

             

            “จริงไม่จริงหากไม่ไปดูด้วยตาก็ย่อมไม่รับรู้ข้าเองก็มิอาจยืนยันได้ อยู่ที่เจ้าจะเสี่ยงคว้าโอกาสดูหรือไม่”

             

            ปู้ชิงเถาพับกระดาษหนังสัตว์เข้าไปในอกเสื้อจากนั้นก็ก้าวเดินจากไป ฮุ่ยจวินประสานมือแก่สตรีวัยกลางคนเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายก่อนติดตามปู้ชิงเถาไปติดๆ

             

            “พี่ใหญ่ตกลงท่านจะเอาอย่างไรต่อ"

             

            ปู้ชิงเถาวางฝ่ามือทาบยังแผ่นอกของตน

            “ชีวิตข้าไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วหากแผนที่นี้สามารถนำพาข้าสู่สถานที่ซ่อนของคัมภีร์ในตำนานเล่มนั้นจริงๆ มันก็อาจส่งเสริมปณิธานความตั้งใจของข้าที่จะทวงคืนความเป็นธรรมแก่บิดาได้แต่หากนี่เป็นแผนของฝ่ายตรงข้าม ข้าคงได้แต่ต้องยอมรับโชคชะตาและเดินหน้าเผชิญกับมันอย่างสุดกำลังเท่านั้นมีโอกาสก็ต้องลองไขว่คว้า หากไร้โอกาสก็จักต้องสู้"

            กล่าวจบมันก็หันไปมองฮุ่ยจวิน

            “น้องรองชีวิตนี้ของข้าที่ได้รู้จักผู้ที่มากด้วยคุณธรรมเช่นเจ้าก็นับว่าคุ้มค่าแลประเสริฐมากแล้วชีวิตและเส้นทางของเจ้ายังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นแลสร้างคุณความดีให้แก่ปฐพีได้อีกมากมายมิควรมาเสี่ยงกับข้าต่อไป พวกเราลากันตรงนี้เถิด ข้ามิอาจลากเจ้าเข้าไปเสี่ยงกับโชคชะตาของข้าได้"

             

            ฮุ่ยจวินนึกถึงวันที่นั่งช่วยปลาเล็กให้รอดจากการตกเป็นอาหารของปลาใหญ่ในธารน้ำใต้หุบเหวลึกทั้งยังได้นึกย้อนถึงวาจาที่มันกล่าวอย่างแน่วแน่กับมู่ผิงเยว่ตรงนั้น จึงมองไปที่ใบหน้าของปู้ชิงเถาแล้วกล่าวอย่างหนักแน่นว่า

            “แม้แต่ปลาเล็กที่อยู่บ่อน้ำตรงหน้าข้ายังมิอาจรักษาได้แล้วข้าจะสามารถปกป้องเหล่าปลาเล็กในมหานทีที่กว้างใหญ่กว่านี้ได้อย่างไร เช่นเดียวกันหากแม้แต่พี่ชายร่วมสาบานยังทิ้งได้ ข้ายังมีความเหมาะสมที่จะช่วยเหลือผู้ใดได้อีก”

             

            ปู้ชิงเถาได้ฟังถึงกับซาบซึ้งอย่างใหญ่หลวงมันตบลงยังบ่าของฮุ่ยจวินคราหนึ่ง

            “ข้ากลับพ่นวาจาที่ผายลมออกไปลบหลู่น้ำใจเจ้าและเมื่อครู่ยังตัดพ้อคิดว่าตนจะพ่ายแพ้ คิดว่าเจ้าจะต้องมาตกตายก็ยิ่งเป็นการดูแคลนเจ้าเข้าไปอีกข้าช่างเป็นพี่ใหญ่ที่ไม่ได้เรื่องยิ่งนัก… ใครบอกว่าพวกเราจะตายพวกเราจะไม่ตายตรงนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ยังมีคนที่รอความช่วยเหลืออีกนับไม่ถ้วนเช่นนั้นพวกเราจะมาชิงตายก่อนได้อย่างไร"

             

            เห็นวาจาที่ฮึกเหิมแลเปิดเผยสมกับเป็นปู้ชิงเถาคนเดิมฮุ่ยจวินก็คลายใจขึ้น

            “เช่นนั้นพวกเราไปหากแม้ไม่มีมัน พวกเราก็แค่หาทางอื่น ไม่มีคัมภีร์แล้วอย่างไร หรือจะไม่มีทางแข็งแกร่งขึ้นได้เลย”

             

            ปู้ชิงเถาทอดสายตามองดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดแสงอันเจิดจ้าทางทิศตะวันออก

            “ต้องแข็งแกร่งขึ้นแน่ต่อให้ต้องปีนป่ายเจ็ดชั้นฟ้า พวกเราก็จะต้องแข็งแกร่งขึ้น!”

             

            อาทิตย์อัสดงยังมีวันลาลับจันทราที่มอดดับยังมีผุดขึ้นเมื่อราตรีเยือน ฟ้ายังไม่แน่นอน ชีวิตคนจะแน่นอนได้อย่างไรมีแต่ความมุ่งมั่นและความพยายามเท่านั้นถึงจะเที่ยงแท้

             

            ความคิดมิตกก่อนหน้าพลันมลายหายไปราวกับหมอกที่ปราศนาการในตอนสายตอนนี้จึงมีแต่ความมุ่งมั่นอย่างท่วมท้นของสองบุรุษที่ต่างที่มา แต่มีปณิธานแห่งเส้นทางอันคล้ายคลึง

             

            ทั้งสองต้องการความแข็งแกร่งทั้งสองต้องการพลัง เพราะมีแต่ความแข็งแกร่ง พวกมันจึงจะสามารถสานต่อปณิธานสูงสุดของตนได้

             

            หากผู้อื่นหวังแข็งแกร่งเพื่อชายตามองดูโลก

             

            พวกมันก็จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อช่วยโลก!

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน