12
พิรุธ
ตอนนี้พี่วินอยู่ในการดูแลของแพทย์แล้ว เราเปิดอกคุยกันจริงจังอีกครั้งหมายถึงตัวผม แม่ พี่วาโย มีน้าเจินอีกหนึ่งคนด้วย พี่สาวผมมีท่าทีโอนอ่อนลงเมื่อผมบอกว่าพี่วินน่าจะป่วย
“ไทรอยด์เป็พิษครับ” คุณหมอบอกนั่นทำให้ผมรู้สึกคิดถูกที่บอกทุกคนให้พาพี่ชายมารักษาได้ทัน “อาการก็จะอ่อนเพลียน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ความดันสูง ใจสั่น มือสั่น ไม่ค่อยมีแรง” คุณหมออธิบายต่อ
มันคืออาการทั้งหมดของพี่วินคุณหมอไม่แนะนำให้พี่วินเผชิญกับเื่ที่ต้องวิตกกังวลอีกเพราะเป็ต้นเหตุหลักของอาการป่วยนี้
แต๊งๆๆๆ!
[คุณลูกค้าขาคุณลูกค้าขา ผิวขาวเวอร์! ขาวแรง! ขาวเร็ว!ครีมรกม้าลายแลกคลอดตายด้วยคมเขี้ยวไฮยีนาวัยหนุ่มในป่าอะเมซอนเคาะใจรัว ๆ ครบหมื่นคน รับกระปุกละบาท! จากปกติ กระปุกละพัน!]
แต๊งๆๆๆ!
ในจอมีเสียงตีระฆังดัง ๆ พร้อมเสียงโห่ฮริ้วของทีมงานดังตามมาหลังจากที่แม่ค้ายืนหนึ่งในไลฟ์ประกาศลดราคาฟ้าผ่าราวแจกฟรีเร้าให้ยอดสั่งซื้อเด้งขึ้นรัว ๆ คอมเมนต์รันไวจนอ่านไม่ทัน
และหนึ่งในยอดซื้อ มีของขนมผิงด้วย“แต่กดแล้วมันขึ้นเก้าสิบเก้าบาทว่ะ” มันร้องน้ำเสียงผิดหวัง “แต่ช่างมันก็ยังถูกกว่าราคาเต็มตั้งพันนึงอยู่ดี” แล้วมันก็ยิ้มร่าออกมาอย่างโล่งใจ
นี่ล่ะ ๆ กลุ่มเป้าหมายตัวเป้งเลย!
มันม่วน มันจอย มันดูออกว่าเป็การแสดงเป็วิธีการโปรโมตแต่ก็ยังดูสนุก และน่าอุดหนุนหรือว่าผมจะกลับมาจริงจังกับการไลฟ์ดูอีกครั้งนะ
ผมคิดเล่น ๆเมื่อก่อนก็ไลฟ์บ่อยในไอจีกับต๊อก ๆเป็แนวโชว์ไลฟ์สไตล์ของผมกับการพูดคุยสัพเพเหระกันมากกว่า ขนาดแค่นั้นคนยังมาดูขั้นต่ำวันละสองสามร้อยคนเลย พีคสุด ๆ ก็แตะหมื่น มาดูผมนั่งทำโน่นทำนี่มาร์คหน้า ทาครีม ตัดเล็บ ฟีลรูทีนประจำวัน ไปเรื่อยกับไวน์
ถ้ารอบนี้ขายของไปด้วย น่าจะดี ผมเริ่มคิดเื่จะหาเงินเองแล้วล่ะ
เราสามคนนั่งกันอยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าคณะขนมผิงกระทุ้งสีข้างผม ผมเงยหน้าขึ้นว่าจะเหวี่ยงใส่ไปทีแต่ก็พบว่ามีคนยืนจ้องผมอยู่ตาเขม็ง
และนั่นไม่ใช่คน แต่เป็ปิศาจขิง...“มายด์...” ผมเรียก
คนถูกทักไม่ยอมตอบยืนจ้องหน้าผมอยู่อย่างนั้น มันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวแม้ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ไตเติ้ลมองผมสลับกับมายด์แล้วหันไปหาขนมผิงทำหน้าเหรอหรา
“มีอะไรรึเปล่า?” ผมถามพร้อมยืนขึ้นประจันหน้า
“แก...” คนตรงข้ามเริ่มคำราม“เป็แกสินะ” พูดพึมพำ แบบที่เข้าใจอยู่คนดียว
ผมยืนมองงง ๆกับพฤติกรรมประหลาดของปิศาจขิงสายตาแข็งกร้าวภายใต้อายไลน์บางเฉี่ยวนั่นอย่างกับจะะโมาขย้ำผมนี่มันปิศาจขิงเวอร์ชันพัฒนาสายพันธุ์เป็ไฮยีนาวัยสาวที่กัดแม่ม้าลายตอนคลอดลูกจนได้รกมาทำครีมหน้าขาวในไลฟ์เมื่อกี๊นี่นา
“ทั้งที่สถานการณ์ที่บ้านก็ย่ำแย่มากอยู่แล้วคลินิกบ้านั่นก็โดนปิดไม่ใช่รึไง จะตกอับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทำไมต้องเป็แก!”
นี่มันพูดพร่ำอะไรเนี่ยสถานการณ์ที่บ้านงั้นเหรอ? “มีปัญหาอะไรเหรอ?” ผมถามกลับ แต่คิดว่าน้ำเสียงน่าจะแข็งพอที่จะทำให้ไตเติ้ลกับขนมผิงนั่งไม่ติด
“ใจเย็น ๆ กันนะพวกแก”ขนมผิงร้องห้ามเสียงสั่น
“ไปโมโหอะไรมาวะมายด์?”ไตเติ้ลช่วยถามให้
คนถูกถามหันขวับ เปลี่ยนเป้าหมาย“อย่าเพิ่งเสือกว่ะ!”
ไตเติ้ลชี้หน้าตัวเองแล้วความสับสนก็กำลังจะเป็ความโมโห
“เหวี่ยงรอบวงเลยดิ่” ผมพูดแทนเพื่อนที่กำลังอ้าปากด่าดึงใบหน้าเกรี้ยวกราดของปิศาจขิงกลับมา “จะด่าฉันก็พูดมาให้มันจบ ๆฉันจะได้ด่ากลับซะที” ผมว่า
มายด์แค่นหัวเราะในลำคอแล้วเบ้ปากหน้าแบบนี้เลย ๆ ที่ตัวร้ายในซีรี่ส์เกาหลีชอบทำ “แกเป็แฟนกับพี่คีย์ั้แ่เมื่อไหร่?”แล้วนางก็เข้าประเด็น
นั่นไง ผมคิดไว้อยู่แล้วซีนนี้มันต้องมา วันนี้ผมจะต้องโดนมันตบด้วยไหมเนี่ย
“พี่คีย์บอกว่าคบกับแกอยู่”
“แล้วเค้าว่าไงอีก?” ผมถามต่อ
“อย่ามากวนประสาทฉันนะไวน์!” นั่น ๆ ปิศาจขิงเริ่มเดือดแล้ว
“ก็แล้วเค้าไม่พูดอะไรอีกนอกจากบอกว่ากำลังคบกับฉันเหรอ?” ผมย้อนด้วยหน้ายียวน
“ใครเค้าจะไปสนกันล่ะ!” มายด์สะบัด
“ถ้าเค้าไม่ได้พูดอะไรอีกก็ตามนั้นแหละ” ผมว่า “ไม่รู้เหมือนกันว่าั้แ่เมื่อไหร่...แต่ทุกวันนี้คีย์ก็ตามติดไปทุกทีเลยอะ” ผมอธิบายต่อพร้อมกับมองคนตรงหน้านิ่ง ๆไม่ใช่สิ แบบนี้เรียกอธิบายไม่ได้ มันต้องใช้ว่าขิง แต่... ขิงถูกใช้ไปแล้วงั้นขั้นกว่าของขิง เป็ขมิ้นได้ไหม ผมขมิ้นใส่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย งี้
ส่วนคนถูกขมิ้น ก็อึ้งไปเลยมายด์อ้าปากค้างแบบไม่รู้ตัว
“นั่นไง แกรนด์โอเพนนิ่งแล้ว!” ขนมผิงร้อง “เดี๋ยวคงจะตั้งสเตตัส ‘กำลังคบหากัน’ในเฟซบุ๊กด้วยใช่ป่ะ?” คนหัวฟูจินตนาการต่อยิ่งปั่นให้หน้าของมายด์บิดเบี้ยวไปกันใหญ่
“เราจะไปหารุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ ไปกันได้แล้วล่ะเดี๋ยวโดนซ่อมอีก” ผมบอกกับไตเติ้ลและขนมผิง พร้อมหมุนตัวจะเดินจากไปแต่ปิศาจขิงก็ะโมาคว้าแขนผมไว้
นี่ไง ๆ ผมต้องโดนตบฉากนี้แหละ
แต่มันดันเป็จังหวะที่ผมกำลังก้าวขึ้นสเต็ปบันไดพอดีมือนั้นกระชากอย่างแรงทำให้เสียหลัก หันไปสะดุดล้มทับคนข้างหลังแล้วริมฝีปากบางของเราทั้งคู่ก็ประกบกัน...
เดี๋ยวนะ...
เหมือนมีอะไรผิดพลาด ทำไมซีนนี้มันดูแปลกๆ
“ไม่ได้! แกสองคนจะมาคิมิโนโต๊ะ ลงเอยกันเองแบบนี้ไม่ได้!”ขนมผิงร้องโวยวาย พลางช่วยไตเติ้ลพยุงผมขึ้นมา
ใช่ ไม่ได้ มันไม่ควร! และที่จริงมันไม่ได้โรแมนติกแบบในละครด้วย ล้มทับกันแรงแบบนั้นฟันกระแทกกัน ก็ปากแตกน่ะเซ่! มันจะไปฟินได้ไง
“โอ๊ย เจ็บ!” คนที่นอนอยู่บนพื้นร้องเสียงหลง ผมยื่นมือไปให้คว้า แต่มันปัดออกแล้วยักแย่ยักยันดันตัวเองขึ้นมา “แกแกล้งฉันใช่มั้ยไวน์!”ยังร้องต่อ พร้อมจับริมฝีปากตัวเองด้วยความเ็ป
สมกับที่เป็ยัยคนนี้จริง ๆ แม่ปิศาจขิง“แล้วนี่อะไร?” ผมยกมือชี้ริมฝีปากตัวเองที่มีเืซิบเช่นกัน
แล้วจู่ ๆ นางก็ร้องโวยวาย เพราะไอแพดที่ถือเหน็บอกเหน็บใจมาด้วยร่วงหล่นกับพื้นหน้าจอแตกไปอีกตอนเราล้มทับกัน
“แกต้องรับผิดชอบ!” มายด์ร้อง แล้วยื่นไอแพดมาตรงหน้าผม
“ประกันหมดรึยัง?” ผมถามรับเอามาตรวจดู ที่แตกละเอียดคือจอจริง ส่วนฟิล์มกระจกยังใสกิ๊ง
“ไม่รู้! เอาไปซ่อมมา” คนมีแผลที่ปากออกคำสั่งอย่างเอาแต่ใจ“นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย!” มันร้องพร้อมคว้ากระเป๋าเดินสะบัดสะบิ้งจากไป
“มันนั่นแหละบ้า” ไตเติ้ลมองตามคนที่เดินจากไปแล้วหัวเราะในลำคอพร้อมส่ายหน้าระอา
“เพื่อนมึงอะ” ผมว่า
“เพื่อนมึงแหละ เอาไปเลย” เ้าของผมม้าเด้งดึ๋งรีบโยน
เราสามคนถือโอกาสนี้มาเดินเล่นที่ห้างเพราะต้องเอาไอแพดเ้าปัญหาของมายด์มาซ่อมหน้าจอ บางครั้งแม้เราไม่สร้างปัญหาแต่ปัญหาก็พร้อมจะพุ่งใส่เราเสมอ แถมประกันก็หมดอายุไปแล้วผมจึงต้องรับผิดชอบเองเต็ม ๆ ที่จริงใครดูก็รู้ว่าผมไม่ผิดหมายถึงควรจะร่วมรับผิดชอบด้วยกัน แต่จะไปหาแก้ตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับคนอย่างมายด์ ผมว่ายอมเสียเงินแล้วให้จบจะรักษาระบบประสาทเราไว้ได้ดีที่สุด ไม่ต้องเสี่ยงเป็โรคซึมเศร้าด้วย
“แปดพันห้านะครับน้อง” พี่ผู้ชายหัวโล้น มีหนวดเคราหรอมแหรมที่ตู้ขายโทรศัพท์แจ้งราคา
“เท่าเงินค่าขนมรายเดือนฉันเลย” ขนมผิงเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเสียดาย
ผมล้วงเอาบัตรเครดิตใบเสริมของพี่วินออกมาโชคดีที่ยังไม่คืนั้แ่วันที่ไปทะเล
“แต่สำหรับคุณไวน์แล้ว... เงินรายวันยังเยอะกว่านี้เลย ถูกมะ? เนอะ ๆ”คนหัวฟูยังแสดงความเห็นไม่เลิก ผมเลยยกมือดึงก้อนผมแข็ง ๆ หยาบ ๆให้หน้ามันหงายไปหนึ่งที
พี่หัวโล้นรับบัตรไปรูด แล้วก็พลิกเครื่องไปมา แล้วก็รูดซ้ำมีเสียงดังติ๊ด ๆ “น่าจะรูดไม่ผ่านครับน้อง” เค้าว่า
เอ๊ะ บัตรรูดไม่ผ่านเหรอ?
แต่... ไม่น่านะ ในบัตรนั่นวงเงินสองแสนเลย “พี่ลองใหม่ดูได้มั้ยครับ”ผมร้องบอก เพราะถ้ารูดไม่ได้อีก อาจจะแย่ เงินค่าขนมที่เหลือเดือนนี้มีไม่พอแล้ว
“ไม่ได้ครับ” หลังจากทำตามที่ขออีกสองรอบ
แย่แล้ว...
บัตรเครดิตรูดไม่ผ่าน ทำยังไงดีล่ะ ให้ตายเถอะผมไม่เคยเจอสถานการณ์นี้เลย มันน่าสับสนจนไม่รู้จะหาทางออกยังไง
“ลองใช้ใบนี้ดูครับ”
ผมหันไปเพราะคิดว่าเป็ไตเติ้ล แต่ไม่ใช่ เสียงอันคุ้นเคย “คีย์!” ผมร้องดีใจ เห็นหน้าเค้าแล้วใจผมชื้นขึ้นมาเลยอะ
“ใบนี้ได้ครับ” พี่หัวโล้นบอก พร้อมพิมพ์สลิปออกมา
การชำระเงินเสร็จสิ้น พวกเราเดินออกมาจากร้าน “เดี๋ยวผมคืนให้นะ”ผมบอกด้วยความรู้สึกเกรงใจ แต่ร่างสูงที่มาช่วยชีวิตกลับส่ายหน้า “อย่าซีเรียส”
ไตเติ้ลกับขนมผิงทิ้งห่าง ปล่อยให้ผมกับคีย์เดินด้วยกัน“ดีที่ไตเติ้ลวิ่งมาบอกผมก่อน” เค้าเล่า“เดี๋ยวเราค่อยหาวิธีเอาเงินคืนจากมายด์กัน”
ผมขำนิดหน่อย “ไม่เห็นไลน์มาบอกเลยว่าจะมาที่นี่ จะได้มาด้วยกัน”
“ก็ไม่รู้นิ่ ผมว่าจะมาแป๊บเดียว มากับธีร์แล้วก็ฮั่น”เค้าบอกพร้อมกับชี้ไปยังสองคนที่ถูกพูดถึง ยืนรออยู่ที่โซนเครื่องหอม “มาหาของขวัญกันน่ะ”คีย์อธิบาย “วันนี้มีปาร์ตี้วันเกิดของรุ่นพี่ที่รู้จักกัน ผมเองก็ไม่ค่อยสนิทเลยไม่ได้ชวนคุณไปด้วย”
“อื้อ” ผมพยักหน้าเข้าใจ
“ถ้างั้น... วันนี้ผมขออนุญาตไปปาร์ตี้กับเพื่อนนะครับ”ร่างสูงค้อมหน้าลงมา พร้อมส่งสายตาหมาน้อย
“อะไรเล่า คุณจะไปก็ไปสิ ไม่เห็นต้องขอ” ผมว่าผมตอบกลับอย่างประหม่า
“คุณจะไม่ห่วงผมหน่อยเหรอ?” น้ำเสียงเค้างุ้งงิ้ง ทำปากยื่นใส่ผม
โอ้ย ผมจะเครซี่ มันก็ต้องห่วงอยู่แล้วป้ะล่ะ!
“ก็... ดูแลตัวเองด้วยแล้วกัน อย่าเมามาก ใกล้จะกลับแล้วโทรมาด้วย”ผมบอกตะกุกตะกัก มันยังไม่คล่องปากยังไงไม่รู้แฮะ
แล้วคีย์ก็ยิ้มร่าอย่างพึงพอใจ ตาเค้าเรียวเล็กเป็สระอิก่อนจะเอื้อมแขนมาโอบผม แต่ผมแกะออกเพราะรู้สึกเขิน ก็พวกนั้นเล่นมองกันเป็ตาเดียว
แต่จะเม้าธ์! ไตเติ้ลไปอยู่กับธีร์แล้วนั่นน่ะ ผมหน้าม้ามันเด้งดึ๋งๆ อย่างเริงร่า ผมชักจะเข้าใจขนมผิงแล้วสิ ตอนที่แอบเชียร์ให้สองคนนั้นคบกันไตเติ้ลลล... ฉันจะเป็มัมหมีแกเองงง!
วันนี้ที่บ้านคนเยอะจัง มีรถไม่คุ้นตาจอดอยู่ราวสองสามคันมีรถของเจ่เจ้ด้วย ผมมองหาไปพลางแต่ไม่พบ เมื่อเข้ามาก็เห็นว่ามีการประชุมใหญ่เกิดขึ้นคนที่นั่งเป็ประธานการประชุมคือพี่วาโย คนที่นั่งฟังก็คือเหล่าพนักงานของ Didierมากันทุกส่วน ไม่ว่าจะแผนกทางฝั่งออฟฟิศหรือกลุ่มปฎิบัติงานหน้าพื้นที่ก็ตาม
พี่วาโยพยักหน้ารับน้อย ๆ ตอนผมยกมือขึ้นสวัสดี ผมยิ้มให้เค้าด้วยจากนั้นจึงเดินเลี่ยงไปที่ห้องครัวแทน น้าเจินกำลังทำอะไรบางอย่างหอมอบอวล
“กำลังต้มจืดมันฝรั่งค่ะ” น้าเจินว่า “วันนี้ก็ต้มไปให้น้องวินที่โรง’บาลด้วยนะคะ เลยนึกว่าน้องไวน์ก็น่าจะอยากกินด้วย”
“อยากกิน ๆ ครับ” ผมว่าพลางเปิดตู้เย็นเทน้ำใส่แก้ว“มีพนักงานของบริษัทมาเต็มบ้านเราเลยครับวันนี้”
“ใช่ค่ะ” น้าเจินพยักหน้า “คุณวานัดมาวันนี้คุณวาก็ไปเยี่ยมน้องวินด้วย น่าจะคุยกันว่าเราจำเป็ต้องปลดพนักงาน”คนที่อยู่ในชุดกันเปื้อนสีกรมหน้าหม้อเดือดปุดอธิบาย“คุณวาเรียกทุกคนมาสรุปสถานการณ์แล้วคงได้ถามความเห็นกันน่ะค่ะว่าใครจะอยู่ใครจะไปบ้าง”
พอได้ฟังแล้ว ผมก็รู้สึกใจหาย การปลดพนักงานเป็เื่น่าเศร้าบางคนอยู่กับเรามาั้แ่เริ่ม สุดท้ายมันก็ต้องอย่างนั้นล่ะนะ...ยังไม่รู้เลยว่า คลินิกจะพร้อมเปิดให้บริการได้เมื่อไรพวกพี่พนักงานเองก็ต้องกินต้องใช้ แต่ถ้าเราจ้างเปล่าโดยไม่มีงานให้ทำก็จะกลายเป็สร้างภาระหนักอึ้ง
เงินนี่มันมีอิทธิพลจริง ๆ
“พี่เจินคะ คุณวาโยขอกาแฟเพิ่มค่ะ” เป็เสียงพี่ลูกหยีที่เข้ามา “คุณเค้าบอกให้ชงบางๆ นะคะ บอกว่าพี่เจินรู้ว่าคุณดื่มยังไง”
น้าเจินพยักหน้ารับคำร้องขอ ผมหันไปยิ้มทักทาย แต่อีกฝ่ายยิ้มแห้ง ๆตอบกลับมา เธอดูเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนประหม่า ทั้งที่จริงแล้วพี่ลูกหยีเป็พนักงานที่ผมสนิทมากที่สุดในบริษัท
พอน้าเจินส่งถ้วยกาแฟให้ เธอก็คว้าไปแล้วหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ยอมพูดอะไรสักคำ
“ที่ประชุมกำลังมาคุรึไงนะ” น้าเจินพินิจพิเคราะห์ คงจะเห็นอะไรแปลก ๆในตัวพี่ลูกหยีเหมือนที่ผมเห็น “แต่ก็ไม่เห็นว่าคุณวาจะว่าอะไร คุยกันปกติดีแท้ ๆ ลูกหยีทำหน้าอย่างกับโดนตำหนิมาแน่ะว่ามั้ยคะน้องไวน์?” แล้วหันมาถามความเห็นผม
ผมยิ้มบางๆ ตอบกลับไปพลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ที่ห้องนอนผมกำลังจะลองเปิดกล้องไลฟ์แต่ก็ต้องกลับมาชั่งน้ำหนักใหม่อีกครั้ง ่นี้ความน่าเชื่อถือเราติดลบมีคนรอซ้ำเติมเราค่อนข้างมาก ขนาดตอนนั้นที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย ยังเม้าธ์มอยเผาผมระยะประชิดถ้าเป็ในออนไลน์คงพากันเข้ามาคอมเมนต์กระหน่ำกันยับ
ผมแค่กังวลว่าตัวเองจะรับมือไม่ได้และปล่อยให้คนพูดอะไรเสื่อมเสียไปมากกว่าเดิมอีกทั้งก็ไม่รู้ว่าจะพร้อมรับคอมเมนต์แรง ๆ ได้ไหม ซึ่งมันมีแน่
ผมเก็บอุปกรณ์อย่างขาตั้งแล้วก็ไมโครโฟนลงอย่างเสียดายนิดหน่อย แถมยังจัดแสงในห้องไว้แล้วซะด้วยพร้อมสุด ๆ
แล้วสายตาก็เหลือบไปที่หน้าจอไอแมคซึ่งเปิดค้างเฟซบุ๊กไว้เห็นอัพเดตว่าพี่ลูกหยีโพสต์รูปลูกสาวป่วยเข้าโรงพยาบาลเมื่อสามวันที่แล้วทำให้ท่าทางเลิกลั่กของพี่ลูกหยีเมื่อเย็นผุดเข้ามาในหัวผมอีก
ทั้งที่เธอก็เป็คนร่าเริง และตำแหน่งผู้จัดการก็ต้องทำให้เธอมีทักษะในการเข้าหาผู้คนอย่างเป็มิตรด้วยแต่วันนี้กลับต่างไป
“คนไข้เสียชีวิตขณะกำลังผ่าตัดค่ะน้องไวน์”
ทั้งที่ควรจะตื่นตระหนก แต่กลับรายงานผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทำไมวันนั้นผมไม่ได้สังเกตกันนะ อีกทั้งหมอที่มีท่าทางประหลาดไม่รู้ว่าพี่วินจัดการไปรึยัง หมอที่ชนผมตอนเกิดเื่
ทำไมผมถึงรู้สึกถึงพิรุธ...
ผมคว้าโทรศัพท์มือถือมากดหาเบอร์พี่ลูกหยี อยากจะถามข้อมูลหลาย ๆอย่างด้วยตัวเอง แต่ว่าเหมือนเบอร์ผมจะถูกบล็อกจากปลายสายไปซะแล้ว
ติ๊ง
เสียงข้อความในโทรศัพท์มือถือเข้าทำผมตื่นจากภวังค์
‘ผมคิดถึงคุณจัง’ เป็ข้อความจากเ้าของรูปโปรไฟล์ท้องฟ้ามีสองนิ้วชูว่า สู้ ๆ
ดูเอาเถอะแล้วจะหาว่าผมขมิ้นใส่มายด์ไม่ได้หรอกนะ
ติ๊ง
‘ผมเมาแล้ว’พร้อมกับส่งรูปเซลฟี่ตัวเองมาแบบเบลอ ๆ เหมือนว่ารูปนั้นคีย์จะอยู่ในรถ ‘ที่ที่ไม่มีคุณ มันไม่สนุกเลย’
ถ้าผมไม่ยิ้มกับข้อความนี้ คนคงด่าว่าตอแหลไปทั่วบ้านทั่วเมือง
‘ขับรถอยู่รึเปล่า’ผมพิมพ์ตอบกลับไป
ติ๊ง
เป็ข้อความรูปภาพที่คีย์ถ่ายออกไปยังถนน ‘ขับอยู่ สบายมาก’
‘ขับดีๆ มันอันตราย’
‘ผมขับรถเก่งน่าไม่ใช่เด็กแล้ว’
ผมส่งสติ๊กเกอร์ทุบหัวแบะตอบกลับไป ขณะที่ข้อความขาด่ผมจึงวางโทรศัพท์ลงเพราะคิดว่าเค้าน่าจะโฟกัสกับการขับรถ
ติ๊ง
เป็ข้อความรูปภาพมีกองขยะและเศษผัก ‘จะบ้า ผมชนขยะอ้ะ!’
ผมได้แต่ถอนหายใจก่อนจะกดโทรไลน์ไปหาเค้า แล้วบอกให้หยุดอยู่กับที่ เดี๋ยวไปรับเอง ดีที่ชนเข้ากับกองขยะไม่ใช่เสาไฟฟ้า หรืออะไรที่รุนแรงกว่านั้น
มาทำให้เป็ห่วงซะได้...