บทที่ 22 การกำจัด
ศิลาเทวาลัยกลับสู่ปกติ หลี่ลี่ก็ไม่ได้ดูดซับพลังปราณจากศิลาเทวาลัยเพื่อฝึกฝนวิชาฤทธิ์เทพั์อีกต่อไป
่หลายวันที่ผ่านมานี้ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก ดั่งคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า โลภมากลาภหาย กินช้า ๆ ค่อย ๆ เคี้ยว ย่อมดีกว่า วันข้างหน้ายังมีอีกยาวไกล
หลี่ลี่รู้สึกว่าการบ่มเพาะพลังของเขานั้นรวดเร็วเกินไปใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาจึงตัดสินใจหยุดการฝึกฝน และตั้งใจที่จะกลับไปยังกระกระโจมหลังเล็ก ๆ ของเขายามค่ำคืนนี้ เพื่อพักผ่อนอย่างเต็มที่ รอให้ถึงรุ่งเช้าจึงค่อยไปที่หอหมื่นตำราเพื่อศึกษาหาความรู้เบื้องต้น อย่างน้อยก็ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับหุบเขาอาวุธไร้ค่าเสียก่อน จากนั้นค่อยบ่มเพาะพลังต่อไป
กล่าวโดยสรุปแล้ว วันเวลาที่เหลืออยู่ในสำนักล่างนั้น เขาต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ออกจากหุบเขาอาวุธไร้ค่าไป
เมื่อเดินออกจากหุบเขาอาวุธไร้ค่าได้ไม่ถึงลี้ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ราวกับมีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ข้างหลัง เขาใจนสะดุ้ง รีบหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางนั้น
“หืม ๆ เก่งจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าเ้าจะสามารถััถึงข้าได้ แต่เพราะงั้นจึงไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมเ้าถึงเอาชนะลูกศิษย์เ่าั้ได้” เหอวั่นเดินออกมาจากพุ่มหญ้าข้างทางพร้อมกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์บนใบหน้า
แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้สว่างไสวมาก ส่องสว่างไปทั่วทั้งทุ่งหญ้าอันเงียบสงบราวกับกลางวัน
“คารวะท่านอาจารย์” หลี่ลี่ค้อมศีรษะให้ แม้ว่าเขาจะรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหอวั่นเป็อย่างดี แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะฉีกหน้า เขาก็ต้องรักษามารยาทเอาไว้ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถคลี่คลายความบาดหมางนี้ได้ เขาก็ไม่้าเป็ศัตรูกับเหอวั่นเช่นกัน
เหอวั่นจ้องมองเขาอย่างเ็า “ตอนนี้ต่อให้พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ เ้ายังคิดว่าข้าเป็อาจารย์ของเ้าอีกงั้นรึ? ข้าสั่งให้เ้าไล่ ลู่จินเฟิง ไอ้ขยะนั่นออกไปจากสำนักล่าง เ้าก็ไม่ยอม แล้วยังเอาแต่ป่าวประกาศเื่ไม่ดีของข้า ทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าอาจารย์ใหญ่ เ้าว่า เ้าสมควรตายหรือไม่?”
หลี่ลี่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่รู้ว่าข้าทำผิดอะไร การปกป้องศิษย์ร่วมสำนักเป็เื่ของความชอบธรรม เป็สิ่งที่บุรุษชาติชายพึงกระทำ เหตุใดจึงเป็ความผิด? นี่เป็ความดี เป็คุณงามความดีที่สามารถป่าวประกาศไปทั่วหล้า!”
“ฮ่า ๆ ยังกล้าพูดถึงเื่ความชอบธรรมอีกหรือ? ขำตายจริง ๆ บนโลกใบนี้ พลังคือทุกสิ่ง หากปราศจากพลัง ต่อให้มีคุณธรรมอันสูงส่งไปก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น เ้ารู้หรือไม่ว่า สิ่งที่ทำให้เ้าต้องพบจุดจบก็คือ พลพรรคเมตตาชนไร้สาระนั่นที่เ้าก่อตั้งขึ้นมาอย่างไรเล่า” เหอวั่นโต้แย้งคำพูดของหลี่ลี่อย่างเ็า ราวกับกำลังสั่งสอนเขาอยู่
“หือ? มีเื่แบบนี้ด้วยหรือ? ข้าไม่เห็นรู้เลย” หลี่ลี่แสร้งทำเป็สับสน
เหอวั่นเยาะเย้ย “เ้าก่อตั้งพลพรรคเมตตาชนนั่นขึ้นมา ก็เพื่อที่จะกำจัดข้าอย่างชัดเจน แม้ข้าจะทนเ้าได้ แต่เ้ากลับผลักดันให้ข้ากลายเป็เพียงหุ่นเชิด ไม่อาจควบคุมเหล่าศิษย์ในชั้นเรียนของตัวเองได้แม้แต่น้อย เื่นี้ข้าไม่มีวันยอมเด็ดขาด ข้าต้องกำจัดเ้าั้แ่ตอนนี้ ก่อนที่เ้าจะแข็งแกร่งไปมากกว่านี้”
“ไอ้สารเลว เ้ามันเป็อาจารย์แบบไหนกัน ถึงคิดร้ายกับศิษย์ของตัวเองแบบนี้” พลันเมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่ลี่ก็โกรธขึ้นมาอย่างอดกลั้นไม่ได้
“เดิมทีข้าก็ยังไม่คิดจะฆ่าเ้าหรอกนะ แต่โชคร้ายที่เ้ากลับไปท้าสู้กับเหล่าศิษย์พี่ แถมยังทำให้พวกเขาาเ็ไปตั้งหลายคน ตอนนี้ข้าก็เลยมีโอกาสที่จะฆ่าเ้าแล้วไงล่ะ”
หลี่ลี่กล่าวอย่างไม่เกรงกลัว “จะฆ่าก็รีบฆ่า มาหาข้ออ้างอะไรอีก?”
“การฆ่าคนก็ต้องมีศิลปะ หากการตายของเ้ามันทำให้ข้าโดยพ่วงไปด้วย ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ แต่ตอนนี้ถ้าข้าฆ่าเ้า แน่นอนว่าต้องมีคนสงสัยว่าเป็ฝีมือของเหล่าศิษย์พี่ พวกเขาคงทนไม่ได้ที่ศิษย์พี่ถูกศิษย์ใหม่อย่างเ้าเอาชนะ การตายของเ้าจึงเป็เื่ปกติธรรมดา ศิษย์พี่มีตั้งมากมาย ใครจะไปหาตัวคนร้ายเจอ สุดท้ายเื่นี้ก็คงเงียบหายไปเอง ตายซะเถอะเ้าหนู!”
อาจารย์ผู้ดุร้ายะโเสียงดัง ก่อนจะปล่อยหมัดพุ่งเข้าใส่ นั่นคือหนึ่งในกระบวนท่าของเคล็ดวิชาหมัดเก้าทลาย “ชง” ที่หลี่ลี่เพิ่งฝึกฝนจนชำนาญเมื่อสองสามวันก่อน
หมัดชงของเหอวั่น แม้หมัดยังมาไม่ถึง แต่กระแสพลังที่รุนแรงก็พุ่งเข้าใส่ ราวกับพายุโหมกระหน่ำ
“ปราณนี่… พลังปราณของผู้ฝึกยุทธ์!” หลี่ลี่ใสุดขีด เขารีบกลิ้งตัวหลบ แล้วปลุกพลังของการแปรผันิญญายุทธ์ระดับสี่ ผสานกับเคล็ดวิชาพลังปราณชิงหงะเิใช้ออกมาอย่างเต็มกำลัง
กระแสพลังปะทะเข้ากับร่างของเขาอย่างจัง แม้ว่าเขาจะหลบหลีกพลังส่วนใหญ่ได้ทัน แต่ก็ยังถูกกระแสพลังปะทะจนเืลมปั่นป่วน
“ปราณของผู้ฝึกยุทธ์ นี่มันทรงพลังจริง ๆ…” ไม่แปลกใจเลยที่ผู้ฝึกยุทธ์ และผู้แปรผันิญญายุทธ์ถึงมีระดับพลังที่แตกต่างกันมาก ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ นั้น ไม่สามารถจินตนาการได้เลย
เหอวั่นเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของหลี่ลี่ จึงพูดเยาะเย้ย “เห็นหรือไม่ นี่แหละพลังของผู้ฝึกยุทธ์ แต่เ้าสามารถบ่มเพาะพลังจนถึงการแปรผันิญญายุทธ์ระดับสี่ ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป คงสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนมากมาย ร่างกายของเ้าต้องมีเคล็ดลับอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่ ๆ ข้าจะจับเ้าไปทรมานจนกว่าจะยอมคายความลับทุกอย่างออกมา”
“ช้าก่อน” หลี่ลี่กล่าว “ที่ข้าบ่มเพาะพลังได้รวดเร็วเช่นนี้ เป็เพราะข้าได้กลืนกินผลไม้จิติญญาชนิดหนึ่ง ทำให้ร่างกายของข้าได้รับการพัฒนา ข้าผ่านการแปรสภาพมาแล้วถึงสี่ครั้ง ตอนนี้ข้าควรจะต้องไปที่สำนักกลางแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ของชั้นเรียนอีก แถมยังสามารถช่วยเฉินหลงและคนอื่น ๆ ในการบ่มเพาะพลังได้อีกด้วย นี่เป็ผลประโยชน์อย่างมากสำหรับอาจารย์อย่างเ้านะ เหตุใดเ้าจึงต้องฆ่าข้าด้วย? มันมีประโยชน์อันใดกับเ้า?”
“เ้าหนู ยิ่งพวกเ้าเลื่อนระดับได้มากและรวดเร็วเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งได้รับโบนัสมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับความลับในร่างกายของเ้าแล้ว สิ่งเ่าั้ก็ไม่นับว่าเป็อะไร ข้าไม่ได้พัฒนาพลังของตัวเองมาหลายปีแล้ว รู้สึกแก่ตัวลงทุกวัน ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ การได้รู้ความลับของเ้า จะเป็ประโยชน์กับข้ามากกว่า เ้าใช้กระบวนท่าหมัดทลายชงเล่นงานศัตรูจนสะใจมาแล้วไม่ใช่หรือ? งั้นลองรับท่านี้ของข้าดูบ้างสิ ข้าก็อยากลิ้มรสชาติแบบนั้นดูบ้างเหมือนกัน”
เหอวั่นหัวเราะอย่างชั่วร้าย ขณะที่เยาะเย้ยหลี่ลี่ จากนั้นก็ปล่อยหมัดทลายออกไปอีกครั้ง
หากวัดกันที่พลังและความเร็ว หลี่ลี่ไม่อาจเทียบกับอีกฝ่ายได้เลย แม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีก็ไม่มี
ทางเดียวที่หลี่ลี่จะรอดได้คือ หนีเข้าไปในหุบเขาอาวุธไร้ค่า ซึ่งเหอวั่นไม่กล้าตามเข้าไป แต่เพราะเหอวั่นดันเห็นหลี่ลี่ออกมาจากหุบเขาอาวุธไร้ค่า เขาจึงระวังไม่ให้ หลี่ลี่ หนีกลับเข้าไปอีก จึงยืนหันหลังให้กับหุบเขาอาวุธไร้ค่า ดังนั้นในสายตาของเขา หลี่ลี่ไม่รอดแน่ ๆ คราวนี้หนีไม่พ้นแล้ว
“เอาล่ะ สู้ก็สู้” หลี่ลี่กัดฟันกรอด เขาตัดสินใจรวบรวมพลังปราณทั้งหมดในร่างกาย ตั้งกระบวนท่าหมัดทลายชง พุ่งเข้าปะทะกับเหอวั่นอย่างดุเดือด
เมื่อเห็นว่าหลี่ลี่ทุ่มพลังทั้งหมดที่มีออกมา นี่มันตั้งใจที่จะต่อสู้กับเขาอย่างเอาเป็เอาตาย ช่างไม่รู้จักประมาณตนเอง
อ่อนแอเกินไป ไร้น้ำยา
หากทั้งสองคนปะทะกันจริง ๆ หลี่ลี่จะต้องถูกกระแทกจนแหลกเหลว เละเป็โจ๊กแน่ ๆ
กระแสพลังปราณอันรุนแรงของผู้ฝึกยุทธ์ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้แปรผันิญญายุทธ์จะต้านทานได้
ข้ามขั้นกันตั้งหนึ่งขั้นใหญ่ แถมยังห่างกันถึงเก้าระดับย่อย หากห่างกันเพียงหนึ่งหรือสองระดับย่อย ก็ยังพอสู้กันได้ แต่การห่างกันถึงหนึ่งขั้นใหญ่เช่นนี้ ถือว่าเป็ความแตกต่างอย่างมหาศาล ไม่อาจทดแทนได้ด้วยประสบการณ์หรือทักษะใด ๆ
“เ้าหนู เ้ามันหาที่ตาย!”
เหอวั่นโกรธมาก เขาตั้งใจที่จะจับหลี่ลี่เป็ ๆ ไม่อยากฆ่าทิ้ง เขาจึงลดพลังลงเล็กน้อย
ตึง! เสียงปะทะของพลังปราณดังสนั่นหวั่นไหว ตามมาด้วยร่างของใครบางคนที่กระเด็นออกไปพร้อมกับอาเจียนเป็เื
ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม หากเป็คนปกติ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็ต้องคิดว่าหลี่ลี่โดนซัดจนกระเด็นและกระอักเืออกมา
ทว่า สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
โอ้พระเ้า เหอวั่นกลับเป็ฝ่ายที่โดนต่อยจนกระเด็นและกระอักเืออกมา แถมแขนยังหัก กระดูกเคลื่อน ไม่สามารถต่อสู้ได้อีกต่อไป!
“อ๊า ปีศาจ! อสูรกาย! เ้า เ้าเป็ใครกันแน่! เ้า้าอะไร!”
เขาแทบคลั่ง เสียงะโของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน