ตอนที่3 : ความจริงเื้ัคดี
เดวิด จอห์น พอลล์เป็ชายอายุ 54 ปี เขาแต่งงานกับภรรยา มีลูกสาว 2 คน และลูกชายอีก 1 คนเหตุในคดีนี้เป็เหตุต่อเนื่องกัน โดยเหตุการณ์ครั้งแรกขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมนายเดวิดได้เข้ามาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กล่าวหาว่า ลูกสาวของตนถูกฉุดคร่าและถูกขืนใจโดยอันโตนิโอมาร์เซโล่ ซึ่งอัยการเขตประจำสำนักอัยการสูงสุดแห่งเมืองยอร์คได้เข้ามาควบคุมการสืบสวนด้วยตนเอง
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมเหตุที่สองในคดีก็เกิดขึ้น จากรายงานการสอบปากคำพยานในชั้นสอบสวนระบุว่าเดวิดเพิ่งกลับมาจากทำงานตามคืนนั้นเขากลับมาบ้านชากว่าปกติเนื่องจากตน้าแวะซื้อของใช้และของขวัญวันเกิดให้แก่ลูกสาวซึ่งขณะนี้ยังคงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทว่าเมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงบ้านกลับพบว่า ภรรยา ลูกสาวทั้งสองคน และลูกชาย ทั้ง4 ชีวิตถูกฆาตกรรมอยู่ภายในบ้าน
รายงานระบุต่อไปว่าเดวิดแบกศพของครอบครัวตนมาร้องทุกข์ต่อพนักงานอัยการหน้าสำนักงานอัยการสูงสุดประจำเมืองยอร์คจนเป็ข่าวที่ถูกตีพิมพ์ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายฉบับ
ซึ่งพนักงานอัยการเขตผู้ฟ้องคดีนี้ได้ร่างสำนวนถึงการกระทำความผิดทั้งสองกรรมว่าเป็การกระทำต่อเนื่องเกี่ยวข้องกันในข้อหาข่มขืนกระทำชำระและฆาตกรรมเพื่อปกปิดการกระทำความผิดครั้งก่อนซึ่งอันโตนิโอให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
คดีความดำเนินมาจนกระทั่งถึงนัดสืบพยานเมื่อสองอาทิตย์ก่อนแต่ปรากฏว่าพยานที่จะมาเบิกความทุกคนรวมถึงเดวิดซึ่งเปนผู้ร้องทุกข์กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่อยรอยทำให้โจทก์ไม่มีทั้งประจักษ์พยานและพยานบอกเล่ามาเปิดความที่จะเป็ประโยชน์แก่คดีในฝั่งโจทก์แต่กลับกันในส่วนของพยานจำเลยปรากฎคำเบิกความจำนวนมากของพยานบุคคลภายนอกที่เป็พยานยืนยันที่อยู่และความบริสุทธิ์ของอันโตนิโอ
นิโคลัสเพิ่งจะได้ทราบรายละเอียดโดยคร่าวของคดีนี้แต่เพียงข้อมูลเท่านี้เขาก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของคดี เขาเริ่มตรวจสอบหลักฐานต่างๆภายในสำนวนเพิ่มเติมรวมถึงรายงานการประชุมระหว่าง ‘นิโคลัส’ และอันโตนิโอซึ่งถูกเก็บไว้ในแฟ้มลับที่ถูกแยกออกจากสำนวน ไม่นานเขาก็ได้ข้อสรุปที่ไม่น่าพิสมัยนัก
“ผลของคดีนี้ถูกล็อคไว้ั้แ่แรก”นิโคลัสขมวดคิ้ว กล่าวกับตัวเอง
พยานหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอที่จะเอาผิดกับจำเลยบางทีสำนวนอาจถูกแทรกแซงมาั้แ่ชั้นสอบสวนของตำรวจผู้พิพากษาสองในสามถูกติดสินบน ส่วนคณะลูกขุนถ้าไม่ถูกข่มขู่ก็รับเงินจากแก๊ง เลอเพอร์กาตัวร์แม้ไม่ต้องไปนัดฟังคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้เขาก็ทราบผลของคดีที่จะถูกติดสิน
และที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่านั้น คือในรายงานการประชุมระหว่าง ‘นิโคลัส’ และอันโตนิโอ เขายอมรับอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็ผู้กระทำความผิดทั้งหมดจริงตามที่ถูกฟ้องแต่ก็ไม่มีใครหน้าไหนสามารถเอาผิดเขาได้
นิโคลัสหยิบใบอนุญาตว่าความของ ‘นิโคลัส’ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู
ชื่อ :นิโคลัส พาร์เลย์
อายุ :28 ปี
ใบอนุญาตประเภท :ตลอดชีพ
เป็ทนายความนับแต่ วันที่ 15 พฤษภาคมศักราชที่ 5 ปี 48
ชื่อสำนักงาน :พาร์เลย์ ลีเกิ้ล แอทเทอนี่
“นายเป็คนแบบไหนกันนะ...‘นิโคลัส’”
หากพิจารณาจากหลักฐานและคำพูดที่อยู่ในรายงานบุคคลิคของอันโตนิโอไม่ต่างอะไรจากกากเดนมนุษย์ เขาไม่ทราบว่าเหตุใคร ‘นิโคลัส’ จึงรับเป็ทนายความให้กับคนผู้นี้ บางทีตัว‘นิโคลัส’ เองก็อาจจะไม่ใช่คนสักดีเท่าไหร่นัก
มีอีกหลายอย่างที่เขาต้องหาคำตอบเมื่อนึกถึงองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว บางนี้การจะรักษาชีวิตของตนให้อยู่รอดต่อไปอาจจะไม่ใช่เื่ง่ายอย่างที่เขาคิดแม้จะรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด หรือแม้คดีตรงหน้าจะทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนมากกับกระบวณการยุติธรรมหรืออันโตนิโอมากขนาดไหนก็ตามแต่เขาก็ไม่สามารถแก้ไขหรือทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ตัวเขาเองถ้าหากทำอะไรที่ผิดวิสัยไปจากเดิมไม่แน่ว่าเขาอาจจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
นิโคลัสรู้สึกหมดหนทางอย่างบอกไม่ถูกชีวิตของเขาตอนนี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเขาไม่มีทางถอยกลับมีแต่เดินหน้าต่อไปอย่างยากลำบาก
นิโคลัสใช้เวลาตลอด่เช้าหาข้อมูลทั่วไปเพิ่มเติมจากสิ่งที่มีอยู่ภายในบ้านซึ่งเขาได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับโลกใหม่ใบนี้เพิ่มเติม
ขณะนี้เขาอยู่บนทวีปที่ชื่อว่าอุคุส โดยยอร์คเป็เมืองหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมอรีนหนึ่งในสามอาณาจัรใหญ่ที่ปกครองทวีปผืนนี้ ซึ่งประกอบไปด้วย จักรวรรดิมอรีนสาธารณรัฐอโลเดีย และสหภาพโอรูเรียน ยูเนียนซึ่งเกิดจากการรวมตัวของประเทศทางตอนใต้
ภาษาที่ถูกใช้กันโดยทั่วไปอย่างน้อยภายในทวีปนี้มีอยู่ด้วยกันสองภาษาภาษาแรกคือ ภาษากลางซึ่งเป็ภาษาที่ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้สื่อสารกันทั่วไปภายในทวีปนี้ซึ่งสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับประเทศละอาณาอื่นๆ นอกเหนือจากจักรวรรดิมอรีนโดยภาษานี้คือภาษาที่คนทั่วไปรวมถึงนิโคลัสกำลังใช้อยู่ในขณะนี้ส่วนภาษาที่สองเรียกว่า ภาษาอูคาติ ซึ่งเป็ภาษาท้องถิ่นที่ใช้มาแต่ยาวนานซึ่งถูกเรียกสั้นๆว่า ภาษาโบราณ
นิโคลัสลองทดลองอ่านละเขียนภาษาอูคาติดูปรากฏว่าเขาสามารถเขียนและอ่านภาษานี้ออก ไม่แน่ว่าอาจเป็เพราะ ‘นิโคลัส’ คนเดิม สนใจศึกษาภาษานี้อยู่เนื่องจากเขาพบร่องรอยการฝึกอ่านเขียนและหนังสือเกี่ยวกับภาษาต่างๆภายในบ้านเป็จำนวนมาก
ข้อมูลอีกอย่างคือโลกใบนี้มีปฏิทินซึ่งกำหนดวันเวลาและฤดูกาลแบบเดียวกันกับโลกที่เขาจากมา หนึ่งปียังคงแบ่งออกเป็12 เดือน อีกทั้งมีชื่อเรียกแบบเดียวกันคือไล่ั้แ่เดือนมกราคม – ธันวาคม จะแตกต่างก็ตรงการวิธีการเรียกจำนวนปีโดยในที่นี้จะแบ่งจำนวนปีออกเป็ศตวรรษและทศวรรษ เช่น ในปีปัจจุบัน ถูกเรียกว่าปีศักราชที่5 ปีที่ 50 หรือก็คือปีที่ 550 นั่นเอง
แต่ยังคงมีปริศนาอย่างหนึ่งที่เขาไขไม่ออกในหนังสือระบุว่ายุคนี้เป็ยุคสมัยที่ 10แสดงว่าก่อนหน้านี้เคยมีประวัติศาสตร์ในยุคก่อนหน้ามาแล้วกว่า 9 ยุคเขาสงสัยว่าอะไรคือเส้นแบ่งของแต่ละยุคและอะไรเป็สาเหตุให้ต้องมีการเริ่มนับปฏิทินใหม่ั้แ่ต้น
ระบบการเงินที่ทวีปนี้ใช้นั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศแต่โดยปกติแล้วรูปแบบของเงินที่เป็ที่นิยมและใช้โดยสากลคือการใช้เหรียญเงิน ซึ่งถือเป็สกุลเงินที่มั่งคงที่สุดที่สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนซึ่งหากต้องมีการซื้อขายสินค้าที่มีค่าต่ำกว่า 1 เหรียญเงินก็จะใช้สิ่งที่เรียกว่า เพนนี ซึ่งเป็เหรียญที่ทำจากทองแดงแต่มีขนาดเล็กกว่า โดย100 เพนนี มีค่าเท่ากับ 1 เหรียญเงิน ส่วนในกรณีของตั๋วเงินธนาคารนั้นเป็สกุลเงินที่มีค่าสูงสุดอันจะใช้แลกเปลี่ยนในการซื้อขายที่มีราคาสูงจึงอาจเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่และเมืองที่ออก
นิโคลัสใช้นิ้วโป้งดีดเหรียญเงินจักรวรรดิขึ้นก่อนใช้มือรับมันไว้เมื่อแบมือก็เห็นว่ามันออกก้อย เขาคิดถึงเงินที่ได้จากการทำคดีของอันโตนิโอ
“1,000 เหรียญเงิน”
นั่นคือปริมาณค่าจ้างที่ ‘นิโคลัส’ ได้รับมาและนั่นคือเงินที่ได้มาจากการช่วยให้คนผิดที่สมควรได้รับโทษลอยนวลต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นิโคลัสหยิบหมวดเฟอโดร่าที่แขวนอยู่ที่ราวข้างประตูแล้วสวมมันก่อนเปิดประตูอาคารเดินออกไปเบื้องนอก
่บ่ายในเมืองยอร์คนั้นแตกต่างไปจากตอนกลางคืนผู้คนที่เดินผ่านไปมามีอยู่พลุกพล่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนหมายเลข 5ซึ่งถือว่าอยู่ในย่านเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ขณะศึกษาข้อมูลทั่วไปของจักรวรรดินิโคลัสได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกว่า ใน่ต้นยุคสมัยที่ 10แิเกี่ยวกับเื่ความเท่าเทียมของมนุษย์เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีปส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครอง โดยปัจจุบัน 2 ใน 3ของอาณาจักรที่ปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปนี้ใช้การปกครองในลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบอบประชาธิปไตยในโลกที่นิโคลัสจากมาคงเหลือแต่ในจักรวรรดิมอรีนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ใต้การปกครองของขุนนางและชนชั้นสูงแต่ด้วยแรงกดดันจากอาณาจักรข้างเคียง ทำให้ใน่หลายทศวรรษที่ผ่านมาจักรวรรดิมอรีนได้มีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมในระดับหนึ่งทำให้สามัญชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่ออุสาหกรรม ธุรกิจ และการปกครองทว่าแิที่ว่าชนชั้นสูงนั้นมีสิทธิเหนือบุคคลทั่วไปก็ยังคงมีอยู่ฝังลึก
ซึ่งนิโคลัสเองก็เป็หนึ่งในสามัญชนที่ไต่เต้าขึ้นมาอยู่ใกล้ชิดกับชนชั้นสูงบางทีสิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้อาจเป็องค์ประกอบสำคัญอย่างนึงที่ทำให้นิโคลัสสามารถก้าวมาจนถึงจุดนี้ได้แม้จะต้องขายิญญาของตนให้กับปีศาจก็ตาม
เขาใช้เวลาตลอด่บ่ายเดินสำรวจเส้นทางภายในเมืองถนนหมายเลขห้าในอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองยอร์คเขาสามารถเดินทางจากที่บ้านของตนไปที่ศาลอาญากลางแห่งเมืองยอร์คซึ่งอยู่ที่ถนนหมายเลข1 ได้ แต่อาจจะใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาทีอีกทางหนึ่งคือเขาสามารถเรียกรถม้ามารับไปส่งได้ในราคา 2 เหรียญเงินตามท้องถนนผู้คนยังคงสัญจรโดยใช้ม้าหรือรถลากดูเหมือนในยุคนี้จะยังไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอสำหรับการสร้างรถยนต์
บริเวณถนนหมายเลข 8ซึ่งอยู่เยื้องไปทางทิศใต้ของเมือง บรรยากาศแถวนี้คล้ายกับเป็ที่อยู่ของสามัญถนนหนทางไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควร ตามพื้นมีรอยแตกและน้ำขังนิโคลัสเดินมาจนถึงตลาด เขาตัดสินใจที่จะมาซื้อของใช้ที่จำเป็รวมถึงอาหารในวันนี้พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยมีให้เห็นอยู่เต็มข้างทางซึ่งต่างคนต่างก็ะโขายสินค้าเพื่อเรียกลูกค้า
นิโคลัสเดินไปตามตลาดอย่างสนใจมีของหลายอย่างที่เขาไม่เคยเห็นในใจคิดว่า ถ้าเปลี่ยนจากการถูกส่งมาอยู่ในร่างคนอื่นที่ต่างโลก เป็การที่เขาได้มาเที่ยวพักผ่อนที่นี่แทนก็คงจะดีไม่น้อย
“เฮ้!นิโคลัส”
ในระหว่างที่กำลังเหม่ออยู่เขาก็ได้ยินเสียงเรียกเมื่อหันไปก็พบกับชายวัยกลางคนร่างใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าร้านขายขนมปังแห่งหนึ่ง การที่มีคนรู้จักเขาเช่นนี้ดูท่า ‘นิโคลัส’ น่าจะมาแถวนี้อยู่บางเหมือนกัน
นิโคลัสค่อยๆเดินเข้าไปพยายามทำตัวปกติแต่ในใจคิดหาวิธี ก่อนจะเหลือบเห็นป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า “ร้านขนมปังของฮิวจ์”
“สวัสดีตอนบ่ายฮิวจ์วันนี้ขายดีรึเปล่า”
นิโคลัสยิ้มแล้วกล่าวถาม
“ก็เงียบเหมือนเดิมนั่นแหละแต่อย่างว่า...เศรษฐกิจอย่างงี้จะไปโทษใครได้ ว่าแต่นายเถอะ สนใจขนมปังหน่อยมั้ย ถ้าซื้อคู่กับแฮมชีสฉันจะลดราคาให้เป็พิเศษเลยนะ”
“งั้นผมขอสักสองปอนด์”
“โอเค รอแปบนึงนะ”
ฮิวด์กลับเข้าไปในร้านพักหนึ่งก็ออกมาพร้อมขนมปังที่ห่อใส่ถุงกระดาษ
“เอ้านี่ รวมส่วนลดด้วยก็ 87 เพนนี”
นิโคลัสหยิบเหรียญเงินจักรวรรดิถึงอยู่ในกระเป๋ากางเกงยื่นให้กับฮิวจ์
“ไม่ต้องทอน ขอบคุณมาก”
“โว้ว ใจป้ำไม่ใช่เล่น แถมยังสุภาพด้วยนายเปลี่ยนไปจากสองสามวันก่อนอย่ากับเป็คนละคนเลยนะไอ้หนู”
นิโคลัสสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับ
“ต้องขอบคุณ คลาสเรียนชนชั้นสูงน่ะ”
โชคดีที่เขามีข้ออ้างที่สามารถใช้ได้ครอบจักรวาลเช่นนี้
“ดูท่านายจะไปได้สวยนะไม่น่าเชื่อว่านายจะเบียดตัวเองขึ้นไปอยู่กับพวกนั้นได้... ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ”
“อืม... ฉันต้องไปแล้ว ไว้เจอกันใหม่”
“โอเค ไว้เจอกัน ถ้า้าขนมปังสดใหม่ก็แวะมาได้ทุกเมื่อนะเพื่อน”
นิโคลัสเดินสำรวจไปทางใต้ต่อเล็กน้อยแต่เมื่อไปถึงบริเวณตรอกใดล้กลับถนนหมายเลข 12เขาก็รู้สึกถึงสายตาไม่เป็มิตรที่จ้องมาจากรอบๆ บริเวณนี้มีลักษณะคล้ายกับสลัมซึ่งดูเหมือจะไม่ใช่ที่ๆปลอดภัยนักเขาจึงตัดสินใจหยุดการสำรวจเส้นทางในวันนี้ไว้เท่านี้
เมื่อกลับถึงบ้าน นิโคลัสทานอาหารอาบน้ำ จากนั้นก็นั่งอ่านแฟ้มคดีเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้รู้ตัวอีกทีก็เป็เวลาเที่ยงคืนคืนนี้เป็คืนที่สองนับแต่ที่เขาถูกส่งมายังโลกใบนี้ เขาไปที่ห้องนอนแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงเขาหยิบบางอย่างขึ้นมาจากลินชักข้างเดียงมันคือกระจกห้าเหลี่ยมบานที่เขามีติดตัวอยู่ตอนที่ข้ามมายังใบนี้
ทุกครั้งที่มองไปที่กระจบเขารู้สึกเหมือนบางอย่างเรียกหาเขาเขาคิดว่าการตายของนิโคลัสจะต้องเกี่ยวข้องกับกระจกบานนี้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะพกมันติดตัวไว้ตลอดไปจนกว่าจะพบเบาะแสอะไรอย่างอื่น
ขณะนี้เป็เวลาประมานตี 1เศษ เขาข่มตาลงนอนเพื่อพร้อมรับมือกับเื่ที่จะเกิดในวันรุ่งขึ้น
.....
ศาลอาญากลางประจำเมืองยอร์คถนนหมายเลข 1, วันจันทร์ที่ 12ตุลาคม ศักราชที่ 5 ปี 50 เวลา 8.15 น.
นิโคลัสยืนอยู่หน้าอาคารขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานเป็ขั้นบันไดทอดสูงไปถึงทางเข้าเสาหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ค้ำจุนอาคารไว้ให้ความรู้ถึงราวกับสถาปัตยกรรมสมัยกรีกโบราณ
นิโคลัสจ้องมองดูอาคารตรงหน้าอย่างเงียบๆก่อนจะเอ่ยกับตัวเองขึ้นว่า
“เอาล่ะ...ลุยกันเลย”
คดีความแรกของเขาในต่างโลกกำลังจะเริ่มขึ้น....
12.10.550
Nicolas Parlay
Crooked attorney