ก๊อก ๆ ๆ
ต่างฝ่ายต่างดีดตัวเองออกจากอ้อมกอดของกันละกันอย่างเคอะเขิน เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ท่านเ้าเมืองส่งเทียบเชิญร่วมงานเลี้ยงน้ำชาบ่ายนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เตี๋ยเฟิงแก้เขินด้วยการรีบลุกออกจากห้องไป พร้อมเรียกองครักษ์มาประชุมลับสำหรับโอกาสดีในการค้นหาบัญชีลับในบ่ายนี้
หญิงสาวยกสองมือขึ้นมาจับแก้มที่ร้อนผ่าว เมื่อนึกถึงััแน่นจากปลายนิ้วที่ลูบไล้อกแกร่ง ก็ยิ่งหน้าแดงระเรื่อ
“อร๊าย...นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย เฉินฟางเหนียงนี่มันไม่ใช่เวลามั้ย หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ จะกลับไปโลกปัจจุบันได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ยังจะมีหน้ามาบ้าผู้ชายอีก”
“แล้วเ้าบ้านั่น นึกว่าจะเป็สุภาพบุรุษกว่านี้ มีอย่างที่ไหนมานอนเตียงเดียวกันได้ยังไง นี่ถ้าไม่รู้ว่าเป็ท่านอ๋อง จะคิดว่าเป็โจรล่าสวาท”
ก๊อก ๆ ๆ
“พระชายาเพคะ”
เสียงอาอี้นี่เอง เธอลุกไปเปิดประตูให้หญิงวัยกลางคน ผู้ช่วยมืออาชีพในยุคนี้ของเธอ
“นี่อาอี้ อยู่กันแค่สองคนไม่ต้องเรียกฉันแบบนั้นก็ได้ ฟังแล้วจั๊กกะจี้”
“ไม่ได้หรอกเพคะพระชายา หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง”
หญิงวัยกลางคนส่งอ่างน้ำและกิ่งไม้ให้เธอถูฟันและล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็เข้าสู่สิ่งที่เฉินฟางเหนียงเรียกในใจว่า พิธีพันตัว จากเสื้อผ้าหลายชิ้น หลายชั้น ที่ไม่มีทางที่เธอจะสามารถสวมใส่ได้ด้วยตัวเองคนเดียว
“ทำไมอาอี้ถึงมาอยู่ในค่ายทหารได้ล่ะ ฉันเห็นมีแต่อาอี้ที่เป็ผู้หญิงอยู่คนเดียว”
“หม่อมฉันตามเสด็จมาจากชายแดนทางเหนือเพคะ หลังจากท่านอ๋องช่วยชีวิตครอบครัวหม่อมฉันไว้จากทหารแคว้นฉี”
“อ๋อ อยู่ด้วยกันทั้งครอบครัวเหรอ”
หญิงวัยกลางคนส่ายหัวช้า ๆ มือที่กำลังคาดผ้ารัดเอวให้เธออยู่นั้นกำแน่นและสั่นเทา
“สามีและลูกของหม่อมฉัน ตายแล้วเพคะ”
“อาอี้ ฉันเสียใจด้วย ฉันขอโทษนะอาอี้ที่ถามซ่อกแซ่ก”
“ไม่เป็ไรเพคะ เื่มันนานมาแล้ว พระชายาอย่าใส่พระทัยเลย”
“ยังไงอาอี้ก็คิดว่าฉันเป็ลูกหลานคนนึงแล้วกันนะ มีอะไรที่ฉันช่วยได้บอกฉันได้เลย”
หญิงวัยกลางคนย่อตัวลงคารวะ ซึ่งทำให้หญิงสาวต้องรีบไปประคองให้ลุกขึ้น
“อาอี้ ถ้าเสร็จเื่นี้แล้ว เรียกฉันว่าฟางเหนียงเฉย ๆ เถอะนะ”
“เพคะ พระชายา”
ยิ่งได้ยินก็ยิ่งเห็นใจคนยุคนี้ มีกี่บ้านกันนะที่ต้องพลัดพรากตายจากอย่างครอบครัวของอาอี้ คิดแล้วก็ยิ่งอยากกลับไปยุคปัจจุบันเหลือเกิน ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะเป็อย่างไรกันบ้าง
เฉินฟางเหนียงประคองหัวตัวเองให้รองรับน้ำหนักของเครื่องประดับทองบนหัวด้วยการพยายามยืดคอ และเดินแต่ละก้าวอย่างช้า ๆ เพราะนอกจากน้ำหนักบนหัวแล้ว ยังต้องระวังไม่ให้เหยียบชายผ้าที่ยาวกรอมเท้าอีก แถมอาอี้ยังผูกสายรัดเอวให้เสียแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ชักจะเห็นใจบรรดานักแสดงหญิงในซี่รี่ส์โบราณพวกนั้นแล้วสิ และเพราะอย่างนี้ใช่มั้ย หญิงสาวในยุคโบราณถึงต้องเดินเชิดหน้า ดูหยิ่ง ๆ ที่จริงแล้วก็เพราะหนักหัวอยู่นี่เอง
งานเลี้ยงน้ำชาถูกแบ่งเป็สองฝั่งแยกชายหญิง ด้วยตำแหน่งที่สูงส่งของพระชายาเธอจึงต้องเดินเข้าไปเป็คนสุดท้าย ท่ามกลางสายตาของเหล่าฮูหยินคหบดีทั้งหลาย รวมถึงฮูหยินของท่านเ้าเมือง
นอกจากจะเข้าใจความรู้สึกของนักแสดงแล้ว เธอยังเข้าใจความรู้สึกของนางแบบที่ถูกจับจ้องจากผู้ชมสองฟากฝั่ง อย่างที่เธอกำลังรู้สึกขณะที่เดินเข้าไปนั่งประจำที่ของตัวเอง
“คารวะพระชายาเพคะ”
เฉินฟางเหนียงเลียนแบบคำพูดของเตี๋ยเฟิง ผสมกับเลียนแบบท่าทางของสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างที่เคยเห็นในซีรี่ส์ย้อนยุค
“ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา”
วันนี้เฉินฟางเหนียงเพิ่งจะสังเกตว่า แม้ท่านเ้าเมืองจะอายุมากแล้ว แต่ฮูหยินกลับดูสาวมาก ดูแล้วน่าจะเด็กกว่าเธอด้วยซ้ำ
“ฮูหยินมียาดีอะไรกันะ ถึงยังสาว ยังสวยขนาดนี้”
เฉินฟางเหนียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม อีกใจก็เพื่อหยั่งเชิงสาวน้อยตรงหน้า เผื่อจะหาทางสืบหาบัญชีอีกเล่มนั้นได้
สาวน้อยยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดปาก พลางบิดตัวเอียงอายเมื่อได้รับคำชมจากสตรีสูงศักดิ์
“มิได้เพคะ ไหนเลยจะสู้ความงามและความเยาว์วัยของพระชายาได้”
เฉินฟางเหนียงจับน้ำเสียงบางอย่างตรงคำว่าเยาว์วัยของสาวน้อยที่ทำท่าทางถ่อมเนื้อถ่อมตัวได้
‘อืม...ไม่ธรรมดา เพราะแบบนี้สินะถึงได้ขึ้นมาเป็ฮูหยินของท่านเ้าเมืองได้ ดูท่าคงจะจัดการกับฮูหยินคนเก่าได้อย่างราบคาบเลยล่ะสิ ไหนขอลองของหน่อยซิ’